Knowledge Center

CRM คืออะไร ช่วยรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าได้อย่างไรบ้าง

CRM คืออะไร

ขายของยุคนี้ ไม่ใช่แค่ซื้อมาแล้วขายไป เพราะการขายสินค้าไปได้ครั้งเดียว แล้วต้องหาลูกค้าใหม่เรื่อย ๆ อยู่ตลอด มันเหนื่อยเกินไปครับ และอาจได้ไม่คุ้มเสียอีกด้วย เพราะจะต้องมีค่าใช้จ่ายที่มากขึ้น เพื่อใช้ในการดึงดูดลูกค้าใหม่ เพราะงั้นสิ่งที่สำคัญในการตลาดยุคใหม่จึงเน้นใส่ใจประสบการณ์ของผู้บริโภคเป็นหลัก และหันมาทำ CRM เพื่อที่จะสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย ให้ผู้ซื้อเกิดความประทับใจจนนำไปสู่การซื้อสินค้าอย่างต่อเนื่อง และรักษาฐานลูกค้า เพื่อให้มีการบอกต่อหรือแนะนำคนใกล้ตัวของเขาให้มาซื้อสินค้าหรือใช้บริการเราได้ในอนาคตครับ

CRM คืออะไร ?

Customer Relationship Management (CRM) คือการบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า ซึ่งหมายถึงวิธีการที่เราจะสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มยอดขายและ เก็บข้อมูลพฤติกรรมของลูกค้าเพื่อรักษาและขยายฐานลูกค้าในระยะยาว การทำ CRM จะช่วยสร้างทัศนคติที่ดีให้กับลูกค้า ให้มีความจงรักภักดีต่อแบรนด์ ต่อสินค้าหรือบริการ  

ประเภทของ CRM มีอะไรบ้าง

หลังจากที่ทำความรู้จักกันไปแล้วว่า CRM คืออะไร มาดูกันดีกว่าครับว่า CRM หรือการรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้า มีกี่ประเภท อะไรบ้าง  

Operational CRM บริหารจัดการ

Operational CRM คือระบบที่ช่วยจัดการข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับลูกค้า เช่น ข้อมูลการติดต่อกับลูกค้า ข้อมูลการบริการ ใบเสนอราคา หรือข้อมูลพฤติกรรมของลูกค้า ซึ่งจะช่วยให้กระบวนการทำงานคล่องตัวและสามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์ Relationship Marketing หรือการตลาดเชิงสัมพันธ์ ที่ช่วยส่งเสริมให้เกิดความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า โดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 ระบบย่อย ได้แก่

  • Sale Automation (ระบบการขายอัตโนมัติ) ช่วยจัดระเบียบงานขายให้ง่ายขึ้น ลดความซับซ้อนในการติดตามและปิดการขาย 
  • Marketing Automation (ระบบการตลาดอัตโนมัติ) เป็นช่องทางในการทำ PR และโปรโมตสินค้าหรือบริการ เพื่อดึงดูดความสนใจของลูกค้า 
  • Service Automation (ระบบบริการอัตโนมัติ) สนับสนุนให้ลูกค้าได้รับบริการที่ดีที่สุด มักใช้ในระบบ Call Center หรือระบบช่วยเหลือลูกค้า 

Analytical CRM เน้นวิเคราะห์ข้อมูล

Analytical CRM คือระบบที่มุ่งเน้นการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า เพื่อนำมาสร้างหรือปรับปรุงแผนการตลาดในการสร้างสัมพันธ์ที่ดีต่อลูกค้า ให้เกิดความประทับใจและซื้อของในระยะยาว การทำความเข้าใจพฤติกรรมของลูกค้าเป็นหัวใจสำคัญของกลยุทธ์ CRM ซึ่งช่วยให้ธุรกิจสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างตรงจุด เช่น ข้อมูลประวัติการซื้อสินค้า ช่องทางการติดต่อที่ลูกค้าใช้บ่อย สินค้าที่ลูกค้าซื้อบ่อย หรือสินค้าใดที่ไม่ได้รับความสนใจ ข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมการตลาดของลูกค้า ซึ่งข้อมูลตรงนี้ก็จะช่วยให้คุณสามารถวางแผนกลยุทธ์ที่เหมาะสมในการพัฒนาสินค้าและบริการให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น  

Collaborative CRM การทำงานร่วมกัน

Collaborative CRM คือระบบที่ช่วยให้การติดต่อกับลูกค้าผ่านช่องทางการสื่อสารที่หลากหลาย อาทิเช่น เบอร์โทรศัพท์ อีเมล เว็บไซต์ แฟกซ์ จดหมาย เป็นตัวช่วยให้จัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ สนับสนุนให้ง่ายต่อการบริการลูกค้า 

ขั้นตอนการทำ CRM มีอะไรบ้าง

CRM ไม่ได้เป็นเพียงแค่การใช้ซอฟต์แวร์หรือระบบเทคโนโลยี แต่เป็นกระบวนการที่ต้องมีการวางแผนและดำเนินการอย่างเป็นระบบเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าอย่างยั่งยืน ทั้งนี้การทำ CRM ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ดังนี้ครับ 

1. การระบุข้อมูลลูกค้า (Identify)  

ขั้นตอนการเก็บข้อมูลของลูกค้า ไม่ว่าจะเป็น ชื่อ-สกุล อายุ อาชีพ ที่อยู่ อีเมล เบอร์โทรศัพท์ และช่องทางการติดต่ออื่น ๆ  

2. วิเคราะห์และจำแนกกลุ่มลูกค้า (Differentiate) 

ขั้นตอนการวิเคราะห์พฤติกรรมของลูกค้า เพราะลูกค้าแต่ละคนมีพฤติกรรมในการซื้อสินค้าที่แตกต่างกัน และเหมือนกันในบางจุด ดังนั้นควรวิเคราะห์ และจัดกลุ่มของลูกค้าเอาไว้  

3. สร้างปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า (Interact)

ขั้นตอนการสร้างปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า ติดต่อและปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าเพื่อค้นหาและทำความเข้าใจ Painpoint ของลูกค้า เเละช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวด้วยสินค้าหรือบริการที่มีอยู่ ก็จะช่วยให้ลูกค้าประทับใจ และสร้างความพึงพอใจต่อแบรนด์ได้ในระยะยาว  

4. ปรับแต่งการสื่อสารและบริการให้เหมาะสมกับลูกค้า (Customize) 

ขั้นตอนการปรับแต่งการนำเสนอสินค้าหรือบริการ ให้มีความเหมาะสมกับลูกค้าแต่ละคน โดยการนำระบบ CRM มาช่วยในการจัดการฐานข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล และเป็นช่องทางในการติดต่อสื่อสาร   

การทำ CRM มีประโยชน์ยังไงบ้าง

1. เพิ่มยอดขายและลดต้นทุนในการดึงดูดลูกค้าใหม่ ๆ

การรักษาความสัมพันธ์อันดีต่อลูกค้าช่วยให้ลูกค้าเชื่อมั่นในตัวแบรนด์ และกลับมาซื้อหรือใช้บริการอย่างต่อเนื่อง เป็นการเพิ่มยอดขายให้กับองค์กร รวมไปถึงการชักชวนคนใกล้ตัวให้รู้จักแบรนด์ ซึ่งช่วยให้แบรนด์ไม่ต้องเสียต้นทุนในการดึงดูด หรือหาลูกค้าใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็น การโฆษณา หรือการทำแคมเปญต่าง ๆ  

2. ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น 

ไม่ใช้แค่แผนกการขาย แต่รวมถึงทุกฝ่ายที่ทำงานเกี่ยวข้องกับลูกค้า ไม่ว่าจะเป็น การตลาด Customer Service ฝ่ายบัญชี ฝ่ายสินค้าคงคลัง หรือฝ่ายการจัดส่ง เพราะการรวบรวมข้อมูลของลูกค้าไว้ในฐานข้อมูลกลาง ทำให้ทุกฝ่ายประสานงานกันได้ง่ายขึ้น รวดเร็วขึ้น และมีความเข้าใจตรงกัน ทำให้ลดการเกิดความผิดพลาดลงได้ นอกจากนี้ข้อมูลเหล่านั้นยังช่วยในการวางแผนการทำงานในอนาคต เพื่อพัฒนาธุรกิจให้ยั่งยืนอีกด้วย 

3. สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าหรือบริการ

เพราะปัจจุบันลูกค้าไม่เพียงแต่หาสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการ แต่ยังหาร้านค้าหรือผู้ให้บริการที่สร้างความพึงพอใจให้ได้มากที่สุด สิ่งที่ลูกค้าต้องการจึงไม่ใช่แค่คุณค่าจากคุณภาพสินค้าและบริการ แต่เป็นการบริการที่ดี ผู้ขายยิ้มแย้มแจ่มใส พูดจาดี มีมารยาท และใส่ใจต่อลูกค้า ซึ่งตรงนี้เป็นจุดที่จะพึ่งระบบอย่างเดียวไม่ได้ ต้องขึ้นอยู่กับตัวบุคคลด้วยครับ นอกจากนั้นการบริการเฉพาะตัวเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเเบรนด์และทำให้แต่ละเเบรนด์แตกต่างกันด้วยครับ 

4. รักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับฐานลูกค้าเก่า 

การรักษาฐานลูกค้าเก่ามีความสำคัญไม่แพ้การหาลูกค้าใหม่ เพราะลูกค้าที่เคยใช้สินค้าและบริการแล้วมีแนวโน้มกลับมาซื้อซ้ำหากได้รับประสบการณ์ที่ดี การทำ CRM ช่วยให้ธุรกิจสามารถติดตามและสื่อสารกับลูกค้าเก่าได้อย่างต่อเนื่อง ผ่านการสื่อสารและการตลาดแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Communication & Remarketing) ซึ่งร้านค้าสามารถปรับแต่งให้เหมาะสมกับพฤติกรรมของลูกค้าได้ ไม่ว่าจะเป็นการส่งอีเมล ข้อความ หรือโปรโมชั่นพิเศษที่ตรงกับความต้องการ เช่น การทำตลาดแบบเจาะจงเฉพาะกลุ่ม การใช้ฟีเจอร์ Broadcast แชร์โปรโมชันเฉพาะกลุ่มผ่าน Line OA หรือการใช้ Tag บน Line OA เพื่อทำ Remarketing อย่างตรงจุด

นอกจากนี้ การสร้างความรู้สึกผูกพันกับแบรนด์และเพิ่มความภักดี (Brand Loyalty) ยังสามารถทำได้ผ่าน โปรแกรมสร้างความภักดี (Loyalty Program) ที่ออกแบบมาเพื่อลูกค้าโดยเฉพาะ ซึ่งจะช่วยลดโอกาสที่ลูกค้าจะเปลี่ยนไปใช้บริการของคู่แข่ง ตัวอย่างเช่น ระบบสะสมแต้ม การแบ่งระดับสมาชิก VIP Tier ของขวัญวันเกิด (Birthday Rewards) หรือสิทธิพิเศษสำหรับสมาชิก (Member-Exclusive Deals) โดยลูกค้าบน Marketplace สามารถมีส่วนร่วมได้ง่ายๆ เพียงสแกน QR Code จากกล่องสินค้าเพื่อรับแต้มได้ทันที กลยุทธ์เหล่านี้จะช่วยเปลี่ยนลูกค้าขาจรให้กลายเป็นลูกค้าประจำ ควบคู่ไปกับการให้ความสำคัญกับลูกค้าเก่าและดูแลอย่างใกล้ชิด ซึ่งไม่เพียงแค่ยอดขายที่เพิ่มขึ้น แต่ยังช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับแบรนด์อีกด้วย

5. ช่วยให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน 

การทำ CRM ไม่เพียงช่วยเพิ่มยอดขายเพียงเท่านั้น แต่ยังเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน เนื่องจากมีฐานข้อมูลลูกค้าที่ครบถ้วนช่วยให้ธุรกิจสามารถวางแผนกลยุทธ์ทางการตลาดและพัฒนาสินค้าหรือบริการให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าได้มากขึ้น 

นอกจากนี้ ข้อมูลเชิงลึกจาก CRM ที่จะแสดงผลออกมาในรูปแบบ Virtual Representation ช่วยดูง่าย และยังช่วยให้ธุรกิจสามารถคาดการณ์แนวโน้มตลาด ปรับปรุงการให้บริการ รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานให้ดียิ่งขึ้น ธุรกิจที่สามารถรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าได้ดี จะมีโอกาสเติบโตและแข่งขันในตลาดได้อย่างต่อเนื่อง ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาลูกค้าใหม่เพียงอย่างเดียวและสามารถสร้างคุณค่าให้กับแบรนด์ได้ในระยะยาว 

หัวใจของการทำ CRM 

หัวใจของการทำ CRM (Customer Relationship Management) คือการสร้างและรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าอย่างยั่งยืน เพื่อเพิ่มความพึงพอใจและความภักดีของลูกค้า ซึ่งจะส่งผลให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคง ถ้าแบ่งเป็นประเด็นหลัก ๆ หัวใจของการทำ CRM มีดังนี้ครับ 

  1. การรู้จักและเข้าใจลูกค้า (Customer Insight) รวบรวมข้อมูลลูกค้า วิเคราะห์พฤติกรรม ความต้องการ และความชอบ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่เหมาะสมและตอบโจทย์ได้ตรงจุด 
  2. การสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ (Effective Communication) ติดต่อสื่อสารกับลูกค้าอย่างต่อเนื่องและตรงตามความต้องการ เช่น การส่งโปรโมชั่นที่เหมาะสม การดูแลหลังการขาย หรือการให้คำแนะนำเฉพาะบุคคล 
  3. การสร้างประสบการณ์ที่ดีให้ลูกค้า (Customer Experience) มอบบริการและประสบการณ์ที่น่าประทับใจในทุกจุดสัมผัสกับลูกค้า เพื่อสร้างความรู้สึกผูกพันและความไว้วางใจ 
  4. การจัดการข้อมูลอย่างเป็นระบบ (Data Management) ใช้เทคโนโลยีและระบบ CRM เพื่อจัดเก็บ วิเคราะห์ และติดตามข้อมูลลูกค้าอย่างแม่นยำและรวดเร็ว 
  5. การสร้างความภักดี (Customer Loyalty) ทำให้ลูกค้ารู้สึกมีคุณค่า และต้องการกลับมาซื้อซ้ำหรือใช้บริการอย่างต่อเนื่อง ผ่านโปรแกรมสะสมแต้ม การให้สิทธิพิเศษหรือบริการหลังการขาย 
  6. การปรับปรุงและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง (Continuous Improvement) รับฟังความคิดเห็นลูกค้าและนำไปปรับปรุงสินค้า บริการ และการสื่อสาร เพื่อให้ตรงใจและเพิ่มคุณค่าต่อไป

CRM B2B แตกต่างจาก CRM B2C อย่างไร

CRM ใน B2B และ B2C มีความแตกต่างกันในหลายด้าน เนื่องจากลักษณะของลูกค้าและกระบวนการขายที่แตกต่างกัน สำหรับ B2B (Business-to-Business) CRM จะมุ่งเน้นไปที่การสร้างและบริหารความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้าองค์กร ซึ่งมักมีวงจรการขายที่ยาวนาน การตัดสินใจซับซ้อนและมีหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง การสื่อสารจึงต้องมีความละเอียดและมุ่งเน้นที่คุณค่าทางธุรกิจเป็นหลัก นอกจากนี้ ยังเน้นไปที่การบริหารข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับลูกค้า เช่น ประวัติการซื้อ พฤติกรรมและความต้องการเฉพาะของแต่ละองค์กร 

ในขณะที่ B2C (Business-to-Consumer) CRM มุ่งเน้นไปที่การบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้ารายบุคคลที่มักตัดสินใจซื้ออย่างรวดเร็วและอิงอารมณ์มากกว่า CRM ใน B2C จึงให้ความสำคัญกับการตลาดเชิงรุก การใช้ข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภคและระบบอัตโนมัติ เช่น การส่งโปรโมชั่นและการวิเคราะห์แนวโน้มการซื้อเพื่อเพิ่มยอดขาย 

อุปสรรคของการใช้ระบบ CRM

อย่างไรก็ตามระบบอัตโนมัติต้องอาศัยคนในการควบคุมครับ ดังนั้นการให้ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับระบบต่อผู้ที่เกี่ยวข้องก็เป็นเรื่องที่สำคัญมากครับ เพราะในส่วนของการทำงานแบบอัตโนมัติ ไม่ควรปล่อยให้หน้าที่ของระบบเพียงอย่างเดียว เพราะมีความเสี่ยงต่อการถูกแฮ็กข้อมูลได้ ที่สำคัญองค์กรต้องวางแผนการแก้ไขปัญหาตั้งแต่แรก เพราะหากข้อมูลหรือการทำงานผิดพลาดตั้งแต่แรก การทำงานในขั้นตอนถัด ๆ มาก็อาจเกิดปัญหาได้

ตัวอย่าง ผู้ให้บริการ CRM Software ที่เป็นที่นิยมในตลาด ได้แก่

Zoho, Microsoft Dynamic CRM, Sugar CRM, Signify CRM, Pipedrive, Insightly และ Salesforce ครับ

ขั้นตอนการทำงานของ CRM

        จากภาพจะเห็นได้ชัดเลยนะครับว่ากว่าที่คนทั่วไปจะมาเป็นลูกค้าของเราได้นั้น ต้องผ่านหลายฝ่าย หลายกระบวนการพอสมควร ดังนั้นการขายไม่ได้เกี่ยวข้องแค่เฉพาะ Sale เท่านั้น แต่รวมไปถึงการรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าให้ยืนยาวต่อไปนั้น ขึ้นอยู่กับทุกขั้นตอนของการขาย ไม่ว่าจะเป็น

          ก่อนการขาย ผู้ขายต้องมีความอดทนและมีใจรักงานขายเพราะทัศนคติของพนักงานนั้นจะส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพของงานด้วยครับ ผู้ขายที่ดี ต้องเข้าใจปัญหาของลูกค้า รู้ว่าลูกค้าต้องการอะไร หรือมีปัญหาอะไรถึงต้องการสินค้าของเราไปแก้

          ระหว่างการขาย การสื่อสารกับลูกค้าระหว่างการขายนี้จึงต้องคำนึงถึงความพึงพอใจหรือความต้องการซื้อของลูกค้าเป็นหลัก ควรจะเป็นการขายที่เสนอทางเลือกให้กับลูกค้า และให้คำแนะนำแก่ลูกค้า เพื่อตอบโจทย์ หรือแก้ปัญหาของลูกค้าได้จริง ๆ การสื่อสารอย่างมีมารยาทและถูกต้องครบถ้วนเป็นสิ่งสำคัญ

          หลังการขาย สร้างความสัมพันธ์ลูกค้าต่อเนื่อง เสมอต้นเสมอปลาย นอกจากการติดตามผลหลังการขายที่ควรจะมีเพื่อ สอบถามความพึงพอใจ หากมีจุดที่ต้องแก้ไขและพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น การใส่ใจรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ของลูกค้าได้ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญด้วยครับ

สรุปบทความ

มาถึงตรงนี้สามารถสรุปได้ว่า CRM หรือการบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า คือเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจสร้างและรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างลูกค้ากับแบรนด์ โดยไม่ใช่แค่การขายสินค้าเพียงครั้งเดียว แต่เป็นการสร้างความประทับใจและความภักดีในระยะยาว ผ่านการเก็บข้อมูล วิเคราะห์พฤติกรรม และการสื่อสารอย่างตรงจุด ทั้งยังช่วยเพิ่มยอดขาย ลดต้นทุนการหาลูกค้าใหม่ และส่งเสริมการทำงานร่วมกันของทุกฝ่ายในองค์กร อย่างไรก็ตาม การใช้ระบบ CRM ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ต้องอาศัยการวางแผนที่ดีและการดูแลควบคุมจากคน เพื่อให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในยุคการแข่งขันที่สูงขึ้นนี้ครับ 

อยากให้การดูแลลูกค้าและการจัดการออเดอร์เป็นเรื่องง่ายไหมครับ? MyCloud Fulfillment เราได้พัฒนาระบบรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้า MyCloud CRM เครื่องมือที่จะช่วยรวบรวมข้อมูลลูกค้าทั้งหมดของคุณ ซึ่งจะช่วยให้คุณเห็นภาพรวมและพฤติกรรมของลูกค้าได้อย่างชัดเจน และที่สำคัญยังสามารถใช้งานร่วมกับ Fulfillment Service ได้อีกด้วย ช่วยลดขั้นตอนที่วุ่นวาย ทำให้การทำงานเร็วขึ้นและมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าของคุณได้อย่างแน่นอน

สนใจศึกษาและลงทะเบียนได้ที่ www.mycloudfulfillment.com 

หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

โทร: 092-472-7742, 02-138-9920

อีเมล: [email protected] 

line: @mycloudgroup

MyCloudFulfillment ขายของง่ายไม่ต้องแตะสต๊อก

บริการคลังสินค้าออนไลน์ เก็บ แพ็ค ส่ง ครบวงจร

บทความที่เกี่ยวข้อง

อ่านเพิ่มเติม

TikTok Shop แซง Lazada แล้ว! ส่วนแบ่งตลาดพุ่งเป็น 33% สัญญาณที่ร้านค้าออนไลน์ไม่ควรมองข้าม

ถ้าคุณยังมองว่า TikTok คือแค่แอปดูวิดีโอสั้น ๆ ถึงเวลาแล้วที่ต้องปรับมุมมองใหม่ ข้อมูลล่าสุดจากตลาด E-Commerce ไทยชี้ชัดว่า TikTok Shop ขยับขึ้นมาครองส่วนแบ่งตลาด 33% แซงหน้า Lazada ที่เคยเป็นเบอร์ 2 มาอย่างยาวนาน และกำลังไล่ตาม Shopee ที่ยังครองอันดับหนึ่งอยู่ในขณะนี้ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ใช่แค่ตัวเลขทางสถิติ แต่คือสัญญาณที่บอกว่าพฤติกรรมของผู้บริโภคไทยกำลังเปลี่ยนไปอย่างถาวร ทำไม TikTok Shop ถึงเติบโตเร็วจนแซง Lazada ได้? ความสำเร็จของ TikTok Shop ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่มาจากโมเดลที่เรียกว่า “Entertainment Commerce” หรือการผสมผสานความบันเทิงเข้ากับการช้อปปิ้งในแพลตฟอร์มเดียวกัน ผู้ใช้งานไม่ได้เปิดแอปมาเพื่อ “หาของซื้อ” แต่พวกเขาเลื่อนดูคอนเทนต์ แล้วก็ซื้อสินค้าโดยที่แทบไม่รู้ตัว นี่คือจุดแข็งที่ทำให้ TikTok Shop แตกต่างจากแพลตฟอร์มอื่นโดยสิ้นเชิง ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนการเติบโต ได้แก่ การที่ผู้บริโภคไทยใช้สมาร์ทโฟนในการช้อปปิ้งออนไลน์มากกว่า 80% ทำให้แพลตฟอร์ม Mobile-First อย่าง TikTok ได้เปรียบอย่างชัดเจน นอกจากนี้ TikTok […]

Temu ศึกครั้งใหญ่ของ SMEs ไทย“จะรับมือยังไง ไม่ให้เจ๊ง!”

Temu (เทมู) แพลตฟอร์มขายสินค้าออนไลน์จากจีน ที่กำลังโด่งดังอยู่ตอนนี้ ซึ่งมีบริษัทแม่อย่าง Pinduoduo (พินตั๋วตั๋ว) อีคอมเมิร์ชเจ้าดังที่ประสบความสำเร็จในตลาดออนไลน์จีนมาแล้วก่อนหน้านี้ และมีผู้ก่อตั้งคนเดียวกัน ก็คือ Colin Huang หรือหวงเจิง ทั้ง 2 แฟลตฟอร์มนี้เป็นบริษัทค้าปลีก ในเครือ PDD Holding โดยจะเน้นตลาดคนละกลุ่มเป้าหมาย โดยที่ Pinduoduo จะเน้นกลุ่มผู้ซื้อในประเทศจีน ส่วน เทมู จะเน้นกลุ่มผู้ซื้อในต่างประเทศ Temu เข้ามาในไทยอย่างเป็นทางการเมื่อ วันนี้ 29 กรกฎาคม 2567 ที่ผ่านมา เป็นที่ฮือฮาใน วงการอีคอมเมิร์ซไทย เป็นอย่างมาก เพราะด้วย “ราคาสินค้า”ที่ถูกมาก จนนักช้อปออนไลน์ไม่พลาดที่แห่กันกดซื้อสินค้าจากแพลตฟอร์มดังกล่าว และมียอดดาวน์โหลดแอพพลิเคชันทั่วโลก ถึง 165 ล้านครั้งเลยทีเดียว และด้วยเหตุผลนี้ ก็สร้างความกังวลใจกับธุรกิจ SMEs รายย่อยในไทย หรือ พวกพ่อค้า แม่ค้าออนไลน์ ว่าจะยังขายของได้เหมือนเดิมไหม หรือ จะถูกแย่งลูกค้าที่เคยซื้อไปหรือเปล่า นั่นเอง ทำไม […]

ต้องส่งของภายในกี่วัน? สรุป SLA Marketplace ปี 2026 ฉบับเข้าใจง่าย

คุณเคยเจอปัญหานี้ไหม? ขายดีแทบตายแต่โดนปิดการมองเห็นเพราะส่งของช้า? หรือโดนหักคะแนนร้านค้าจนเสียสิทธิ์เข้าร่วมแคมเปญใหญ่?” ในปี 2026 กฎเหล็กของ Marketplace เข้มงวดขึ้นกว่าเดิมมากครับ ความเร็วในการจัดส่งไม่ใช่แค่ “ทางเลือก” แต่คือ “ทางรอด” ร้านค้าที่ส่งช้าเกินกำหนด (SLA) เพียงนิดเดียว อาจหมายถึงการสูญเสีย Traffic มหาศาล บทความนี้ MyCloud Fulfillment จะสรุปให้gsHoชัด ๆ ว่า Shopee, Lazada และ TikTok Shop ต้องส่งภายในกี่วัน และทำยังไงให้ส่งทัน 100% ทุกออเดอร์โดยไม่ต้องเฝ้าหน้าจอ SLA คืออะไร? ทำไมร้านค้าออนไลน์ต้องแคร์? SLA (Service Level Agreement) ในวงการ E-Commerce หมายถึง “ข้อตกลงระดับการให้บริการ” หรือพูดง่ายๆ คือ “เส้นตาย (Deadline)” ที่แพลตฟอร์มกำหนดว่าร้านค้าต้องส่งมอบพัสดุให้ขนส่งภายในกี่วันหลังจากได้รับคำสั่งซื้อ หากทำไม่ได้ตามกำหนด ร้านค้าจะโดนลงโทษด้วยการหักคะแนนความประพฤติ (Penalty Points) ซึ่งส่งผลต่อการมองเห็นและยอดขายโดยตรง เจาะลึก […]

TikTok Shop แซง Lazada แล้ว! ส่วนแบ่งตลาดพุ่งเป็น 33% สัญญาณที่ร้านค้าออนไลน์ไม่ควรมองข้าม

ถ้าคุณยังมองว่า TikTok คือแค่แอปดูวิดีโอสั้น ๆ ถึงเวลาแล้วที่ต้องปรับมุมมองใหม่ ข้อมูลล่าสุดจากตลาด E-Commerce ไทยชี้ชัดว่า TikTok Shop ขยับขึ้นมาครองส่วนแบ่งตลาด 33% แซงหน้า Lazada ที่เคยเป็นเบอร์ 2 มาอย่างยาวนาน และกำลังไล่ตาม Shopee ที่ยังครองอันดับหนึ่งอยู่ในขณะนี้ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ใช่แค่ตัวเลขทางสถิติ แต่คือสัญญาณที่บอกว่าพฤติกรรมของผู้บริโภคไทยกำลังเปลี่ยนไปอย่างถาวร ทำไม TikTok Shop ถึงเติบโตเร็วจนแซง Lazada ได้? ความสำเร็จของ TikTok Shop ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่มาจากโมเดลที่เรียกว่า “Entertainment Commerce” หรือการผสมผสานความบันเทิงเข้ากับการช้อปปิ้งในแพลตฟอร์มเดียวกัน ผู้ใช้งานไม่ได้เปิดแอปมาเพื่อ “หาของซื้อ” แต่พวกเขาเลื่อนดูคอนเทนต์ แล้วก็ซื้อสินค้าโดยที่แทบไม่รู้ตัว นี่คือจุดแข็งที่ทำให้ TikTok Shop แตกต่างจากแพลตฟอร์มอื่นโดยสิ้นเชิง ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนการเติบโต ได้แก่ การที่ผู้บริโภคไทยใช้สมาร์ทโฟนในการช้อปปิ้งออนไลน์มากกว่า 80% ทำให้แพลตฟอร์ม Mobile-First อย่าง TikTok ได้เปรียบอย่างชัดเจน นอกจากนี้ TikTok […]

Temu ศึกครั้งใหญ่ของ SMEs ไทย“จะรับมือยังไง ไม่ให้เจ๊ง!”

Temu (เทมู) แพลตฟอร์มขายสินค้าออนไลน์จากจีน ที่กำลังโด่งดังอยู่ตอนนี้ ซึ่งมีบริษัทแม่อย่าง Pinduoduo (พินตั๋วตั๋ว) อีคอมเมิร์ชเจ้าดังที่ประสบความสำเร็จในตลาดออนไลน์จีนมาแล้วก่อนหน้านี้ และมีผู้ก่อตั้งคนเดียวกัน ก็คือ Colin Huang หรือหวงเจิง ทั้ง 2 แฟลตฟอร์มนี้เป็นบริษัทค้าปลีก ในเครือ PDD Holding โดยจะเน้นตลาดคนละกลุ่มเป้าหมาย โดยที่ Pinduoduo จะเน้นกลุ่มผู้ซื้อในประเทศจีน ส่วน เทมู จะเน้นกลุ่มผู้ซื้อในต่างประเทศ Temu เข้ามาในไทยอย่างเป็นทางการเมื่อ วันนี้ 29 กรกฎาคม 2567 ที่ผ่านมา เป็นที่ฮือฮาใน วงการอีคอมเมิร์ซไทย เป็นอย่างมาก เพราะด้วย “ราคาสินค้า”ที่ถูกมาก จนนักช้อปออนไลน์ไม่พลาดที่แห่กันกดซื้อสินค้าจากแพลตฟอร์มดังกล่าว และมียอดดาวน์โหลดแอพพลิเคชันทั่วโลก ถึง 165 ล้านครั้งเลยทีเดียว และด้วยเหตุผลนี้ ก็สร้างความกังวลใจกับธุรกิจ SMEs รายย่อยในไทย หรือ พวกพ่อค้า แม่ค้าออนไลน์ ว่าจะยังขายของได้เหมือนเดิมไหม หรือ จะถูกแย่งลูกค้าที่เคยซื้อไปหรือเปล่า นั่นเอง ทำไม […]

ต้องส่งของภายในกี่วัน? สรุป SLA Marketplace ปี 2026 ฉบับเข้าใจง่าย

คุณเคยเจอปัญหานี้ไหม? ขายดีแทบตายแต่โดนปิดการมองเห็นเพราะส่งของช้า? หรือโดนหักคะแนนร้านค้าจนเสียสิทธิ์เข้าร่วมแคมเปญใหญ่?” ในปี 2026 กฎเหล็กของ Marketplace เข้มงวดขึ้นกว่าเดิมมากครับ ความเร็วในการจัดส่งไม่ใช่แค่ “ทางเลือก” แต่คือ “ทางรอด” ร้านค้าที่ส่งช้าเกินกำหนด (SLA) เพียงนิดเดียว อาจหมายถึงการสูญเสีย Traffic มหาศาล บทความนี้ MyCloud Fulfillment จะสรุปให้gsHoชัด ๆ ว่า Shopee, Lazada และ TikTok Shop ต้องส่งภายในกี่วัน และทำยังไงให้ส่งทัน 100% ทุกออเดอร์โดยไม่ต้องเฝ้าหน้าจอ SLA คืออะไร? ทำไมร้านค้าออนไลน์ต้องแคร์? SLA (Service Level Agreement) ในวงการ E-Commerce หมายถึง “ข้อตกลงระดับการให้บริการ” หรือพูดง่ายๆ คือ “เส้นตาย (Deadline)” ที่แพลตฟอร์มกำหนดว่าร้านค้าต้องส่งมอบพัสดุให้ขนส่งภายในกี่วันหลังจากได้รับคำสั่งซื้อ หากทำไม่ได้ตามกำหนด ร้านค้าจะโดนลงโทษด้วยการหักคะแนนความประพฤติ (Penalty Points) ซึ่งส่งผลต่อการมองเห็นและยอดขายโดยตรง เจาะลึก […]