ทำไมต้อง MyCloud

Self-Fulfillment เทียบกับ Outsourced Fulfillment

ในช่วงเริ่มต้นของธุรกิจออนไลน์ เป็นเรื่องปกติที่หลายคนจะจัดการทุกขั้นตอนด้วยตัวเอง ตั้งแต่แพ็ค ส่ง ไปจนถึงจัดการสต๊อก แต่เมื่อเทียบกับธุรกิจที่ใช้บริการ Fulfillment ดูแลงานหลังบ้านทั้งหมด มีความแตกต่างและข้อดีอย่างไรบ้าง? มาดูกันในบทความนี้

ทำเอง หรือ จ้าง Outsource Fulfillment
แบบไหนคุ้มกว่ากัน?

กรอกต้นทุนงานหลังบ้านของร้านคุณใน 4 ขั้นตอน แล้วดูตัวเลขจริงว่าทำเองหรือจ้างพาร์ทเนอร์คลังสินค้าคุ้มค่ากว่ากัน

ขั้นตอนที่ 1 / 4ออเดอร์ของร้านคุณ
ออเดอร์
01
ออเดอร์ของร้านคุณ

ใช้ค่าเฉลี่ยต่อเดือน ไม่ต้องเป๊ะมาก

ออเดอร์
ต้นทุนทำเอง
02
ต้นทุนทำเอง (DIY)

ทุกอย่างที่ร้านคุณจ่ายอยู่ตอนนี้ เพื่อเก็บ แพ็ค และส่งสินค้าด้วยตัวเอง

บาท
บาท
บาท/ออเดอร์

ทุกอย่างที่ใช้แพ็ค 1 ออเดอร์ ตั้งแต่กล่องจนถึงใบเสร็จที่แปะไว้ รวมเป็นต้นทุนต่อออเดอร์

รวมต่อออเดอร์ ฿0
บาท

ไม่มีสูตรตายตัว เพราะเวลาของแต่ละคนมีมูลค่าต่างกัน เลือกวิธีที่เหมาะกับร้านคุณที่สุด แล้วกดปุ่ม “ใช้ตัวเลขนี้” เพื่อกรอกอัตโนมัติในช่องด้านบน

ถ้าไม่มีคุณ จะจ้างใครมาแพ็คแทน และต้องจ่ายเดือนละเท่าไหร่? แล้วคำนวณตามสัดส่วนเวลาที่คุณใช้จริง

ถ้าไม่ต้องแพ็คเอง คุณจะเอาเวลานั้นไปทำอะไรเพื่อสร้างรายได้เพิ่ม เช่น การตลาด พัฒนาสินค้าใหม่ หรือปิดการขาย? ลองประมาณรายได้เพิ่มต่อเดือน

นำรายได้ต่อปีที่ต้องการ หารด้วยชั่วโมงทำงานรวมต่อปี เพื่อหามูลค่าเวลาต่อชั่วโมง แล้วคูณด้วยชั่วโมงที่เสียไปกับงานหลังบ้าน

มูลค่าโดยประมาณ ฿0 / เดือน
ต้นทุนจ้าง Outsource
03
ต้นทุนถ้าจ้าง Fulfillment ภายนอก

กรอกเรทที่ผู้ให้บริการเสนอ หรือประมาณคร่าวๆ ไว้ก่อนก็ได้

บาท/ออเดอร์
บาท
บาท

นอกจากค่าหยิบ-แพ็คและค่าเก็บสินค้าแล้ว แต่ละผู้ให้บริการมักมีค่าใช้จ่ายแฝงอื่นๆ ลองไล่ดูทีละข้อ เว้นว่างไว้ได้ถ้าไม่เกี่ยวข้อง

1. ค่าระบบ / ค่าบริการรายเดือน

บริการเสริม เช่น การแปะสติกเกอร์ การจัดชุด ห่อของขวัญ ทีม CS ดูแลลูกค้าแทนคุณ

2. ค่ารับสินค้าเข้า

การนับ ตรวจ QC ติดบาร์โค้ด และขึ้นชั้นเมื่อสินค้าล็อตใหม่เข้าคลัง

3. ค่าจัดการสินค้าตีกลับ/เปลี่ยนคืน

ปกติอยู่ที่ประมาณ 2-5% ของออเดอร์ทั้งหมด ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า (แฟชั่นมักจะสูงกว่า)

4. ค่าใช้จ่ายอื่นๆ
5. ยอดขั้นต่ำ

กรอกยอดขั้นต่ำ ระบบจะเทียบกับต้นทุนจริงของคุณ และเพิ่มส่วนต่างให้อัตโนมัติถ้ายังไม่ถึงขั้นต่ำ

รวมค่าบริการอื่นๆ ต่อเดือน ฿0
สรุปผล
✓ จ้าง Outsource คุ้มค่ากว่า
ต้นทุนงานหลังบ้านต่อเดือน
฿0
ส่วนต่างต่อเดือน
ทำเอง
฿0
จ้าง Fulfillment
฿0
คุยกับ MyCloud เพื่อขอราคาจริง →
ตัวเลขจากเครื่องมือนี้เป็นเพียงการประมาณการ ราคาจริงขึ้นอยู่กับขนาด น้ำหนักสินค้า และเงื่อนไขเฉพาะของร้านคุณ
MY CLOUD
เครื่องคำนวณต้นทุน Fulfillment

ทำคลังสินค้าเอง

(Self-Fulfillment)

ใช้บริการคลังสินค้าออนไลน์

(Outsourced Fulfillment)

ทำคลังสินค้าเอง

(Self-Fulfillment)

ใช้บริการคลังสินค้าออนไลน์

(Outsourced Fulfillment)

ต้องลงทุนสูงในช่วงแรกสำหรับพื้นที่คลังสินค้า อุปกรณ์ และเทคโนโลยี รวมถึงค่าซ่อมบำรุงและอัปเกรดอุปกรณ์ต่างๆ

การลงทุน

ลงทุนเริ่มต้นต่ำ เพราะธุรกิจไม่ต้องซื้อหรือเช่าคลังสินค้า หรือลงทุนในอุปกรณ์และระบบเทคโนโลยีเอง เพราะผู้ให้บริการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนนี้แทน

การปรับเปลี่ยนพื้นที่คลังสินค้าเพื่อรองรับออเดอร์จำนวนมากอาจทำได้ยากและอาจต้องลงทุนเพิ่ม หรือในช่วงที่มีออเดอร์น้อยอาจทำให้การใช้ทรัพยากรไม่คุ้มค่า เช่น คนแพ็กสินค้า, พื้นที่จัดเก็บ

ความยืดหยุ่นในการขยายกำลังการผลิต

ยืดหยุ่นสูง สามารถขยายหรือลดกำลังได้ตามต้องการ โดยเฉพาะช่วงแคมเปญใหญ่ เช่น Double Day ที่มีออเดอร์จำนวนมาก

หากไม่มีระบบจัดการคลังสินค้าที่มีประสิทธิภาพ อาจเพิ่มต้นทุนและส่งผลกระทบต่อความพึงพอใจของลูกค้าได้

ประสิทธิภาพในการดำเนินงาน

ระบบการจัดการที่ออกแบบมาให้ใช้งานได้อย่างครอบคลุม ทั้งระบบจัดการออเดอร์และระบบจัดการคลังสินค้า ระบบที่ดีและมีประสิทธิภาพส่งผลให้เกิดความรวดเร็วและถูกต้อง ทำให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจด้วยเช่นกัน

การจัดส่งระหว่างประเทศอาจซับซ้อนและมีค่าใช้จ่ายสูง คุณต้องจัดการเรื่องศุลกากรและภาษีเอง ซึ่งอาจทำให้ล่าช้าและเพิ่มต้นทุน

การจัดส่งระหว่างประเทศ

คลังสินค้าออนไลน์ขนาดใหญ่มักมีเครือข่ายทั่วโลก ซึ่งทำให้การส่งสินค้าระหว่างประเทศง่ายและคุ้มค่ามากขึ้น อีกทั้งขั้นตอนการประสานงานยังรวดเร็วอีกด้วย

เจ้าของธุรกิจอาจขาดความรู้เฉพาะทาง ทำให้เกิดความล่าช้าในการดำเนินงานหรือปัญหาอื่นๆ อาจต้องฝึกอบรมพนักงานเพิ่มเติม

ความเชี่ยวชาญ

ผู้ให้บริการ Outsourced Fulfillment มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านการจัดส่ง รวมถึงการปฏิบัติตามกฎระเบียบศุลกากร กฎหมายระหว่างประเทศ และอื่นๆ ความเชี่ยวชาญนี้ช่วยลดความเสี่ยงในการดำเนินงาน

โครงสร้างต้นทุนคงที่ ต้องลงทุนสูงตั้งแต่แรกและมีค่าใช้จ่ายคงที่ต่อเนื่อง ไม่ว่าจำนวนออเดอร์จะมากหรือน้อย

ค่าใช้จ่าย

จ่ายเฉพาะตามจำนวนออเดอร์ที่เกิดขึ้นจริง เจ้าของธุรกิจสามารถควบคุมและคาดการณ์ค่าใช้จ่ายได้ดี

การนำเทคโนโลยีมาใช้กับธุรกิจต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง หากใช้งานผิดวิธีหรือเลือกไม่เหมาะสม อาจเสียทั้งเวลาและเงิน

เทคโนโลยี

การเข้าถึงเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์การจัดส่งที่ทันสมัยมักรวมอยู่ในบริการของคลังสินค้าอยู่แล้ว และความเชี่ยวชาญนี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความพึงพอใจของลูกค้า

ธุรกิจต้องแบกรับความเสี่ยงในการดำเนินงานทั้งหมดเอง ซึ่งอาจนำไปสู่ต้นทุนที่สูงขึ้น ส่งผลกระทบทั้งต้นทุนบริหารจัดการและความพึงพอใจของลูกค้า

การจัดการ
ความเสี่ยง

ความเสี่ยงต่างๆ เช่น อุปกรณ์เสียหายหรือปัญหาจากผู้ให้บริการ จะถูกดูแลโดยผู้ให้บริการคลังสินค้าเอง

การลงทุน

ต้องลงทุนสูงในช่วงแรกสำหรับพื้นที่คลังสินค้า อุปกรณ์ และเทคโนโลยี รวมถึงค่าซ่อมบำรุงและอัปเกรดอุปกรณ์ต่างๆ

ลงทุนเริ่มต้นต่ำ เพราะธุรกิจไม่ต้องซื้อหรือเช่าคลังสินค้า หรือลงทุนในอุปกรณ์และระบบเทคโนโลยีเอง เพราะผู้ให้บริการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนนี้แทน

ความยืดหยุ่นในการขยายกำลังการผลิต

การปรับเปลี่ยนพื้นที่คลังสินค้าเพื่อรองรับออเดอร์จำนวนมากอาจทำได้ยากและอาจต้องลงทุนเพิ่ม หรือในช่วงที่มีออเดอร์น้อยอาจทำให้การใช้ทรัพยากรไม่คุ้มค่า เช่น คนแพ็กสินค้า, พื้นที่จัดเก็บ

ยืดหยุ่นสูง สามารถขยายหรือลดกำลังได้ตามต้องการ โดยเฉพาะช่วงแคมเปญใหญ่ เช่น Double Day ที่มีออเดอร์จำนวนมาก

ประสิทธิภาพในการดำเนินงาน

หากไม่มีระบบจัดการคลังสินค้าที่มีประสิทธิภาพ อาจเพิ่มต้นทุนและส่งผลกระทบต่อความพึงพอใจของลูกค้าได้

ระบบการจัดการที่ออกแบบมาให้ใช้งานได้อย่างครอบคลุม ทั้งระบบจัดการออเดอร์และระบบจัดการคลังสินค้า ระบบที่ดีและมีประสิทธิภาพส่งผลให้เกิดความรวดเร็วและถูกต้อง ทำให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจด้วยเช่นกัน

การจัดส่งระหว่างประเทศ

การจัดส่งระหว่างประเทศอาจซับซ้อนและมีค่าใช้จ่ายสูง คุณต้องจัดการเรื่องศุลกากรและภาษีเอง ซึ่งอาจทำให้ล่าช้าและเพิ่มต้นทุน

คลังสินค้าออนไลน์ขนาดใหญ่มักมีเครือข่ายทั่วโลก ซึ่งทำให้การส่งสินค้าระหว่างประเทศง่ายและคุ้มค่ามากขึ้น อีกทั้งขั้นตอนการประสานงานยังรวดเร็วอีกด้วย

ความเชี่ยวชาญ

เจ้าของธุรกิจอาจขาดความรู้เฉพาะทาง ทำให้เกิดความล่าช้าในการดำเนินงานหรือปัญหาอื่นๆ อาจต้องฝึกอบรมพนักงานเพิ่มเติม

ผู้ให้บริการ Outsourced Fulfillment มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านการจัดส่ง รวมถึงการปฏิบัติตามกฎระเบียบศุลกากร กฎหมายระหว่างประเทศ และอื่นๆ ความเชี่ยวชาญนี้ช่วยลดความเสี่ยงในการดำเนินงาน

ค่าใช้จ่าย

โครงสร้างต้นทุนคงที่ ต้องลงทุนสูงตั้งแต่แรกและมีค่าใช้จ่ายคงที่ต่อเนื่อง ไม่ว่าจำนวนออเดอร์จะมากหรือน้อย

จ่ายเฉพาะตามจำนวนออเดอร์ที่เกิดขึ้นจริง เจ้าของธุรกิจสามารถควบคุมและคาดการณ์ค่าใช้จ่ายได้ดี

เทคโนโลยี

การนำเทคโนโลยีมาใช้กับธุรกิจต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง หากใช้งานผิดวิธีหรือเลือกไม่เหมาะสม อาจเสียทั้งเวลาและเงิน

การเข้าถึงเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์การจัดส่งที่ทันสมัยมักรวมอยู่ในบริการของคลังสินค้าอยู่แล้ว และความเชี่ยวชาญนี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความพึงพอใจของลูกค้า

การจัดการ
ความเสี่ยง

ธุรกิจต้องแบกรับความเสี่ยงในการดำเนินงานทั้งหมดเอง ซึ่งอาจนำไปสู่ต้นทุนที่สูงขึ้น ส่งผลกระทบทั้งต้นทุนบริหารจัดการและความพึงพอใจของลูกค้า

ความเสี่ยงต่างๆ เช่น อุปกรณ์เสียหายหรือปัญหาจากผู้ให้บริการ จะถูกดูแลโดยผู้ให้บริการคลังสินค้าเอง

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Self-Fulfillment เทียบกับ Outsourced Fulfillment

การมีพาร์ทเนอร์ช่วยดูแลงานหลังบ้าน ทำให้เจ้าของธุรกิจมีเวลาโฟกัสกับสิ่งที่สำคัญที่สุด

ค่าเช่าพื้นที่เก็บสินค้า ต้นทุนจัดการออเดอร์ เช่น วัสดุแพ็ค ค่าส่ง (เรทพิเศษ) ค่าจ้างพนักงาน และต้นทุนระบบปฏิบัติการ

การเลือกใช้ MyCloud Fulfillment ซึ่งเป็นคลังสินค้าออนไลน์ที่มีระบบจัดการทันสมัยครบวงจร และทีมงานมืออาชีพที่ชำนาญด้านงานหลังบ้านของธุรกิจออนไลน์ หมายถึงการจัดการออเดอร์ที่รวดเร็วและแม่นยำ สร้างความประทับใจให้ลูกค้าปลายทาง สร้างการจดจำแบรนด์ในแง่บวก นำไปสู่การซื้อซ้ำและการบอกต่อ และช่วยให้แบรนด์เติบโตในระยะยาว

มีครับ หน้านี้มีเครื่องคำนวณต้นทุน 4 ขั้นตอน — กรอกจำนวนออเดอร์เฉลี่ยต่อเดือนและสิ่งที่ร้านคุณจ่ายอยู่ตอนนี้เพื่อเก็บ แพ็ค และส่งสินค้าด้วยตัวเอง เพื่อเปรียบเทียบตัวเลขจริงว่า MyCloud จะช่วยประหยัดให้คุณได้เท่าไหร่ต่อเดือน

ควรเริ่มพิจารณาเมื่อจำนวนออเดอร์เติบโตจนเริ่มกินเวลาที่ควรใช้ไปกับการขายและการตลาด หรือเมื่อต้นทุนแรงงานและค่าเก็บสินค้าจากการทำเองเริ่มสูงกว่าค่าบริการ Fulfillment ซึ่งคุณสามารถประเมินได้ด้วยเครื่องคำนวณต้นทุนในหน้านี้