ขายสินค้าได้ 100 บาท ไม่ได้หมายความว่าร้านค้าจะได้รับครบ 100 บาท เพราะการขายผ่าน Marketplace ยังมีทั้งค่าคอมมิชชัน ค่าธรรมเนียมธุรกรรม โปรแกรมส่งฟรี โค้ดส่วนลด และค่าใช้จ่ายหลังบ้าน หากรวมค่าใช้จ่ายตามสถานการณ์ตัวอย่าง ต้นทุนฝั่งแพลตฟอร์มอาจอยู่ที่ประมาณ 20–30% ของยอดขาย ก่อนรวมค่าโฆษณา ค่านายหน้า Affiliate ต้นทุนสินค้า และค่าดำเนินการอื่น
ช่วงเดือนสิงหาคม 2569 ประเด็น “ขายของออนไลน์แล้วถูกหักเท่าไร” กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง หลังจากมีการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมและมีการเปรียบเทียบต้นทุนของ Shopee, Lazada และ TikTok Shop ซึ่งสะท้อนว่า ยอดขายที่สูงขึ้นอาจไม่ได้ทำให้กำไรสูงขึ้นตามไปด้วย หากร้านค้าไม่ได้รวมค่าธรรมเนียมทั้งหมดไว้ในโครงสร้างราคา
บทความนี้จึงนำข้อมูลจากประกาศจากแพลตฟอร์ม เพื่อช่วยให้เจ้าของแบรนด์เข้าใจโครงสร้างต้นทุน คำนวณกำไรต่อออเดอร์ และวางแผนลดต้นทุนได้รอบด้านกว่าเดิม
สรุป: ค่าธรรมเนียม Marketplace ไม่มีอัตราเดียวสำหรับทุกสินค้า ตัวเลขจริงขึ้นอยู่กับแพลตฟอร์ม ประเภทร้าน หมวดสินค้า วิธีชำระเงิน และโปรแกรมที่เข้าร่วม ผู้ขายควรตรวจสอบ Seller Center และคำนวณกำไรแยกเป็นราย SKU เสมอ
สรุปค่าธรรมเนียม Shopee Lazada TikTok Shop เดือนสิงหาคม 2569
ตัวอย่างร้านค้าหมวดสินค้าทั่วไปที่เข้าร่วมโปรแกรมซึ่งผู้บริโภคมักคาดหวัง เช่น ส่งฟรีและโค้ดส่วนลด โดยสรุปต้นทุนเบื้องต้นไว้ดังนี้
ตัวเลขข้างต้นเป็นตัวอย่างภาพรวมภายใต้สมมติฐาน ไม่ใช่อัตราที่ใช้ได้กับทุกร้านและทุกสินค้า โดยยังไม่รวมค่าโฆษณา ค่านายหน้า Creator หรือ Affiliate ส่วนลดที่ร้านค้าออกเอง ค่าเข้าร่วมแคมเปญ ต้นทุนสินค้า ค่าบรรจุภัณฑ์ ค่าเก็บ-หยิบ-แพ็ค-ส่ง ต้นทุนสินค้าตีกลับ และภาษี
Shopee หักกี่เปอร์เซ็นต์ในปี 2569?
Shopee ประกาศปรับค่าธรรมเนียมการขายสำหรับร้าน Mall และ Non-Mall ตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคม 2569 สินค้าบางหมวดไม่มีการเปลี่ยนแปลง ขณะที่บางหมวดปรับเพิ่ม 1–2% ก่อน VAT ร้านค้าจึงต้องตรวจสอบอัตราของหมวดสินค้าตนเอง ไม่ควรใช้อัตราเดียวคำนวณสินค้าทั้งร้าน
ค่าธรรมเนียมที่ผู้ขาย Shopee อาจต้องจ่าย
- ค่าธรรมเนียมการขาย คิดจากราคาสินค้าหลังหักส่วนลดที่ผู้ขายรับผิดชอบ โดยอัตราขึ้นอยู่กับหมวดสินค้าและประเภทร้าน
- ค่าธรรมเนียมธุรกรรม การชำระเงินแบบปกติมักแสดงตัวอย่างที่ 3.21% รวม VAT แต่ฐานคำนวณอาจต่างจากค่าธรรมเนียมการขาย
- ค่าบริการโปรแกรมส่งเสริมการขาย เช่น โปรแกรมส่งฟรีหรือโค้ดส่วนลด
- ค่าโครงสร้างพื้นฐานแพลตฟอร์ม เรียกเก็บต่อคำสั่งซื้อสำเร็จ โดยมีข้อยกเว้นตามนโยบาย
- ค่าธรรมเนียมช่องทางผ่อนชำระ SPayLater หรือ Special SPayLater อาจมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการชำระปกติ
Shopee ระบุว่าร้านค้ารายเล็กที่เข้าเกณฑ์ยอดขายอาจได้รับส่วนลดค่าธรรมเนียมการขายประมาณ 0.5-1.5% ตามเงื่อนไขที่กำหนด อ่านรายละเอียดล่าสุดได้จาก นโยบายค่าธรรมเนียม Shopee
Lazada หักกี่เปอร์เซ็นต์?
โครงสร้างต้นทุนของ Lazada โดยทั่วไปประกอบด้วยค่าบริการ Marketplace หรือค่าคอมมิชชัน ค่าธรรมเนียมการชำระเงิน ค่าบริการโปรแกรมส่งฟรีและโค้ดส่วนลด ค่าธรรมเนียม LazPayLater สำหรับคำสั่งซื้อที่เข้าเงื่อนไข และค่าใช้จ่ายจากแคมเปญหรือบริการเสริม
อัตราค่าคอมมิชชันแตกต่างกันระหว่างร้านค้าทั่วไปและ LazMall รวมถึงแตกต่างตามหมวดสินค้า การนำตัวเลข 16.05% จากตัวอย่างไปใช้กับสินค้าทุกประเภทจึงอาจทำให้การคำนวณคลาดเคลื่อน ร้านค้าใหม่บางกลุ่มอาจมีสิทธิ์ยกเว้นค่าคอมมิชชันตามเงื่อนไข แต่ไม่ควรนำสิทธิ์ชั่วคราวมาเป็นฐานต้นทุนระยะยาว
TikTok Shop หักกี่เปอร์เซ็นต์ในปี 2569?
TikTok Shop ปรับค่าคอมมิชชันของร้านค้าทั่วไปตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2569 โดยคิดอัตราต่างกันตามหมวดหมู่ย่อยของสินค้า ตัวอย่างจากประกาศของ TikTok Shop ระบุว่าสินค้าบางหมวดมีค่าคอมมิชชัน 10.70% รวมภาษี โดยคำนวณจากราคาสินค้าหักส่วนลดที่ผู้ขายรับผิดชอบ แล้วคูณอัตราค่าคอมมิชชัน
นอกจากค่าคอมมิชชัน ร้านค้าอาจต้องจ่ายค่าธรรมเนียมธุรกรรม 3.21% ค่าใช้โปรแกรม Growth หรือส่งฟรี ค่าคอมมิชชัน Affiliate ค่าโฆษณา GMV Max ค่าบริการพรีออเดอร์ 2.14% หากเปิดใช้ และค่าโครงสร้างพื้นฐานต่อคำสั่งซื้อ
TikTok Shop มีนโยบายลดค่าคอมมิชชันบางส่วนสำหรับผู้ขายที่มียอดใช้จ่าย GMV Max ตามเกณฑ์ รวมถึงภารกิจส่วนลดสำหรับผู้ขายรายเล็ก ตรวจสอบรายละเอียดล่าสุดได้จาก ศูนย์การเรียนรู้ผู้ขาย TikTok Shop
ตัวอย่างขายสินค้า 1,000 บาท ร้านค้าได้รับเงินจริงเท่าไร?
เพื่อให้เห็นภาพ สมมติขายสินค้าราคา 1,000 บาท โดยใช้เปอร์เซ็นต์รวมจากโพสต์ต้นทาง และยังไม่รวมค่าโฆษณา ต้นทุนสินค้า ภาษี หรือค่าดำเนินการอื่น
Shopee
- ยอดขาย 1,000 บาท
- ค่าธรรมเนียมรวม 27.82% = 278.20 บาท
- ค่าโครงสร้างพื้นฐาน 1.07 บาท
- เงินเหลือก่อนหักต้นทุนอื่น 720.73 บาท
Lazada
- ยอดขาย 1,000 บาท
- ค่าธรรมเนียมรวม 27.82% = 278.20 บาท
- เงินเหลือก่อนหักต้นทุนอื่น 721.80 บาท
TikTok Shop
- ยอดขาย 1,000 บาท
- ค่าธรรมเนียมรวม 21.94% = 219.40 บาท
- ค่าโครงสร้างพื้นฐาน 1.07 บาท
- เงินเหลือก่อนหักต้นทุนอื่น 779.53 บาท
เงินจำนวนนี้ยังไม่ใช่กำไร หากสินค้ามีต้นทุน 400 บาท ค่าโฆษณา 150 บาท และค่าจัดการออเดอร์อีก 50 บาท กำไรจริงจะเหลือเพียงประมาณ 120–180 บาท นี่คือเหตุผลที่ร้านค้าควรวัด “กำไรต่อออเดอร์” แทนการดูเฉพาะยอดขายรวม
วิธีคำนวณกำไรจาก Marketplace ให้ใกล้เคียงความจริง
กำไรต่อออเดอร์ = รายได้สุทธิ − ต้นทุนสินค้า − ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม − ค่าโฆษณา − ค่า Affiliate − ค่าดำเนินการหลังบ้าน − ต้นทุนการคืนสินค้า
ต้นทุนที่ควรใส่ในตารางคำนวณมีอย่างน้อย 8 กลุ่ม ได้แก่ ต้นทุนสินค้า ค่าคอมมิชชัน ค่าธุรกรรม ค่าบริการโปรแกรมส่งฟรีและส่วนลด ค่าโฆษณา ค่านายหน้า Affiliate ค่าเก็บ–หยิบ–แพ็กและวัสดุบรรจุ รวมถึงค่าเสียหาย การเคลม และสินค้าตีกลับ
สิ่งสำคัญคือค่าธรรมเนียมแต่ละรายการอาจใช้ฐานคำนวณไม่เหมือนกัน บางรายการคิดจากราคาสินค้าหลังส่วนลดผู้ขาย ขณะที่บางรายการอาจรวมค่าจัดส่งหรือยอดที่ผู้ซื้อชำระ จึงไม่ควรบวกเปอร์เซ็นต์ทั้งหมดโดยไม่ตรวจสอบสูตร
5 วิธีรับมือเมื่อค่าธรรมเนียม Marketplace สูงขึ้น
1. กำหนดราคาจากกำไรที่ต้องการ
อย่านำต้นทุนสินค้ามาบวกกำไรเพียงอย่างเดียว ควรกำหนดอัตรากำไรสุทธิเป้าหมาย แล้วคำนวณย้อนกลับว่าราคาขายต้องเป็นเท่าไรหลังหักค่าธรรมเนียมทั้งหมด
2. วัดกำไรแยกตามแพลตฟอร์มและ SKU
สินค้าเดียวกันอาจมีกำไรต่างกันบน Shopee, Lazada และ TikTok Shop เพราะค่าธรรมเนียม กลไกส่งเสริมการขาย และต้นทุนหาลูกค้าไม่เท่ากัน
3. ประเมินความคุ้มค่าก่อนเข้าร่วมทุกโปรแกรม
โปรแกรมส่งฟรีหรือโค้ดส่วนลดอาจเพิ่ม Conversion แต่ไม่ได้แปลว่าจะเพิ่มกำไรเสมอ ควรทดสอบยอดขายและกำไรสุทธิก่อนและหลังเข้าร่วม
4. เพิ่มมูลค่าต่อคำสั่งซื้อ
การทำ Bundle, Set สินค้า หรือเสนอ Add-on ช่วยกระจายต้นทุนคงที่ต่อออเดอร์ เช่น ค่าโครงสร้างพื้นฐาน ค่าวัสดุแพ็ก และค่าหยิบสินค้า
5. ลดต้นทุนหลังบ้านอย่างเป็นระบบ
เมื่อค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มเป็นต้นทุนที่ร้านค้าควบคุมได้ไม่มาก สิ่งที่ปรับปรุงได้ทันทีคือต้นทุนคลังสินค้า แรงงาน ความผิดพลาดในการแพ็ก และสินค้าคงคลัง
Fulfillment ช่วยรักษากำไรของร้านค้าได้อย่างไร?
Fulfillment ไม่ได้ลดค่าคอมมิชชันที่ Marketplace เรียกเก็บโดยตรง แต่ช่วยลดและควบคุมต้นทุนหลังบ้าน เช่น ลดการจ้างพนักงานประจำเพื่อรองรับเฉพาะช่วงยอดขายสูง ลดต้นทุนพื้นที่คลังและอุปกรณ์ ลดปัญหาหยิบหรือแพ็กผิด รวมสต็อกจากหลายช่องทาง และรองรับออเดอร์ช่วงแคมเปญโดยไม่ต้องขยายทีมถาวร
MyCloud Fulfillment เชื่อมต่อออเดอร์จาก Shopee, Lazada, TikTok Shop, เว็บไซต์ และ Social Commerce ผ่านระบบ API พร้อมจัดการตั้งแต่รับสินค้า จัดเก็บ หยิบ แพ็ก จัดส่ง และอัปเดตสต็อกแบบเรียลไทม์
ระบบ Warehouse Management System และ Barcode ช่วยตรวจสอบการทำงานทุกขั้นตอน ขณะที่ทีมปฏิบัติการสามารถรองรับช่วง Peak Campaign ได้ โดยร้านค้าไม่ต้องบริหารพนักงานคลังด้วยตนเอง

สรุป: ยอดขายโต ต้องทำให้กำไรโตตาม
ค่าธรรมเนียม Marketplace ในปี 2569 มีหลายชั้นกว่าค่าคอมมิชชันเพียงรายการเดียว ร้านค้าอาจต้องรับผิดชอบทั้งค่าธรรมเนียมการขาย ค่าธุรกรรม โปรแกรมส่งฟรี ช่องทางผ่อนชำระ ค่าโฆษณา และ Affiliate
ตัวเลขประมาณ 21.94–27.82% จากโพสต์ต้นทางช่วยให้เห็นภาพต้นทุนได้ดี แต่ไม่ควรใช้แทนอัตราจริงของทุกสินค้าและทุกร้าน ผู้ขายควรตรวจสอบค่าธรรมเนียมใน Seller Center และคำนวณกำไรแยกเป็นราย SKU และรายแพลตฟอร์มเสมอ
เมื่อค่าธรรมเนียมภายนอกควบคุมได้ยาก การบริหารสต็อก การแพ็กสินค้า และต้นทุนต่อออเดอร์ให้มีประสิทธิภาพจึงเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจเติบโตโดยไม่เสียกำไรไปกับงานหลังบ้าน
อยากรู้ว่าการใช้ Fulfillment คุ้มกว่าทำคลังเองหรือไม่? ปรึกษาทีม MyCloud Fulfillment ฟรี เพื่อประเมินต้นทุนและออกแบบระบบเก็บ-แพ็ค-ส่งให้เหมาะกับจำนวนออเดอร์ของธุรกิจคุณ
คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับค่าธรรมเนียม Marketplace
แหล่งอ้างอิง
- นโยบายค่าธรรมเนียม Shopee ประเทศไทย
- ค่าคอมมิชชันร้านค้าทั่วไป TikTok Shop
- ข้อกำหนดการให้บริการผู้ขาย TikTok Shop
อัปเดตข้อมูลล่าสุด 13 สิงหาคม 2569 ค่าธรรมเนียมและเงื่อนไขอาจเปลี่ยนแปลงได้ โปรดตรวจสอบข้อมูลใน Seller Center ของแต่ละแพลตฟอร์มก่อนตัดสินใจ
