Knowledge Center

Marketplace หรือ Social Commerce ขายที่ไหนกำไรดีกว่า?

Marketplace Social Commerce

ในยุคที่การขายออนไลน์เติบโตอย่างรวดเร็ว คำถามสำคัญที่พ่อค้าแม่ค้าหลายคนมักจะถามตัวเองคือ “ควรขายผ่าน Marketplace หรือ Social Commerce เพื่อให้ได้กำไรมากที่สุด?” ก่อนที่จะรู้คำตอบนั้นก็ควรจะรู้ก่อนว่าแต่ละช่องทางนั้นมีข้อดีและข้อเสียที่ต่างกันอย่างไร แล้วช่องทางไหนที่เหมาะกับธุรกิจของคุณมากที่สุด? บทความนี้จะช่วยเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจน พร้อมคำแนะนำที่ช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้น!

Marketplace คืออะไร? ข้อดีและข้อเสีย

Marketplace คือแพลตฟอร์มที่รวบรวมผู้ขายและผู้ซื้อมาไว้ในที่เดียว เช่น Lazada, Shopee, และ TikTok Shop ซึ่งกลายเป็นที่นิยมในหมู่ผู้ขายออนไลน์เพราะสามารถเข้าถึงลูกค้าได้จำนวนมากในเวลาอันสั้น

ข้อดีของ Marketplace

1.เข้าถึงฐานลูกค้าขนาดใหญ่ เพราะมีจำนวนผู้ใช้งานที่เยอะมากและหลากหลายทั้งในแง่ของเพศ อายุ และความสนใจ ทำให้โอกาสที่สินค้าของคุณจะถูกพบเห็นและซื้อมีสูง อีกทั้งยังมีฟีเจอร์ช่วยโปรโมตสินค้า เช่น การแสดงสินค้าในหน้าแนะนำ (Recommended), การจัดอันดับสินค้ายอดนิยม, หรือฟังก์ชัน Search ที่ช่วยให้ลูกค้าเจอสินค้าคุณง่ายขึ้น และมีผู้ใช้งานทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง คุณจึงสามารถขายสินค้าและทำการตลาดได้ต่อเนื่องโดยไม่จำเป็นต้องรอช่วงเวลาหรือกิจกรรมพิเศษ

E-Commerce

2.ระบบจัดการที่สะดวก ระบบจัดการที่สะดวก มีเครื่องมือที่ช่วยในเรื่องของการชำระเงิน การจัดส่ง และโปรโมชั่น

การชำระเงิน (Payment) มีระบบชำระเงินอัตโนมัติที่รองรับการจ่ายเงินหลากหลายช่องทาง เช่น บัตรเครดิต/เดบิต, โอนผ่านธนาคาร, และ e-Wallet ระบบจะช่วยเก็บเงินจากลูกค้าและโอนเงินเข้าบัญชีของคุณโดยอัตโนมัติ ลดขั้นตอนการติดตามหรือจัดการการชำระเงินเอง

การจัดส่ง (Shipping) ทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ด้านการจัดส่ง เช่น Kerry, Flash Express หรือ J&T ที่เชื่อมต่อระบบโดยตรง เมื่อมีคำสั่งซื้อ ระบบจะช่วยสร้างใบจัดส่ง (Shipping Label) พร้อมรายละเอียดลูกค้า โดยผู้ขายเพียงแค่พิมพ์และส่งสินค้าให้พาร์ทเนอร์จัดส่งผู้ซื้อยังสามารถติดตามสถานะสินค้าได้ง่ายผ่าน มาร์เก็ตเพลส

โปรโมชั่น (Promotion) เครื่องมือช่วยสร้างแคมเปญส่งเสริมการขาย เช่น ส่วนลด, คูปอง, การจัด Flash Sale ช่วยให้ผู้ขายดึงดูดลูกค้าและเพิ่มยอดขายได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องจัดการระบบโปรโมชั่นเอง

3.ความน่าเชื่อถือของแพลตฟอร์ม มีความน่าเชื่อถือในสายตาของลูกค้าเนื่องจากแพลตฟอร์มมีการวางระบบที่ปลอดภัยและโปร่งใส ซึ่งช่วยสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าทั้งในด้านการซื้อสินค้าและการบริการหลังการขาย โดยสามารถแยกเป็นข้อได้ดังนี้

ความปลอดภัยในการชำระเงิน ใช้ระบบชำระเงินที่ปลอดภัยเช่น การเข้ารหัสข้อมูล(Encryption)และมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล (PCI DSS)ลูกค้าสามารถจ่ายเงินผ่านช่องทางที่หลากหลายโดยไม่ต้องกังวลเรื่องข้อมูลรั่วไหลหรือการถูกโกง

นโยบายรับประกันสินค้า มักมีนโยบายคุ้มครองผู้ซื้อ เช่น การคืนเงินหรือเปลี่ยนสินค้าในกรณีที่สินค้าชำรุดหรือไม่ได้รับสินค้าลูกค้ารู้สึกมั่นใจว่าหากเกิดปัญหา แพลตฟอร์มจะช่วยแก้ไขหรือติดตามเรื่องให้

ความโปร่งใสในการรีวิวสินค้า ลูกค้าแสดงความคิดเห็นหรือให้คะแนนสินค้าที่เคยซื้อซึ่งช่วยให้ลูกค้าคนอื่นตัดสินใจได้ง่ายขึ้นผู้ขายไม่สามารถแก้ไขหรือลบรีวิวได้ ทำให้ข้อมูลมีความน่าเชื่อถือ

ระบบตรวจสอบผู้ขาย (Seller Verification)มีการตรวจสอบและควบคุมคุณภาพของผู้ขาย เช่น การลงทะเบียนธุรกิจ, การยืนยันตัวตน, และการติดตามพฤติกรรมของผู้ขายลูกค้ารู้สึกมั่นใจว่าสินค้าที่ซื้อจะมาจากผู้ขายที่ผ่านการตรวจสอบ

-ชื่อเสียงและการบริการของแพลตฟอร์ม ด้านการให้บริการและการจัดการข้อร้องเรียนทำให้ลูกค้ารู้สึกสบายใจในการใช้บริการตัวอย่างเช่น Shopee และ Lazada ในประเทศไทยได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าหลายล้านคน

ข้อเสียของ Marketplace

1.ค่าธรรมเนียมและค่าคอมมิชชัน อาจต้องเสียค่า GP (Gross Profit) สูงถึง 10-30% ต่อออเดอร์โดยจะเก็บจากยอดขายสินค้า โดยคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า เช่น สินค้าทั่วไปจะมีค่า GP ต่ำกว่า แต่สินค้าที่มีการแข่งขันสูง เช่น แฟชั่นหรืออิเล็กทรอนิกส์ อาจมีค่า GP สูงกว่า ค่าธรรมเนียมนี้ครอบคลุมบริการต่างๆ เช่น การโปรโมต การจัดส่ง และระบบชำระเงิน ทำให้ผู้ขายต้องวางแผนราคาสินค้าให้เหมาะสมเพื่อรักษากำไร.

2.การแข่งขันที่สูง เนื่องจากมีผู้ขายจำนวนมากในหมวดสินค้าเดียวกัน ทำให้ต้องลดราคาสินค้าเพื่อดึงดูดลูกค้า ส่งผลให้กำไรลดลง และยากที่จะสร้างความแตกต่างหรือเพิ่มมูลค่าแบรนด์ เพราะลูกค้ามักตัดสินใจซื้อจากราคาที่คุ้มค่าที่สุด

3.การควบคุมลูกค้า ผู้ขายไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลลูกค้าได้โดยตรง เนื่องจากลูกค้าที่ซื้อสินค้าผ่านช่องทางนี้ถือว่าเป็นของแพลตฟอร์มไม่ใช่ของคุณ โดยผลกระทบที่สำคัญได้แก่

-ขาดการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า คุณไม่สามารถสื่อสารโดยตรงกับลูกค้า เช่น ส่งโปรโมชันหรือข้อเสนอพิเศษ ทำให้ยากต่อการสร้างฐานลูกค้าประจำ

-ข้อมูลลูกค้าเป็นของแพลตฟอร์ม ช่องทางการขายทางมาร์เก็ตเพลส จะเก็บข้อมูลสำคัญ เช่น ชื่อ เบอร์โทร และพฤติกรรมการซื้อ ทำให้คุณพลาดโอกาสในการนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อพัฒนาธุรกิจ

-การพึ่งพา Marketplace สูง หากมีการเปลี่ยนโยบายหรือปิดบัญชีร้านค้า คุณอาจสูญเสียโอกาสในการขายและฐานลูกค้าทั้งหมด

สรุปข้อเสีย การขายในมาร์เก็ตเพลสทำให้คุณไม่สามารถควบคุมหรือสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าได้อย่างเต็มที่ เพราะลูกค้าเป็นของแพลตฟอร์มส่งผลต่อความยั่งยืนของธุรกิจในระยะยาว

Social Commerce คืออะไร? ข้อดีและข้อเสีย

Social Commerce เป็นการขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เช่น Facebook, Instagram, และ LINE ซึ่งเป็นการสื่อสารโดยตรงระหว่างผู้ขายและลูกค้า

ข้อดีของการขายผ่าน Social Commerce

1.ไม่มีค่าคอมมิชชัน การขายผ่าน Social Commerce อย่าง Facebook, Instagram, TikTok หรือ LINE ไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มจากยอดขาย ต่างจากมาร์เก็ตเพลสที่มักหักค่าธรรมเนียม 10-15% ทำให้คุณลดการเสียค่าธรรมเนียมในแต่ละออเดอร์

2.สร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อลูกค้าได้ง่าย ผู้ขายสามารถพูดคุยกับลูกค้าได้โดยตรงผ่านแชท เช่น LINE, Messenger หรือคอมเมนต์ในโพสต์ ลูกค้าสามารถสอบถามหรือขอคำแนะนำเกี่ยวกับสินค้าได้แบบเรียลไทม์ ผู้ขายจึงสามารถสร้างความไว้วางใจ ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคล ลูกค้าจะรู้สึกใกล้ชิดกับแบรนด์ส่งผลให้เกิดความภักดีและกลับมาซื้อซ้ำบ่อยขึ้น.

3.สร้างเอกลักษณ์ของแบรนด์ สไตล์การโพสต์และการตอบโต้ช่วยทำให้แบรนด์ของคุณโดดเด่น Social Commerce ช่วยให้คุณสร้างเอกลักษณ์แบรนด์ผ่านเนื้อหา เช่น การโพสต์ที่มีเอกลักษณ์ การใช้ภาษาเฉพาะตัว หรือการตอบคอมเมนต์ที่เป็นมิตรและใกล้ชิด สิ่งเหล่านี้ทำให้แบรนด์ของคุณน่าจดจำและแตกต่างจากคู่แข่ง ลูกค้าจำแบรนด์ได้ง่าย สร้างความประทับใจ และเพิ่มโอกาสในการขายซ้ำ.

ข้อเสียของ Social Commerce

ตอบแชทลูกต้า

1.ใช้เวลามากในการตอบแชท การพูดคุยกับลูกค้าเป็นรายบุคคล เช่น ตอบคำถามเกี่ยวกับสินค้า, แจ้งราคาหรือโปรโมชั่น และยืนยันการสั่งซื้อ หากมีออเดอร์หรือข้อความเข้ามาจำนวนมาก อาจทำให้ตอบแชทล่าช้า ส่งผลให้ลูกค้ารอคอยนานและเปลี่ยนใจไปซื้อที่อื่น

2.การจัดการสต็อกไม่อัตโนมัติ ต้องใช้เวลามากขึ้นในการจัดการข้อมูลเอง ไม่มีระบบจัดการสต็อกอัตโนมัติเหมือนทางมาร์เก็ตเพลส ทำให้ผู้ขายต้องอัปเดตข้อมูลสต็อกด้วยตนเอง เช่น จำนวนสินค้าคงเหลือหรือการจองสินค้า หากขายในหลายช่องทาง อาจเกิดปัญหาสต็อกคลาดเคลื่อน สินค้าหมดโดยไม่ทราบ หรือส่งผิดพลาด

Stock Management

3.การเข้าถึงที่จำกัด: ขึ้นอยู่กับจำนวนผู้ติดตามและการลงทุนในโฆษณา มีข้อจำกัดในเรื่องการเข้าถึง หากจำนวนผู้ติดตามน้อย โอกาสในการมองเห็นโพสต์จะต่ำ ยิ่งไปกว่านั้น การเพิ่มการเข้าถึงส่วนใหญ่มักต้องอาศัยการลงทุนในโฆษณา เช่น Facebook Ads หรือการโปรโมตโพสต์ ซึ่งอาจเป็นต้นทุนเพิ่มเติมสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก.

สรุปควรเลือกขายที่ช่องทางไหน ?

ขายที่ไหนกำไรดีกว่า
  • เลือกขายทาง Marketplace หากคุณต้องการ ขยายฐานลูกค้าแบบรวดเร็ว,ใช้ระบบจัดการออเดอร์ที่มีประสิทธิภาพ และ ไม่ต้องการดูแลระบบหลังบ้านเองมากนักเพราะลูกค้าสามารถกดซื้อสินค้าได้ด้วยตัวเอง
  • เลือก Social Commerce หากคุณต้องการ เก็บกำไรเต็มจำนวน,มีความสัมพันธ์ที่ดีและใกล้ชิดกับลูกค้า,ควบคุมการสื่อสารและประสบการณ์ของลูกค้าได้อย่างเต็มที่

แต่หากคุณต้องการเพิ่มกำไรและประหยัดเวลาการใช้ทั้งสองช่องทางร่วมกันอาจเป็นคำตอบที่ดีที่สุด และการที่จะขายทั้ง 2 ช่องทางได้แบบไม่ติดปัญหาก็ต้องมีเรื่องของระบบเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นระบบการจัดการสต๊อกสินค้าและเรื่องการจัดส่งที่รวดเร็วเพราะความต้องการของลูกค้าทั้ง 2 ช่องทางก็คงอยากได้รับสินค้าที่รวดเร็วเช่นกัน

ไม่ว่าคุณจะเลือกขายผ่าน Marketplace หรือ Social Commerce หรือทั้งสองช่องทาง MyCloud Fulfillment พร้อมเป็นผู้ช่วยด้านการจัดการหลังบ้าน ตั้งแต่การจัดการสต็อก การแพ็กสินค้า ไปจนถึงการจัดส่ง ด้วยระบบ Omni-Channel Management ที่ช่วยให้คุณรวมสต็อกและออเดอร์จากทุกช่องทางไว้ในที่เดียว

รูปที่แสดงถึงระบบ MyCloud Fulfillment สามารถเชื่อมต่อและทำงานกับระบบไหนได้บ้าง

-ขายสินค้าได้หลายช่องทางโดยไม่ต้องกังวลเรื่องสต็อก

-ประหยัดเวลาในกระบวนการหลังบ้าน เพื่อให้คุณโฟกัสกับการขายและเพิ่มกำไร

-เข้าถึงข้อมูลเชิงลึกผ่าน Dashboard ที่ช่วยวิเคราะห์และวางแผนการขายได้แม่นยำ

เพียงแค่คุณนำสินค้ามาฝากไว้ที่คลังสินค้าของเรา MyCloud เราจะทำการเชื่อมต่อช่องทางการขายให้คุณได้ทุกช่องทาง เช่น Lazada, Shopee, TikTok, Line Shopping และหากเป็นการขายผ่านทาง Social Commerce เช่น Facebook Chat, Line OA, Instagram เรามีฟีเจอร์ Chat Commerce ที่ช่วยซัพพอร์ตการขายผ่านทางแชทให้เป็นไปได้อย่างสะดวกเพียงแค่ส่งลิงก์สรุปยอดออเดอร์สินค้าให้ลูกค้าชำระเงิน ระบบจะทำการดึงข้อมูลออเดอร์นั้นๆส่งมายังระบบคลังสินค้า MyCloud จากนั้นเราจะทำการแพ็กส่งให้ทันที ร้านค้าเองไม่ต้องเสียเวลามาคีย์ออเดอร์ลงระบบย้อนหลังและวิธีนี้จะทำให้ออเดอร์ไม่หลุดอีกด้วย

ขายออนไลน์

สรุป Marketplace และ Social Commerce ขายช่องทางไหนกำไรดีกว่า? หากเป็นในสถานการณ์ตอนนี้เราแนะนำว่าควรขายควบคู่กันทั้ง 2 ช่องทางเพราะจะทำให้คุณกระจายช่องทางของรายได้และเข้าถึงกลุ่มลูกค้าหลายๆกลุ่มได้กว้างขึ้น แต่ถ้าใครอยากที่เน้นการขายช่องทางของตัวเองอย่าลืมติดตามบทความดีๆจาก MyCloud Fulfillment เอาไว้นะคะ

บทความที่เกี่ยวข้อง

อ่านเพิ่มเติม

โหมดพักร้อน Lazada เปิดใช้ยังไง?

ในยุคที่ธุรกิจออนไลน์ไม่มีวันหยุด การ “พักร้อน” สำหรับเจ้าของร้านค้าใน Lazada อาจฟังดูเป็นเรื่องไกลตัว แต่จริง ๆ แล้ว Lazada มีฟีเจอร์ “โหมดพักร้อน” ที่ช่วยให้ร้านค้าสามารถหยุดรับออเดอร์ชั่วคราวได้อย่างมีระบบ โดยไม่กระทบต่อความน่าเชื่อถือหรือคะแนนร้าน บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับ โหมดพักร้อน Lazada พร้อมแนะนำขั้นตอนการเปิดใช้งาน รวมถึงข้อดีข้อเสีย เพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจใช้ฟีเจอร์นี้ได้อย่างมั่นใจ โหมดพักร้อน Lazada คืออะไร? โหมดพักร้อน Lazada (Vacation Mode) คือฟีเจอร์ที่ให้เจ้าของร้านค้าหยุดรับออเดอร์ได้ชั่วคราว โดยไม่ต้องปิดร้านหรือยกเลิกสินค้า ระบบจะซ่อนสินค้าทั้งหมดจากหน้าร้าน ทำให้ลูกค้าไม่สามารถกดสั่งซื้อสินค้าได้ในช่วงเวลานั้น ๆ เหมาะสำหรับช่วงเวลาที่เจ้าของร้านไม่สะดวกจัดส่ง เช่น ไปต่างประเทศ ปิดคลังสินค้า หรือมีเหตุสุดวิสัย วิธีเปิดใช้งานฟีเจอร์โหมดพักร้อน Lazada การเปิดใช้งานโหมดพักร้อนทำได้ง่าย ๆ ผ่าน Seller Center โดยมีขั้นตอนดังนี้ (สำหรับการตั้งค่าบน PC) 2.เลือกสถานะเป็น “ON” เปิดใช้งาน > ตั้งค่าวันหยุดใหม่ 3.กำหนดวันที่ต้องการเริ่มต้นและสิ้นสุดการพักร้อน และกดบันทึก (สำเร็จ) […]

ทำความเข้าใจทุก Platform การขาย ช่องทางไหนเวิร์คสุด?

ธุรกิจออนไลน์ไปได้สวย ต้องเข้าใจทุก Platform การขาย           ธุรกิจ E-Commerce เติบโตขึ้นมาก ถึงมากที่สุดในปี2020 ยิ่งในช่วงวิกฤตแบบนี้ เพราะช่องทางออนไลน์ไม่ใช่แค่ตลาดเสมือนจริงที่จำลองโลกการซื้อขายไว้บนโลกออนไลน์ แต่เป็นช่องทางหลักอีกช่องทางหนึ่งที่ทำเงินให้ผู้ขายไม่แพ้การขายหน้าร้านเลย เผลอ ๆ มากกว่าด้วยซ้ำค่ะ ทั้งนี้เพราะ การขายออนไลน์ทำให้ผู้ขายเข้าถึงลูกค้ามากขึ้น และการซื้อของออนไลน์ หรือการใช้อินเตอร์เน็ตถือเป็นวิถีชีวิตของคนยุคใหม่ไปแล้ว และแน่นอนว่าทั้งผู้ซื้อและผู้ขายออนไลน์ต้องเคยซื้อขาย หรือเข้าไปในช่องทางต่าง ๆ เหล่านี้ 1. Social Media 2. E-Marketplace และ 3. บน Website ของแบรนด์ แล้วช่องทางไหนเป็นช่องทางที่ดี และเหมาะสมที่สุดในการขายกันแน่ วันนี้เราจะมาหาคำตอบไปพร้อม ๆ กันค่ะ           ตามสถิติแล้วช่องทางการขายที่มีมานาน และเป็นช่องทางแรก ๆ ที่คนลงขายของกันก็คือ Social Media ไม่ว่าจะเป็น Facebook ก็ดี Instagram, Twitter ก็ดี […]

5 สาเหตุที่ลูกค้า”ไม่ซื้อซ้ำ” และแบรนด์มักมองข้าม

เคยมั้ย? ลูกค้าเคยสั่งซื้อ ได้ของครบ ไม่มีคอมเมนต์อะไร แต่หลังจากนั้นก็เงียบหาย ไม่ซื้อซ้ำ อีกเลย ทั้งที่เราก็รู้สึกว่าทำได้ดีแล้วทุกขั้นตอน นี่อาจไม่ใช่เพราะสินค้าคุณไม่ดี แต่เป็นเพราะ “หลังการขาย” ยังไม่ตอบโจทย์เท่าที่ควร หลายแบรนด์มุ่งหาลูกค้าใหม่จนลืมไปว่า ลูกค้าเก่าคือกำลังหลักที่สร้างยอดขายอย่างมั่นคง ถ้าคุณทำให้คนที่เคยซื้อแล้วกลับมาอีกครั้งได้ ยอดขายก็ไม่ต้องพึ่งแค่โฆษณาเสมอไป บทความนี้จะพาไปดู 5 สาเหตุที่ทำให้ลูกค้าไม่อยากกลับมาเป็น “ลูกค้าประจำ” ทั้งเรื่องประสบการณ์หลังการซื้อ การสื่อสารที่หายไป UX ที่ไม่เป็นมิตร รวมถึงสิ่งเล็กๆ ที่อาจเป็นจุดเปลี่ยนให้ลูกค้าตัดสินใจ “ไม่กลับมาอีก”ถ้าแบรนด์ของคุณกำลังเจอปัญหานี้ บทความนี้มีคำตอบค่ะ 5 สาเหตุหลักที่ลูกค้า ไม่ซื้อซ้ำ 1. ประสบการณ์หลังการขายไม่ประทับใจ ลูกค้าหลายคนอาจรู้สึกดีในขั้นตอนการสั่งซื้อ แต่ความประทับใจนั้นจะหายไปทันทีถ้าเจอปัญหา แพ็กของล่าช้า ได้ของไม่ครบ หรือไม่มีการแจ้งเตือนใดๆ หลังจากสั่งซื้อไปแล้ว ยิ่งถ้าไม่มีระบบติดตามสถานะพัสดุให้ลูกค้าเช็คเองได้ ลูกค้าก็จะรู้สึกเหมือนโดนทิ้ง และไม่มั่นใจว่าจะกล้าสั่งรอบต่อไปหรือไม่ เพราะไม่รู้ว่าจะต้องลุ้นแบบนี้อีกหรือเปล่า MyCloud Fulfillment ด้วยบริการคลังสินค้าออนไลน์ที่จัดการให้ตั้งแต่ เก็บสินค้า แพ็กสินค้า จัดส่งออเดอร์มอบให้ขนส่งเข้ามารับพัสดุทุกวัน ส่งผลให้ลูกค้าปลายทางได้รับสินค้าที่เร็วทันใจ เพราะคลังสินค้าเปิดให้บริการ 365 วัน แพ็กออเดอร์ตลอด 24 […]

โหมดพักร้อน Lazada เปิดใช้ยังไง?

ในยุคที่ธุรกิจออนไลน์ไม่มีวันหยุด การ “พักร้อน” สำหรับเจ้าของร้านค้าใน Lazada อาจฟังดูเป็นเรื่องไกลตัว แต่จริง ๆ แล้ว Lazada มีฟีเจอร์ “โหมดพักร้อน” ที่ช่วยให้ร้านค้าสามารถหยุดรับออเดอร์ชั่วคราวได้อย่างมีระบบ โดยไม่กระทบต่อความน่าเชื่อถือหรือคะแนนร้าน บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับ โหมดพักร้อน Lazada พร้อมแนะนำขั้นตอนการเปิดใช้งาน รวมถึงข้อดีข้อเสีย เพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจใช้ฟีเจอร์นี้ได้อย่างมั่นใจ โหมดพักร้อน Lazada คืออะไร? โหมดพักร้อน Lazada (Vacation Mode) คือฟีเจอร์ที่ให้เจ้าของร้านค้าหยุดรับออเดอร์ได้ชั่วคราว โดยไม่ต้องปิดร้านหรือยกเลิกสินค้า ระบบจะซ่อนสินค้าทั้งหมดจากหน้าร้าน ทำให้ลูกค้าไม่สามารถกดสั่งซื้อสินค้าได้ในช่วงเวลานั้น ๆ เหมาะสำหรับช่วงเวลาที่เจ้าของร้านไม่สะดวกจัดส่ง เช่น ไปต่างประเทศ ปิดคลังสินค้า หรือมีเหตุสุดวิสัย วิธีเปิดใช้งานฟีเจอร์โหมดพักร้อน Lazada การเปิดใช้งานโหมดพักร้อนทำได้ง่าย ๆ ผ่าน Seller Center โดยมีขั้นตอนดังนี้ (สำหรับการตั้งค่าบน PC) 2.เลือกสถานะเป็น “ON” เปิดใช้งาน > ตั้งค่าวันหยุดใหม่ 3.กำหนดวันที่ต้องการเริ่มต้นและสิ้นสุดการพักร้อน และกดบันทึก (สำเร็จ) […]

ทำความเข้าใจทุก Platform การขาย ช่องทางไหนเวิร์คสุด?

ธุรกิจออนไลน์ไปได้สวย ต้องเข้าใจทุก Platform การขาย           ธุรกิจ E-Commerce เติบโตขึ้นมาก ถึงมากที่สุดในปี2020 ยิ่งในช่วงวิกฤตแบบนี้ เพราะช่องทางออนไลน์ไม่ใช่แค่ตลาดเสมือนจริงที่จำลองโลกการซื้อขายไว้บนโลกออนไลน์ แต่เป็นช่องทางหลักอีกช่องทางหนึ่งที่ทำเงินให้ผู้ขายไม่แพ้การขายหน้าร้านเลย เผลอ ๆ มากกว่าด้วยซ้ำค่ะ ทั้งนี้เพราะ การขายออนไลน์ทำให้ผู้ขายเข้าถึงลูกค้ามากขึ้น และการซื้อของออนไลน์ หรือการใช้อินเตอร์เน็ตถือเป็นวิถีชีวิตของคนยุคใหม่ไปแล้ว และแน่นอนว่าทั้งผู้ซื้อและผู้ขายออนไลน์ต้องเคยซื้อขาย หรือเข้าไปในช่องทางต่าง ๆ เหล่านี้ 1. Social Media 2. E-Marketplace และ 3. บน Website ของแบรนด์ แล้วช่องทางไหนเป็นช่องทางที่ดี และเหมาะสมที่สุดในการขายกันแน่ วันนี้เราจะมาหาคำตอบไปพร้อม ๆ กันค่ะ           ตามสถิติแล้วช่องทางการขายที่มีมานาน และเป็นช่องทางแรก ๆ ที่คนลงขายของกันก็คือ Social Media ไม่ว่าจะเป็น Facebook ก็ดี Instagram, Twitter ก็ดี […]

5 สาเหตุที่ลูกค้า”ไม่ซื้อซ้ำ” และแบรนด์มักมองข้าม

เคยมั้ย? ลูกค้าเคยสั่งซื้อ ได้ของครบ ไม่มีคอมเมนต์อะไร แต่หลังจากนั้นก็เงียบหาย ไม่ซื้อซ้ำ อีกเลย ทั้งที่เราก็รู้สึกว่าทำได้ดีแล้วทุกขั้นตอน นี่อาจไม่ใช่เพราะสินค้าคุณไม่ดี แต่เป็นเพราะ “หลังการขาย” ยังไม่ตอบโจทย์เท่าที่ควร หลายแบรนด์มุ่งหาลูกค้าใหม่จนลืมไปว่า ลูกค้าเก่าคือกำลังหลักที่สร้างยอดขายอย่างมั่นคง ถ้าคุณทำให้คนที่เคยซื้อแล้วกลับมาอีกครั้งได้ ยอดขายก็ไม่ต้องพึ่งแค่โฆษณาเสมอไป บทความนี้จะพาไปดู 5 สาเหตุที่ทำให้ลูกค้าไม่อยากกลับมาเป็น “ลูกค้าประจำ” ทั้งเรื่องประสบการณ์หลังการซื้อ การสื่อสารที่หายไป UX ที่ไม่เป็นมิตร รวมถึงสิ่งเล็กๆ ที่อาจเป็นจุดเปลี่ยนให้ลูกค้าตัดสินใจ “ไม่กลับมาอีก”ถ้าแบรนด์ของคุณกำลังเจอปัญหานี้ บทความนี้มีคำตอบค่ะ 5 สาเหตุหลักที่ลูกค้า ไม่ซื้อซ้ำ 1. ประสบการณ์หลังการขายไม่ประทับใจ ลูกค้าหลายคนอาจรู้สึกดีในขั้นตอนการสั่งซื้อ แต่ความประทับใจนั้นจะหายไปทันทีถ้าเจอปัญหา แพ็กของล่าช้า ได้ของไม่ครบ หรือไม่มีการแจ้งเตือนใดๆ หลังจากสั่งซื้อไปแล้ว ยิ่งถ้าไม่มีระบบติดตามสถานะพัสดุให้ลูกค้าเช็คเองได้ ลูกค้าก็จะรู้สึกเหมือนโดนทิ้ง และไม่มั่นใจว่าจะกล้าสั่งรอบต่อไปหรือไม่ เพราะไม่รู้ว่าจะต้องลุ้นแบบนี้อีกหรือเปล่า MyCloud Fulfillment ด้วยบริการคลังสินค้าออนไลน์ที่จัดการให้ตั้งแต่ เก็บสินค้า แพ็กสินค้า จัดส่งออเดอร์มอบให้ขนส่งเข้ามารับพัสดุทุกวัน ส่งผลให้ลูกค้าปลายทางได้รับสินค้าที่เร็วทันใจ เพราะคลังสินค้าเปิดให้บริการ 365 วัน แพ็กออเดอร์ตลอด 24 […]