Knowledge Center

ค่าธรรมเนียม TikTok Shop มีอะไรบ้าง เรื่องง่าย ๆ ที่คนขายของออนไลน์ต้องรู้ 

เปิดร้านขายของออนไลน์บน TikTok

TikTok Shop ถือเป็นช่องทางการขายออนไลน์ที่มาแรงที่สุดในปีนี้เลย ด้วยจำนวนผู้ใช้งานที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดและยอดขายที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ร้านค้าออนไลน์จำนวนมากหันมาให้ความสนใจกับแพลตฟอร์มนี้มากขึ้น แต่สิ่งที่ TikTok Seller จำเป็นต้องทำความเข้าใจก่อนเริ่มขายคือเรื่องค่าธรรมเนียมต่าง ๆ บน TikTok Shop เพราะจะส่งผลโดยตรงต่อการคำนวณต้นทุนและกำไรของธุรกิจ วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจเรื่องค่าธรรมเนียม TikTok Shop กันอย่างละเอียด เพื่อให้คุณสามารถวางแผนธุรกิจได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพมากขึ้น  

ค่าธรรมเนียม TikTok Shop คืออะไร

ค่าธรรมเนียม TikTok Shop คือค่าใช้จ่ายที่ผู้ขายต้องจ่ายให้กับแพลตฟอร์มเมื่อขายสินค้าได้สำเร็จ โดยระบบจะทำการหักค่าธรรมเนียมต่าง ๆ จากยอดขายที่ได้รับจากลูกค้าโดยอัตโนมัติ ซึ่งค่าธรรมเนียมนี้ถือเป็นต้นทุนสำคัญที่ผู้ขายต้องนำมาคำนวณก่อนตั้งราคาขายสินค้า เพื่อให้แน่ใจว่าจะได้กำไรตามที่ต้องการ นอกจากนี้ ค่าธรรมเนียมยังมีความแตกต่างกันไปตามประเภทของสินค้าและประเภทของร้านค้า ดังนั้น การทำความเข้าใจเรื่องค่าธรรมเนียมจึงเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการประสบความสำเร็จในการขายบน TikTok Shop 

ค่าธรรมเนียม TikTok Shop ต้องเสียค่าอะไรบ้าง

ในการขายสินค้าบน TikTok Shop ผู้ขายจำเป็นต้องเข้าใจโครงสร้างค่าธรรมเนียมทั้งหมด ซึ่งประกอบด้วยค่าใช้จ่ายหลัก 3 ส่วน ได้แก่ ค่าคอมมิชชัน ค่าธรรมเนียมคำสั่งซื้อและค่าจัดส่ง มาดูรายละเอียดแต่ละส่วนกันว่า จะมีอะไรบ้าง 

1. ค่าคอมมิชชัน (Marketing Commission Fee) 

ค่าคอมมิชชันเป็นค่าธรรมเนียมหลักที่ผู้ขายต้องจ่ายให้กับ TikTok Shop โดยจะอยู่ที่ 5.35% และถูกคำนวณโดยที่ไม่รวมส่วนลด และจะหักเมื่อการจัดส่งสินค้าเสร็จสิ้นสมบูรณ์เท่านั้น หากมีการยกเลิกคำสั่งซื้อ ผู้ขายก็จะไม่ถูกเรียกเก็บค่าธรรมเนียมส่วนนี้ 

2. ค่าธรรมเนียมคำสั่งซื้อ (Transaction Fee)

ค่าธรรมเนียมคำสั่งซื้อเป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมทางการเงินบนแพลตฟอร์ม TikTok Shop โดยจะถูกเรียกเก็บในอัตรา 3.21% (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว) จากมูลค่าคำสั่งซื้อทั้งหมด รวมถึงค่าจัดส่งที่ลูกค้าชำระ ค่าธรรมเนียมนี้จะถูกเรียกเก็บเฉพาะเมื่อการขายสำเร็จเท่านั้น และเป็นอัตราเดียวกันสำหรับทุกประเภทสินค้าและทุกประเภทร้านค้า ซึ่งครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการดำเนินการด้านการเงินและการชำระเงินทั้งหมดบนแพลตฟอร์ม 

ซื้อสินค้าผ่าน TikTok Shop

3. ค่าจัดส่ง (Shipping Fee) 

ค่าจัดส่งบน TikTok Shop เป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในการจัดส่งสินค้าถึงมือลูกค้า โดยปกติลูกค้าจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนนี้ผ่านการชำระเงินในขั้นตอนสั่งซื้อ อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ร้านค้าเข้าร่วมโปรแกรมการจัดส่ง TTS ซึ่งทาง TikTok จะมีคูปองจัดส่งฟรีให้ลูกค้าได้เก็บเพื่อใช้เป็นส่วนลดการจัดส่ง ซึ่งค่าธรรมเนียมในการจัดส่ง TTS นี้ จะอยู่ที่ 3% หรือไม่เกิน 199 บาทต่อ 1 คำสั่งซื้อ 

4. ค่านายหน้า (Affiliate) 

สำหรับร้านค้าที่ต้องการขยายฐานลูกค้าและเพิ่มโอกาสในการมองเห็นร้านค้าของคุณ การทำนายหน้าหรือการทำ TikTok Affiliate โดยการนำสินค้าในร้านค้าของคุณไปทำ Affiliate ให้เหล่าครีเอเตอร์ทั้งหลายได้เข้ามาโปรโมทสินค้าของคุณ โดยอัตราค่าธรรมเนียมตรงนี้ที่ร้านค้าจะต้องจ่ายนั้นขึ้นอยู่กับที่เรากำหนด โดยจะเริ่มต้นที่ 5% ขึ้นไป และจะหักจากราคาสินค้าของเรา

การคำนวณค่าธรรมเนียม TikTok Shop จากคำสั่งซื้อจริง

เพื่อให้เข้าใจการคำนวณค่าธรรมเนียมได้ชัดเจนยิ่งขึ้น มาดูตัวอย่างการคำนวณค่าธรรมเนียม TikTok Shop จากออเดอร์จริงกัน สมมติว่าคุณขายเสื้อผ้าแฟชั่นบน TikTok Shop และได้รับคำสั่งซื้อมูลค่า 150 บาท โดยร้านค้าของคุณได้เข้าร่วมโปรแกรม TTS รวมถึงมีการทำ Affiliate โดยจะให้ส่วนแบ่งแก่ครีเอเตอร์ 5% วิธีการคำนวณค่าธรรมเนียมจะเป็นดังนี้ 

ค่าคอมมิชชัน 150 x 3.21% = 4.8 บาท 

ค่าธรรมเนียมคำสั่งซื้อ 150 x 5.35% = 8 บาท 

ค่าจัดส่ง TTS 150 x 3% = 4.5 บาท

ค่านายหน้า (Affiliate) 150 x 5% = 7.5 บาท

หลังจากที่คำนวณค่าธรรมเนียมทั้งหมดแล้ว ให้นำผลลัพธ์ที่ได้ทั้งหมดมารวมกัน สำหรับคำสั่งซื้อนี้จะต้องเสียค่าธรรมเนียมทั้งหมด 24.8 บาท ดังนั้น จากยอดขาย 150 บาท คุณจะได้รับเงินทั้งหมด 150 – 24.8 = 125.2 บาท 

ครีเอเตอร์ทำคอนเทต์เพื่อทำ Affilate

สรุปบทความ 

สำหรับใครที่กำลังอยากจะเปิดร้านขายของออนไลน์บน TikTok ก็จำเป็นต้องทำความเข้าใจและคำนวณค่าธรรมเนียม TikTok Shop ได้ ก็จะช่วยให้คุณกำหนดราคาขายที่เหมาะสมและวางแผนกลยุทธ์ทางการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ การติดตามและวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้คุณสามารถปรับปรุงและพัฒนาธุรกิจได้อย่างยั่งยืน

สำหรับผู้ขายที่ต้องการจัดการค่าใช้จ่ายให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการดำเนินธุรกิจแล้ว นอกจากค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายให้กับ TikTok Shop ค่าใช้จ่ายในส่วนการบริหารจัดการเรื่องหลังบ้านร้านค้าออนไลน์ถือเป็นส่วนที่สำคัญเช่นกัน MyCloud พร้อมให้บริการคลังสินค้าออนไลน์แบบครบวงจร ด้วยระบบจัดการออเดอร์อัจฉริยะ Order Management System ช่วยให้คุณประหยัดเวลาและลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน เช่น ค่าจ้างพนักงานแพ็กสินค้าที่ต้องจ่ายเพิ่ม หากคุณมีออเดอร์จำนวนเยอะขึ้นก็ยังมีค่าอุปกรณ์ในการจัดการออเดอร์หรือค่าเช่าพื้นที่ในการเก็บสินค้าเพิ่ม รวมถึงค่าซ่อมแซมอุปกรณ์ต่าง ๆ รวมอยู่ด้วย ทั้งนี้ หากคุณดำเนินการทำคลังสินค้าเองก็อาจจะไม่คุ้มที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเหล่านี้เพิ่ม เพราะมีผลต่อเรื่องต้นทุนและกำไร MyCloud Fulfillment ช่วยริหารจัดการออเดอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพตั้งแต่ต้นจนจบ เชื่อมต่อกับทุกช่องทางการขายผ่าน API ไม่ว่าจะเป็น Shopee, Lazada, TikTok Shop หรือ Line Shopping ทำให้ร้านค้าสามารถจัดการออเดอร์ทั้งหมดได้จากที่เดียว พร้อมทั้งมีระบบแสดงผลแบบ Dashboard บริการสรุปที่จะช่วยแสดงภาพรวมของร้านค้า สามารถนำข้อมูลตรงที่ได้ไปวิเคราะห์และวางแผนพัฒนา ต่อยอดธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย  

หากสนใจ Fulfillment โซลูชันที่ครบวงจรแบบนี้ สามารถติดต่อเราได้ที่ https://www.mycloudfulfillment.com/quotation 

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

คือค่าใช้จ่ายที่ผู้ขายต้องจ่ายให้แพลตฟอร์มเมื่อขายสินค้าได้สำเร็จ โดยระบบจะหักค่าธรรมเนียมต่างๆ จากยอดขายที่ได้รับจากลูกค้าโดยอัตโนมัติ ถือเป็นต้นทุนสำคัญที่ผู้ขายต้องนำมาคำนวณก่อนตั้งราคาขายสินค้า

อยู่ที่ 5.35% คำนวณโดยไม่รวมส่วนลด และจะหักเมื่อการจัดส่งสินค้าเสร็จสิ้นสมบูรณ์เท่านั้น หากมีการยกเลิกคำสั่งซื้อ ผู้ขายจะไม่ถูกเรียกเก็บค่าธรรมเนียมส่วนนี้

อยู่ที่ 3.21% (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว) คำนวณจากมูลค่าคำสั่งซื้อทั้งหมดรวมถึงค่าจัดส่งที่ลูกค้าชำระ เรียกเก็บเฉพาะเมื่อการขายสำเร็จเท่านั้น

อยู่ที่ 3% หรือไม่เกิน 199 บาทต่อ 1 คำสั่งซื้อ

สำหรับร้านค้าที่ทำ TikTok Affiliate ให้ครีเอเตอร์โปรโมทสินค้า อัตราค่าธรรมเนียมจะเริ่มต้นที่ 5% ขึ้นไป และจะหักจากราคาสินค้า

MyCloud มีระบบจัดการออเดอร์อัจฉริยะ Order Management System ช่วยประหยัดเวลาและลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน เช่น ค่าจ้างพนักงานแพ็กสินค้า ค่าอุปกรณ์ในการจัดการออเดอร์ และค่าเช่าพื้นที่เก็บสินค้า พร้อมเชื่อมต่อกับทุกช่องทางการขายผ่าน API ทั้ง Shopee, Lazada, TikTok Shop และ Line Shopping ในที่เดียว

บทความที่เกี่ยวข้อง

อ่านเพิ่มเติม

ต้องส่งของภายในกี่วัน? สรุป SLA Marketplace ปี 2026 ฉบับเข้าใจง่าย

คุณเคยเจอปัญหานี้ไหม? ขายดีแทบตายแต่โดนปิดการมองเห็นเพราะส่งของช้า? หรือโดนหักคะแนนร้านค้าจนเสียสิทธิ์เข้าร่วมแคมเปญใหญ่?” ในปี 2026 กฎเหล็กของ Marketplace เข้มงวดขึ้นกว่าเดิมมากครับ ความเร็วในการจัดส่งไม่ใช่แค่ “ทางเลือก” แต่คือ “ทางรอด” ร้านค้าที่ส่งช้าเกินกำหนด (SLA) เพียงนิดเดียว อาจหมายถึงการสูญเสีย Traffic มหาศาล บทความนี้ MyCloud Fulfillment จะสรุปให้gsHoชัด ๆ ว่า Shopee, Lazada และ TikTok Shop ต้องส่งภายในกี่วัน และทำยังไงให้ส่งทัน 100% ทุกออเดอร์โดยไม่ต้องเฝ้าหน้าจอ SLA คืออะไร? ทำไมร้านค้าออนไลน์ต้องแคร์? SLA (Service Level Agreement) ในวงการ E-Commerce หมายถึง “ข้อตกลงระดับการให้บริการ” หรือพูดง่ายๆ คือ “เส้นตาย (Deadline)” ที่แพลตฟอร์มกำหนดว่าร้านค้าต้องส่งมอบพัสดุให้ขนส่งภายในกี่วันหลังจากได้รับคำสั่งซื้อ หากทำไม่ได้ตามกำหนด ร้านค้าจะโดนลงโทษด้วยการหักคะแนนความประพฤติ (Penalty Points) ซึ่งส่งผลต่อการมองเห็นและยอดขายโดยตรง เจาะลึก […]

สงคราม ส่งด่วน ในโลกธุรกิจจริงโหดยิ่งกว่าในซีรีส์

หลายคนคงจะได้ดูซีรีส์เรื่องดังอย่าง “สงคราม ส่งด่วน“ ทาง Netflix กันไปบ้างแล้ว และคงได้เห็นถึงความเข้มข้นใน ธุรกิจขนส่ง ที่แข่งกันแบบดุเดือด อย่างในเรื่องของ การส่งเร็ว เพื่อที่จะได้รักษาลูกค้าและส่วนแบ่งตลาดเอาไว้ แต่หากมองมาในโลกความเป็นจริงของ ธุรกิจออนไลน์ ความท้าทายใน การส่งเร็ว กลับหนักหน่วงยิ่งกว่า เมื่อแต่ละ Marketplace อย่าง Shopee, Lazada หรือTikTok Shop ต่างปรับนโยบายระยะเวลาเตรียมจัดส่งจากเดิม ต้องส่งภายใน 1 วัน เปลี่ยนเป็นส่ง “ภายในวัน” ทำไมแพลตฟอร์มต้องเร่งสปีดการจัดส่ง? หากร้านค้าทำไม่ทันจะได้รับผลกระทบอย่างไร? และจะต้องปรับตัวยังไงถึงจะรอด? จาก ศึกส่งด่วน ในครั้งนี้ MyCloud Fulfillment ได้รวบรวมคำตอบที่ร้านค้าออนไลน์ต้องรู้ไว้ให้ในบทความนี้แล้วค่ะ ทำไม Marketplace ต้องแข่งกัน ส่งด่วน ? เพราะ “ความเร็ว” กลายเป็นหัวใจของการช้อปปิ้งออนไลน์ในยุคนี้ ผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้มองแค่ราคาหรือโปรโมชั่น แต่ให้ความสำคัญกับ “ความเร็วในการได้รับสินค้า” อย่างมาก พฤติกรรมนี้ทำให้แพลตฟอร์ม E-commerce หรือ Marketplace […]

3 สิ่งที่ต้องรู้ เพื่อให้ร้านค้าอยู่รอดในโลก E-Commerce แห่งอนาคต

          จากการขยายตัวของธุรกิจ E-Commerce จึงเป็นโอกาสดีที่ผู้ประกอบการจะหันมาบุกตลาดออนไลน์หรือทำการตลาดออนไลน์ แต่ก่อนจะเจาะตลาดผู้ประกอบการต้องเข้าใจทิศทางตลาดและพฤติกรรมของผู้บริโภคให้ถ่องแท้เสียก่อนค่ะ เพราะในการขายออนไลน์มีรายละเอียดยิบย่อย และมีการจัดการที่แตกต่างจากการขายออฟไลน์ เพื่อให้ผู้ขายไม่เพียงแค่เพิ่มช่องทางการขายที่หลากหลายขึ้น แต่สามารถขยายตลาดได้อย่างมั่นคงในระยะยาว เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และอยู่รอดในโลกของ E-Commerce ในอนาคต ไม่ว่าจะเกิดวิกฤตใด ๆ ขึ้นอีก ตัวอย่างเช่น วิกฤต COVID-19 เป็นต้น           เรายังอยู่กับสาระดี ๆ จากงาน MyCloud Press Conference 2020 ที่คุณเมฆ นิธิ สัจจทิพวรรณ Chief Executive Officer (CEO) ของเราได้นำเสนอมุมมองความเปลี่ยนแปลงของธุรกิจออนไลน์จากวิกฤต COVID-19 (New Normal) และทิศทางการขายในโลกอนาคต รวมถึงสิ่งที่ต้องการเตือน!! ให้ผู้ประกอบการคำนึงถึง ที่หากเจาะลึกลงไปแล้วจะมี 3 สิ่งที่เราอยากให้ทำความเข้าใจเพื่อให้การขายออนไลน์ของคุณประสบความสำเร็จมากขึ้น โดยทั้ง 3 ข้อนั้นเกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์จากข้อมูล […]

ต้องส่งของภายในกี่วัน? สรุป SLA Marketplace ปี 2026 ฉบับเข้าใจง่าย

คุณเคยเจอปัญหานี้ไหม? ขายดีแทบตายแต่โดนปิดการมองเห็นเพราะส่งของช้า? หรือโดนหักคะแนนร้านค้าจนเสียสิทธิ์เข้าร่วมแคมเปญใหญ่?” ในปี 2026 กฎเหล็กของ Marketplace เข้มงวดขึ้นกว่าเดิมมากครับ ความเร็วในการจัดส่งไม่ใช่แค่ “ทางเลือก” แต่คือ “ทางรอด” ร้านค้าที่ส่งช้าเกินกำหนด (SLA) เพียงนิดเดียว อาจหมายถึงการสูญเสีย Traffic มหาศาล บทความนี้ MyCloud Fulfillment จะสรุปให้gsHoชัด ๆ ว่า Shopee, Lazada และ TikTok Shop ต้องส่งภายในกี่วัน และทำยังไงให้ส่งทัน 100% ทุกออเดอร์โดยไม่ต้องเฝ้าหน้าจอ SLA คืออะไร? ทำไมร้านค้าออนไลน์ต้องแคร์? SLA (Service Level Agreement) ในวงการ E-Commerce หมายถึง “ข้อตกลงระดับการให้บริการ” หรือพูดง่ายๆ คือ “เส้นตาย (Deadline)” ที่แพลตฟอร์มกำหนดว่าร้านค้าต้องส่งมอบพัสดุให้ขนส่งภายในกี่วันหลังจากได้รับคำสั่งซื้อ หากทำไม่ได้ตามกำหนด ร้านค้าจะโดนลงโทษด้วยการหักคะแนนความประพฤติ (Penalty Points) ซึ่งส่งผลต่อการมองเห็นและยอดขายโดยตรง เจาะลึก […]

สงคราม ส่งด่วน ในโลกธุรกิจจริงโหดยิ่งกว่าในซีรีส์

หลายคนคงจะได้ดูซีรีส์เรื่องดังอย่าง “สงคราม ส่งด่วน“ ทาง Netflix กันไปบ้างแล้ว และคงได้เห็นถึงความเข้มข้นใน ธุรกิจขนส่ง ที่แข่งกันแบบดุเดือด อย่างในเรื่องของ การส่งเร็ว เพื่อที่จะได้รักษาลูกค้าและส่วนแบ่งตลาดเอาไว้ แต่หากมองมาในโลกความเป็นจริงของ ธุรกิจออนไลน์ ความท้าทายใน การส่งเร็ว กลับหนักหน่วงยิ่งกว่า เมื่อแต่ละ Marketplace อย่าง Shopee, Lazada หรือTikTok Shop ต่างปรับนโยบายระยะเวลาเตรียมจัดส่งจากเดิม ต้องส่งภายใน 1 วัน เปลี่ยนเป็นส่ง “ภายในวัน” ทำไมแพลตฟอร์มต้องเร่งสปีดการจัดส่ง? หากร้านค้าทำไม่ทันจะได้รับผลกระทบอย่างไร? และจะต้องปรับตัวยังไงถึงจะรอด? จาก ศึกส่งด่วน ในครั้งนี้ MyCloud Fulfillment ได้รวบรวมคำตอบที่ร้านค้าออนไลน์ต้องรู้ไว้ให้ในบทความนี้แล้วค่ะ ทำไม Marketplace ต้องแข่งกัน ส่งด่วน ? เพราะ “ความเร็ว” กลายเป็นหัวใจของการช้อปปิ้งออนไลน์ในยุคนี้ ผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้มองแค่ราคาหรือโปรโมชั่น แต่ให้ความสำคัญกับ “ความเร็วในการได้รับสินค้า” อย่างมาก พฤติกรรมนี้ทำให้แพลตฟอร์ม E-commerce หรือ Marketplace […]

3 สิ่งที่ต้องรู้ เพื่อให้ร้านค้าอยู่รอดในโลก E-Commerce แห่งอนาคต

          จากการขยายตัวของธุรกิจ E-Commerce จึงเป็นโอกาสดีที่ผู้ประกอบการจะหันมาบุกตลาดออนไลน์หรือทำการตลาดออนไลน์ แต่ก่อนจะเจาะตลาดผู้ประกอบการต้องเข้าใจทิศทางตลาดและพฤติกรรมของผู้บริโภคให้ถ่องแท้เสียก่อนค่ะ เพราะในการขายออนไลน์มีรายละเอียดยิบย่อย และมีการจัดการที่แตกต่างจากการขายออฟไลน์ เพื่อให้ผู้ขายไม่เพียงแค่เพิ่มช่องทางการขายที่หลากหลายขึ้น แต่สามารถขยายตลาดได้อย่างมั่นคงในระยะยาว เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และอยู่รอดในโลกของ E-Commerce ในอนาคต ไม่ว่าจะเกิดวิกฤตใด ๆ ขึ้นอีก ตัวอย่างเช่น วิกฤต COVID-19 เป็นต้น           เรายังอยู่กับสาระดี ๆ จากงาน MyCloud Press Conference 2020 ที่คุณเมฆ นิธิ สัจจทิพวรรณ Chief Executive Officer (CEO) ของเราได้นำเสนอมุมมองความเปลี่ยนแปลงของธุรกิจออนไลน์จากวิกฤต COVID-19 (New Normal) และทิศทางการขายในโลกอนาคต รวมถึงสิ่งที่ต้องการเตือน!! ให้ผู้ประกอบการคำนึงถึง ที่หากเจาะลึกลงไปแล้วจะมี 3 สิ่งที่เราอยากให้ทำความเข้าใจเพื่อให้การขายออนไลน์ของคุณประสบความสำเร็จมากขึ้น โดยทั้ง 3 ข้อนั้นเกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์จากข้อมูล […]