Knowledge Center

Fulfillment vs Drop Shipping ต่างกันยังไง? เลือกแบบไหนที่ใช่สำหรับธุรกิจ E-Commerce

Fulfillment vs Drop Shipping ต่างกันยังไง? แบบไหนที่ใช่สำหรับธุรกิจ E-Commerce ยุคใหม่

การขายของออนไลน์ในปี 2026 ไม่ใช่แค่เรื่องของการ “โพสต์ขาย” อีกต่อไป แต่หัวใจสำคัญคือการบริหารจัดการหลังบ้าน (Operations) พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์หลายคนยังสับสนระหว่างสองโมเดลยอดฮิตอย่าง Fulfillment และ Drop Shipping ว่าตกลงแล้วมันเหมือนหรือต่างกันตรงไหน และแบบไหนที่จะช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโตได้อย่างยั่งยืนที่สุด?

บทความนี้ MyCloud จะพาคุณเจาะลึกให้เข้าใจว่า ในยุคที่สมรภูมิ E-Commerce แข่งกันที่ความเร็วระดับวินาที ทำไมการเลือกโมเดลจัดการสินค้าที่ผิดพลาด ถึงอาจกลายเป็นกับดักที่ทำให้ธุรกิจของคุณสะดุด สาเหตุอะไรที่ทำให้แบรนด์ยุคใหม่ต้องเลือกระหว่างการควบคุมสต็อกเองผ่าน Fulfillment หรือการลดความเสี่ยงด้วย Drop Shipping พร้อมแนวทางรับมือและเลือกกลยุทธ์ที่ใช่ เพื่อให้คุณยืนหนึ่งในตลาดได้อย่างมือโปรในปี 2026 นี้!

Drop Shipping คืออะไร?

Drop Shipping (ดรอปชิปปิ้ง) คือ รูปแบบการทำธุรกิจ E-Commerce ที่ผู้ขาย “ไม่จำเป็นต้องสต๊อกสินค้าเอง” และไม่ต้องจัดการเรื่องการจัดส่ง หน้าที่หลักของคุณคือการเป็น “ตัวกลาง” ในการทำการตลาดและหาลูกค้า เมื่อมีคำสั่งซื้อเข้ามา คุณเพียงแค่ส่งต่อข้อมูลออเดอร์นั้นให้กับซัพพลายเออร์ (Supplier) หรือเจ้าของสินค้า เพื่อให้เขาแพ็คและส่งของในนามของคุณ

Drop Shipping ทำงานอย่างไร?

1. เลือกสินค้าและพาร์ทเนอร์ (Find Supplier)

คุณต้องค้นหาซัพพลายเออร์ที่รองรับระบบ Drop Shipping (เช่น โรงงานในจีน, ร้านค้าส่งในไทย) เพื่อนำรูปภาพและรายละเอียดสินค้ามาใช้ในการลงขาย

2. โปรโมทและรับคำสั่งซื้อ (Get Order)

คุณนำสินค้าไปลงขายในช่องทางของคุณเอง เช่น TikTok Shop, Shopee หรือ Facebook โดยตั้งราคาขายที่มีส่วนต่างกำไร (Markup) เมื่อลูกค้าสั่งซื้อและชำระเงินให้คุณ คุณจึงจะได้เงินก้อนนั้นมา

3. สั่งซื้อสินค้าจากซัพพลายเออร์ (Place Order to Supplier)

คุณนำเงินที่ได้จากลูกค้า (หักกำไรไว้แล้ว) ไปชำระค่าสินค้าให้กับซัพพลายเออร์ พร้อมส่งรายละเอียดชื่อ-ที่อยู่ของลูกค้าให้ทางร้านจัดการ

4. การจัดส่งในนามคุณ (Blind Shipping)

ซัพพลายเออร์จะเป็นคนแพ็คสินค้าและจัดส่งให้ลูกค้าโดยตรง โดยปกติจะ “ไม่ใส่ใบเสร็จจากร้านต้นทาง” และระบุชื่อผู้ส่งเป็นชื่อร้านของคุณ ทำให้ลูกค้าเข้าใจว่าสินค้ามาจากคุณโดยตรง

ข้อดีและข้อเสียของ Drop Shipping

  • ข้อดี: เริ่มต้นง่าย ไม่ต้องแพ็คของเอง ไม่ต้องไปไปรษณีย์
  • ข้อเสีย: คุณแข่งขันยากมาก เพราะใครๆ ก็ขายสินค้าเหมือนคุณ และคุณควบคุมความช้าเร็วในการส่งไม่ได้เลย

Fulfillment คืออะไร?

Fulfillment (ฟูลฟิลเมนท์) คือ บริการจัดการคลังสินค้าออนไลน์แบบครบวงจร ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับธุรกิจ E-Commerce โดยเฉพาะ โดยทำหน้าที่แทนเจ้าของร้านตั้งแต่ขั้นตอน “การรับสินค้าเข้าคลัง – เก็บรักษา – แพ็คลงกล่อง – ส่งถึงมือลูกค้า” หัวใจสำคัญของ Fulfillment คือการเปลี่ยนภาระงานหลังบ้าน (Operations) ให้กลายเป็นระบบอัตโนมัติ เพื่อให้เจ้าของธุรกิจมีเวลาไปโฟกัสกับ “การตลาด” และ “การเพิ่มยอดขาย” โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการแพ็คของไม่ทันหรือสต๊อกจม

Fulfillment ทำงานอย่างไร? เจาะลึก 5 ขั้นตอนเปลี่ยนออเดอร์เป็นเงิน

ระบบการทำงานของ Fulfillment (โดยเฉพาะที่ MyCloud) มีขั้นตอนที่เป็นระบบระเบียบเพื่อให้เกิดความผิดพลาดน้อยที่สุด (Zero Error) ดังนี้

1. Inbound (การรับและตรวจเช็คสินค้า)

เมื่อคุณสั่งผลิตสินค้าหรือนำเข้าสินค้ามา สินค้าจะถูกส่งมาที่คลังโดยตรง ทีมงานจะทำการตรวจนับจำนวน ตรวจสอบสภาพสินค้า (QC) และคีย์ข้อมูลเข้าระบบเพื่อให้คุณเช็คสต๊อกได้ทันทีแบบ Real-time

2. Storage (การจัดเก็บสินค้าอย่างเป็นระบบ)

สินค้าจะถูกแยกประเภทและจัดเก็บในพื้นที่ที่เหมาะสม (เช่น สินค้าควบคุมอุณหภูมิ, สินค้าขนาดใหญ่ หรือสินค้ามูลค่าสูง) โดยใช้ระบบ WMS (Warehouse Management System) ในการระบุตำแหน่งที่ตั้ง ทำให้การหยิบสินค้าทำได้รวดเร็วและแม่นยำ

3. Pick & Pack (การหยิบและแพ็คสินค้า)

เมื่อมีออเดอร์เข้ามาจาก Shopee, Lazada หรือ TikTok ระบบจะส่งสัญญาณมาที่คลังทันที พนักงานจะทำการ “หยิบ” สินค้าตามรายการ และ “แพ็ค” ลงกล่องตามมาตรฐานที่คุณกำหนด (สามารถเลือกวัสดุกันกระแทกหรือใส่ของแถมพิเศษได้)

4. Shipping & Delivery (การจัดส่ง)

บริษัทขนส่ง (Logistics Partners) จะเข้ามารับสินค้าที่คลังทุกวัน ระบบจะทำการอัปเดตหมายเลขพัสดุ (Tracking Number) กลับไปยังช่องทางขายและส่งแจ้งเตือนให้ลูกค้าทราบโดยอัตโนมัติ

5. Returns Management (การจัดการสินค้าตีกลับ)

ในกรณีที่ลูกค้าเปลี่ยนใจหรือส่งไม่สำเร็จ สินค้าจะถูกส่งกลับมาที่คลัง ทีมงานจะตรวจสอบสภาพสินค้า หากปกติจะนำกลับเข้าสต๊อกเพื่อรอขายใหม่ทันที ช่วยลดความยุ่งยากให้เจ้าของร้านได้มหาศาล

ข้อดีและข้อเสียของ Fulfillment

  • ข้อดี: สร้างภาพลักษณ์แบรนด์ที่เป็นมืออาชีพ, ต้นทุนค่าส่งถูกลง (เพราะคลังมี Volume), มีเวลาไปโฟกัสการยิง Ad และหา Product ใหม่
  • ข้อเสีย: มีค่าใช้จ่ายคงที่ (Storage Fee), ต้องบริหารจัดการกระแสเงินสด (Cash Flow) เพื่อสั่งซื้อสต๊อก

ตารางเปรียบเทียบ: วัดกันชัดๆ แบบไหนคุ้มค่ากว่ากัน?

เพื่อให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น เราได้เปรียบเทียบปัจจัยสำคัญ 5 ด้านที่คนทำ E-Commerce ต้องรู้

ทำไมร้านค้าชั้นนำถึงไว้ใจให้ “MyCloud” ดูแลหลังบ้าน?

การเลือก Fulfillment ก็เหมือนเลือกพาร์ทเนอร์ชีวิต ถ้าเลือกผิดธุรกิจอาจสะดุด แต่ถ้าเลือก MyCloud นี่คือสิ่งที่คุณจะได้รับจากผู้นำด้านคลังสินค้าออนไลน์อันดับต้น ๆ ของไทย

1. มาตรฐานระดับโลก การันตีด้วยรางวัล

  • Shopee Certified Enabler 6 สมัยซ้อน: เครื่องหมายการันตีคุณภาพการจัดการร้านค้าที่ได้รับการยอมรับจาก Shopee อย่างต่อเนื่อง
  • รางวัล Bai Po Business Awards by Sasin: รางวัลเกียรติยศที่ยืนยันความเป็นเลิศในการบริหารจัดการ SME
  • National Innovation Awards: รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติที่รับรองความล้ำหน้าของระบบจัดการเรา

2. สต๊อกเป๊ะ แพ็กไว ส่งทัน SLA

  • Capacity มหาศาล: รองรับออเดอร์ได้สูงสุดถึง 100,000+ ออเดอร์ต่อวัน แคมเปญใหญ่แค่ไหนก็เอาอยู่
  • ทีมงานพร้อมลุยตลอด 24 ชั่วโมง: ทีมคลังสินค้าทำงานทุกวันแบบไม่มีวันหยุด พร้อมทีมแพ็กกว่า 1,200 คน หมดปัญหาส่งของไม่ทัน
  • Accuracy มากถึง 99.5%: สต๊อกตรงเป๊ะ ลดโอกาสของขาดหรือส่งผิด ให้ลูกค้าได้รับของที่ถูกต้อง รวดเร็ว ทันใจ 

3. ระบบอัจฉริยะ โปร่งใส ตรวจสอบได้

  • Real-time Dashboard: ดูรายงานยอดขายและสต๊อกได้ทุกที่ทุกเวลา ข้อมูลแม่นยำ ช่วยให้วางแผนธุรกิจง่ายขึ้น
  • Omni-channel Connect: ระบบเดียวเชื่อมต่อได้ครบทุกแพลตฟอร์ม ทั้ง Shopee, Lazada, TikTok Shop, Line Shopping, Shopify และ Social Commerce ออเดอร์เข้าทางไหน ตัดสต๊อกกลางที่เดียวจบ
  • CCTV Verification: โปร่งใสสุด ๆ ด้วยกล้องวงจรปิดย้อนหลังการแพ็ก “ทุกกล่อง” ตรวจสอบได้ทันทีหากเกิดปัญหา

สรุป: เลือกให้เหมาะกับเป้าหมายธุรกิจของคุณ

สุดท้ายแล้วไม่มีคำตอบว่าแบบไหนดีที่สุด มีแต่ “แบบไหนที่เหมาะกับช่วงเวลาของธุรกิจคุณที่สุด”

  • ถ้าเน้น “ง่าย, เร็ว, ไม่เสี่ยง” ไป -> Drop Shipping
  • ถ้าเน้น “กำไร, แบรนด์, ยั่งยืน” ไป -> Fulfillment

หากคุณพร้อมแล้วที่จะก้าวสู่การเป็น “เจ้าของแบรนด์” มืออาชีพ และต้องการระบบหลังบ้านที่ “รองรับออเดอร์แสนบ้าน” ได้จริง สามารถปรึกษาทีมงาน MyCloud วันนี้ เพื่อรับข้อเสนอพิเศษสำหรับการเริ่มต้นใช้งานครั้งแรก 

 

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Fulfillment vs Drop Shipping

แนะนำให้เริ่มจาก Drop Shipping เพื่อทดลองตลาด (Test Market) ว่าสินค้าตัวไหนขายดี เมื่อเจอกลุ่มลูกค้าที่ใช่แล้ว ค่อยสั่งผลิตสินค้าล็อตใหญ่และใช้ระบบ Fulfillment

จริงๆ แล้ว “ถูกกว่าที่คุณต้องจ่ายเอง” เพราะ MyCloud ใช้โมเดล Pay-as-you-go ที่เปลี่ยนต้นทุนคงที่ให้กลายเป็นต้นทุนผันแปรตามยอดขายจริง เริ่มต้นเพียง 12-19 บาทต่อออเดอร์ ช่วยลดความเสี่ยงด้านการเงินเมื่อเทียบกับการเช่าที่และจ้างคนงานเอง

Drop Shipping คือรูปแบบธุรกิจที่ผู้ขายไม่ต้องสต๊อกสินค้าเองหรือจัดการจัดส่ง ทำหน้าที่เป็นตัวกลางหาลูกค้า เมื่อมีคำสั่งซื้อจะส่งต่อข้อมูลให้ซัพพลายเออร์แพ็คและจัดส่งในนามร้านค้า (Blind Shipping) ข้อดีคือเริ่มต้นง่าย แต่ข้อเสียคือแข่งขันยากและควบคุมความเร็วในการส่งไม่ได้

Fulfillment คือบริการจัดการคลังสินค้าออนไลน์ครบวงจร มี 5 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ Inbound (รับและตรวจเช็คสินค้า) Storage (จัดเก็บอย่างเป็นระบบ) Pick & Pack (หยิบและแพ็ค) Shipping & Delivery (จัดส่ง) และ Returns Management (จัดการสินค้าตีกลับ)

ข้อดีของ Fulfillment คือสร้างภาพลักษณ์แบรนด์มืออาชีพ ต้นทุนค่าส่งถูกลงเพราะคลังมี Volume และมีเวลาโฟกัสการตลาด ข้อเสียคือมีค่าใช้จ่ายคงที่ (Storage Fee) และต้องบริหารกระแสเงินสดเพื่อสั่งซื้อสต๊อก

มีรางวัลการันตี เช่น Shopee Certified Enabler 6 สมัยซ้อน, Bai Po Business Awards by Sasin และ National Innovation Awards พร้อม Capacity รองรับออเดอร์สูงสุด 100,000+ ออเดอร์ต่อวัน ทีมแพ็กกว่า 1,200 คน และความแม่นยำสต๊อกสูงถึง 99.5%

บทความที่เกี่ยวข้อง

อ่านเพิ่มเติม

MyCloud BoxLink คืออะไร? วิธีเพิ่มยอดขาย E-Commerce จากในกล่องพัสดุ

ร้านค้า E-Commerce กำลังทิ้งโอกาสทองไว้ในกล่องพัสดุโดยไม่รู้ตัว ทุกวันนี้ร้านค้าออนไลน์ลงทุนกับโฆษณาบน TikTok, Shopee Ads หรือ Meta Ads เพื่อดึงลูกค้าใหม่ แต่มีสิ่งหนึ่งที่เกือบทุกร้านมองข้าม นั่นคือ “ช่วงเวลาแกะกล่อง” นี่คือ Moment ที่ลูกค้ามีความตั้งใจและความรู้สึกเชิงบวกต่อแบรนด์สูงที่สุด แต่สิ่งที่ลูกค้าส่วนใหญ่เจอในกล่องพัสดุก็คือ… ใบหยิบสินค้าธรรมดา ที่มีแค่เลข Order, ชื่อ SKU และจำนวนสินค้า จากนั้นก็ถูกทิ้งลงถังขยะ ใบหยิบสินค้าแบบเก่านั้นมีปัญหา 3 อย่างที่ทำให้มันเป็น “ต้นทุนที่ไร้ผลตอบแทน” ได้แก่ ข้อมูลที่คงที่ไม่อัปเดต, ชีวิตสั้น (สิ้นสุดที่ถังขยะ) และไม่ได้สร้างการมีส่วนร่วมใดๆ กับลูกค้าเลย MyCloud BoxLink คือคำตอบที่เปลี่ยน Pain Point นี้ให้กลายเป็นโอกาสในการเพิ่มยอดขาย E-Commerce โดยตรง MyCloud BoxLink คืออะไร? MyCloud BoxLink คือระบบ O2O Portal (Online-to-Offline) ที่พิมพ์ Dynamic QR […]

โหมดพักร้อน Lazada เปิดใช้ยังไง?

ในยุคที่ธุรกิจออนไลน์ไม่มีวันหยุด การ “พักร้อน” สำหรับเจ้าของร้านค้าใน Lazada อาจฟังดูเป็นเรื่องไกลตัว แต่จริง ๆ แล้ว Lazada มีฟีเจอร์ “โหมดพักร้อน” ที่ช่วยให้ร้านค้าสามารถหยุดรับออเดอร์ชั่วคราวได้อย่างมีระบบ โดยไม่กระทบต่อความน่าเชื่อถือหรือคะแนนร้าน บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับ โหมดพักร้อน Lazada พร้อมแนะนำขั้นตอนการเปิดใช้งาน รวมถึงข้อดีข้อเสีย เพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจใช้ฟีเจอร์นี้ได้อย่างมั่นใจ โหมดพักร้อน Lazada คืออะไร? โหมดพักร้อน Lazada (Vacation Mode) คือฟีเจอร์ที่ให้เจ้าของร้านค้าหยุดรับออเดอร์ได้ชั่วคราว โดยไม่ต้องปิดร้านหรือยกเลิกสินค้า ระบบจะซ่อนสินค้าทั้งหมดจากหน้าร้าน ทำให้ลูกค้าไม่สามารถกดสั่งซื้อสินค้าได้ในช่วงเวลานั้น ๆ เหมาะสำหรับช่วงเวลาที่เจ้าของร้านไม่สะดวกจัดส่ง เช่น ไปต่างประเทศ ปิดคลังสินค้า หรือมีเหตุสุดวิสัย วิธีเปิดใช้งานฟีเจอร์โหมดพักร้อน Lazada การเปิดใช้งานโหมดพักร้อนทำได้ง่าย ๆ ผ่าน Seller Center โดยมีขั้นตอนดังนี้ (สำหรับการตั้งค่าบน PC) 2.เลือกสถานะเป็น “ON” เปิดใช้งาน > ตั้งค่าวันหยุดใหม่ 3.กำหนดวันที่ต้องการเริ่มต้นและสิ้นสุดการพักร้อน และกดบันทึก (สำเร็จ) […]

เจาะลึก ส่งฟรีขั้นต่ำ 99 บาท จาก Shopee ผู้ขายควรเข้าร่วมหรือไม่?

โปรแกรม ส่งฟรีขั้นต่ำ 99 บาท จาก Shopee  นักช็อปเคยสงสัยไหม ทำไมขึ้นว่าส่งฟรี แต่ยังต้องออกค่าส่ง? ผู้ขายต้องรับผิดชอบค่าส่งเองหรือเปล่า? วันนี้ MyCloud มีคำตอบให้ทุกข้อสงสัยเกี่ยวกับโปรแกรมส่งฟรีขั้นต่ำ 99 บาท จาก Shopee เพื่อให้ผู้ขายได้ทำความรู้จักข้อดี ข้อเสียของโปรแกรม และตัดสินใจเข้าร่วมโปรแกรมได้ต่อไป สำหรับโปรแกรมส่งฟรีนั้น Shopee จะสนับสนุนค่าส่งฟรี ให้กับลูกค้าที่ใช้โค้ดส่วนลด กับร้านค้าที่เข้าร่วมโปรแกรมส่งฟรีขั้นต่ำ 99 บาทสูงสุดจำนวน 40 บาทต่อออเดอร์ ซึ่งในกรณีที่สินค้าของคุณมีน้ำหนักเบาค่าส่งไม่เกิน 40 บาท ก็จะได้ส่งฟรี 100% ไปเลยค่ะ แต่ถ้าหากสินค้าหนัก หรือมีขนาดใหญ่ก็จะต้องออกค่าส่วนต่างเอง ซึ่งในส่วนนี้ค่าจัดส่งส่วนต่างจะถูกคิดไปกับจำนวนเงินที่ผู้ซื้อต้องชำระนั่นเอง ดังนั้นหายสงสัยกันได้แล้วนะคะว่าทำไมชื่อส่งฟรี แล้วไม่ฟรี!! ผู้ซื้อถูกใจ ผู้ขายได้ประโยชน์  สำหรับผู้ซื้อจะได้สินค้าจากร้านที่เ้ขาร่วมโปรแกรม ทำให้ประหยัดค่าส่ง ซึ่งสินค้าจากร้านค้าที่เข้าร่วมโปรแกรมส่งฟรีจะมีแถบของตัวเองโดยเฉพาะ ทำให้ผู้ซื้อเข้าไปเลือกซื้อได้สะดวกมากขึ้น ส่วนร้านค้าที่เข้าร่วมโปรแกรม ส่งฟรีขั้นต่ำ 99 บาท จะได้รับสิทธิพิเศษดังต่อไปนี้ 1. เพิ่มโอกาสในการเพิ่มยอดขาย และสินค้าที่พบเห็นจากลูกค้าได้มากขึ้น 2. สำหรับร้านค้าที่ซื้อโฆษณา […]

MyCloud BoxLink คืออะไร? วิธีเพิ่มยอดขาย E-Commerce จากในกล่องพัสดุ

ร้านค้า E-Commerce กำลังทิ้งโอกาสทองไว้ในกล่องพัสดุโดยไม่รู้ตัว ทุกวันนี้ร้านค้าออนไลน์ลงทุนกับโฆษณาบน TikTok, Shopee Ads หรือ Meta Ads เพื่อดึงลูกค้าใหม่ แต่มีสิ่งหนึ่งที่เกือบทุกร้านมองข้าม นั่นคือ “ช่วงเวลาแกะกล่อง” นี่คือ Moment ที่ลูกค้ามีความตั้งใจและความรู้สึกเชิงบวกต่อแบรนด์สูงที่สุด แต่สิ่งที่ลูกค้าส่วนใหญ่เจอในกล่องพัสดุก็คือ… ใบหยิบสินค้าธรรมดา ที่มีแค่เลข Order, ชื่อ SKU และจำนวนสินค้า จากนั้นก็ถูกทิ้งลงถังขยะ ใบหยิบสินค้าแบบเก่านั้นมีปัญหา 3 อย่างที่ทำให้มันเป็น “ต้นทุนที่ไร้ผลตอบแทน” ได้แก่ ข้อมูลที่คงที่ไม่อัปเดต, ชีวิตสั้น (สิ้นสุดที่ถังขยะ) และไม่ได้สร้างการมีส่วนร่วมใดๆ กับลูกค้าเลย MyCloud BoxLink คือคำตอบที่เปลี่ยน Pain Point นี้ให้กลายเป็นโอกาสในการเพิ่มยอดขาย E-Commerce โดยตรง MyCloud BoxLink คืออะไร? MyCloud BoxLink คือระบบ O2O Portal (Online-to-Offline) ที่พิมพ์ Dynamic QR […]

โหมดพักร้อน Lazada เปิดใช้ยังไง?

ในยุคที่ธุรกิจออนไลน์ไม่มีวันหยุด การ “พักร้อน” สำหรับเจ้าของร้านค้าใน Lazada อาจฟังดูเป็นเรื่องไกลตัว แต่จริง ๆ แล้ว Lazada มีฟีเจอร์ “โหมดพักร้อน” ที่ช่วยให้ร้านค้าสามารถหยุดรับออเดอร์ชั่วคราวได้อย่างมีระบบ โดยไม่กระทบต่อความน่าเชื่อถือหรือคะแนนร้าน บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับ โหมดพักร้อน Lazada พร้อมแนะนำขั้นตอนการเปิดใช้งาน รวมถึงข้อดีข้อเสีย เพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจใช้ฟีเจอร์นี้ได้อย่างมั่นใจ โหมดพักร้อน Lazada คืออะไร? โหมดพักร้อน Lazada (Vacation Mode) คือฟีเจอร์ที่ให้เจ้าของร้านค้าหยุดรับออเดอร์ได้ชั่วคราว โดยไม่ต้องปิดร้านหรือยกเลิกสินค้า ระบบจะซ่อนสินค้าทั้งหมดจากหน้าร้าน ทำให้ลูกค้าไม่สามารถกดสั่งซื้อสินค้าได้ในช่วงเวลานั้น ๆ เหมาะสำหรับช่วงเวลาที่เจ้าของร้านไม่สะดวกจัดส่ง เช่น ไปต่างประเทศ ปิดคลังสินค้า หรือมีเหตุสุดวิสัย วิธีเปิดใช้งานฟีเจอร์โหมดพักร้อน Lazada การเปิดใช้งานโหมดพักร้อนทำได้ง่าย ๆ ผ่าน Seller Center โดยมีขั้นตอนดังนี้ (สำหรับการตั้งค่าบน PC) 2.เลือกสถานะเป็น “ON” เปิดใช้งาน > ตั้งค่าวันหยุดใหม่ 3.กำหนดวันที่ต้องการเริ่มต้นและสิ้นสุดการพักร้อน และกดบันทึก (สำเร็จ) […]

เจาะลึก ส่งฟรีขั้นต่ำ 99 บาท จาก Shopee ผู้ขายควรเข้าร่วมหรือไม่?

โปรแกรม ส่งฟรีขั้นต่ำ 99 บาท จาก Shopee  นักช็อปเคยสงสัยไหม ทำไมขึ้นว่าส่งฟรี แต่ยังต้องออกค่าส่ง? ผู้ขายต้องรับผิดชอบค่าส่งเองหรือเปล่า? วันนี้ MyCloud มีคำตอบให้ทุกข้อสงสัยเกี่ยวกับโปรแกรมส่งฟรีขั้นต่ำ 99 บาท จาก Shopee เพื่อให้ผู้ขายได้ทำความรู้จักข้อดี ข้อเสียของโปรแกรม และตัดสินใจเข้าร่วมโปรแกรมได้ต่อไป สำหรับโปรแกรมส่งฟรีนั้น Shopee จะสนับสนุนค่าส่งฟรี ให้กับลูกค้าที่ใช้โค้ดส่วนลด กับร้านค้าที่เข้าร่วมโปรแกรมส่งฟรีขั้นต่ำ 99 บาทสูงสุดจำนวน 40 บาทต่อออเดอร์ ซึ่งในกรณีที่สินค้าของคุณมีน้ำหนักเบาค่าส่งไม่เกิน 40 บาท ก็จะได้ส่งฟรี 100% ไปเลยค่ะ แต่ถ้าหากสินค้าหนัก หรือมีขนาดใหญ่ก็จะต้องออกค่าส่วนต่างเอง ซึ่งในส่วนนี้ค่าจัดส่งส่วนต่างจะถูกคิดไปกับจำนวนเงินที่ผู้ซื้อต้องชำระนั่นเอง ดังนั้นหายสงสัยกันได้แล้วนะคะว่าทำไมชื่อส่งฟรี แล้วไม่ฟรี!! ผู้ซื้อถูกใจ ผู้ขายได้ประโยชน์  สำหรับผู้ซื้อจะได้สินค้าจากร้านที่เ้ขาร่วมโปรแกรม ทำให้ประหยัดค่าส่ง ซึ่งสินค้าจากร้านค้าที่เข้าร่วมโปรแกรมส่งฟรีจะมีแถบของตัวเองโดยเฉพาะ ทำให้ผู้ซื้อเข้าไปเลือกซื้อได้สะดวกมากขึ้น ส่วนร้านค้าที่เข้าร่วมโปรแกรม ส่งฟรีขั้นต่ำ 99 บาท จะได้รับสิทธิพิเศษดังต่อไปนี้ 1. เพิ่มโอกาสในการเพิ่มยอดขาย และสินค้าที่พบเห็นจากลูกค้าได้มากขึ้น 2. สำหรับร้านค้าที่ซื้อโฆษณา […]