Knowledge Center

ส่งของไปต่างประเทศง่ายขึ้นด้วย MyCloud Fulfillment ผ่าน Teleport ครบทั้งเก็บ แพ็ค และจัดส่ง

ส่งของไปต่างประเทศง่ายขึ้นด้วย MyCloud Fulfillment ผ่าน Teleport ครบทั้งเก็บ แพ็ก และจัดส่ง

ร้านค้าออนไลน์ที่ต้องการขยายตลาดไปยังสิงคโปร์ มาเลเซีย หรือฮ่องกง สามารถใช้บริการจัดการออเดอร์ส่งต่างประเทศผ่าน Teleport ได้ โดย MyCloud Fulfillment ช่วยดูแลตั้งแต่การจัดเก็บสินค้า ตัดสต็อก หยิบ แพ็ค ไปจนถึงส่งพัสดุออกจากคลัง ส่วน Teleport รับหน้าที่ขนส่งพัสดุด่วนไปยังประเทศปลายทาง โดยมีระยะเวลาจัดส่งประมาณ 1–3 วัน*

นี่จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับธุรกิจ E-commerce ที่ต้องการเริ่มขายสินค้าในต่างประเทศ โดยไม่ต้องเพิ่มทีมงานหรือจัดการทุกออเดอร์ด้วยตัวเอง

*ระยะเวลาจัดส่งอาจเปลี่ยนแปลงตามขั้นตอนศุลกากรของประเทศปลายทางและเงื่อนไขของผู้ให้บริการขนส่ง

Teleport คืออะไร?

Teleport คือผู้ให้บริการขนส่งพัสดุด่วนระหว่างประเทศภายใต้เครือข่ายโลจิสติกส์ของกลุ่มสายการบิน AirAsia ให้บริการขนส่งทางอากาศไปยังประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชีย

สำหรับบริการผ่าน MyCloud Fulfillment ปัจจุบันรองรับการจัดส่งไปยัง 3 ประเทศ ได้แก่

  • สิงคโปร์
  • มาเลเซีย
  • ฮ่องกง

จุดเด่นของ Teleport คือระยะเวลาจัดส่งที่รวดเร็วและราคาคุ้มค่า เหมาะกับร้านค้าออนไลน์ที่ต้องการส่งสินค้าไปยังตลาดหลักในเอเชียโดยเฉพาะ

บริการจัดการออเดอร์ ส่งไปต่างประเทศ ผ่าน teleport

MyCloud Fulfillment จัดการออเดอร์ส่งต่างประเทศ ผ่าน Teleport ดีกว่าอย่างไร?

1. ส่งเร็วถึงปลายทางภายในประมาณ 1–3 วัน

Teleport ให้บริการขนส่งด่วนทางอากาศ โดยมีระยะเวลาจัดส่งโดยประมาณ 1–3 วัน เหมาะกับสินค้าที่ลูกค้าต้องการได้รับอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาจริงอาจเพิ่มขึ้นหากพัสดุต้องผ่านขั้นตอนตรวจสอบหรือพิธีการศุลกากรขาเข้าของประเทศปลายทาง

2. ออเดอร์เข้าแล้วหยิบ แพ็ค และส่งให้อัตโนมัติ

เมื่อร้านค้าเชื่อมต่อช่องทางขายเข้ากับระบบของ MyCloud Fulfillment ออเดอร์จะถูกนำเข้าสู่กระบวนการจัดการคลังสินค้า ได้แก่

  1. รับข้อมูลคำสั่งซื้อ
  2. ตัดสต็อกสินค้า
  3. หยิบสินค้าตามรายการ
  4. แพ็กสินค้าตามมาตรฐาน
  5. ส่งมอบพัสดุให้ผู้ให้บริการขนส่ง

ร้านค้าจึงไม่ต้องคอยนำข้อมูลออเดอร์มาแพ็กหรือจัดส่งทีละรายการ ช่วยลดงานหลังบ้านและรองรับจำนวนคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นได้ง่ายกว่าเดิม

3. ลดความยุ่งยากในการจัดเตรียมข้อมูลจัดส่ง

การส่งสินค้าระหว่างประเทศต้องใช้ข้อมูลสินค้า ผู้ส่ง ผู้รับ และข้อมูลสำหรับดำเนินพิธีการศุลกากรให้ถูกต้อง

MyCloud ช่วยจัดการข้อมูลและประสานงานด้านการจัดส่งกับผู้ให้บริการขนส่ง ทำให้ร้านค้าลดขั้นตอนการดำเนินงานที่ซับซ้อนลงได้

ทั้งนี้ ปัจจุบันบริการรองรับการชำระภาษีนำเข้าแบบ DDU ซึ่งหมายถึงผู้รับหรือผู้ซื้อปลายทางมีหน้าที่ชำระอากรและภาษีนำเข้า หากมูลค่าสินค้าเกินเกณฑ์ที่ประเทศปลายทางกำหนด

4. มี AI ช่วยตรวจสอบที่อยู่ปลายทาง

ข้อมูลที่อยู่ไม่ครบหรือไม่ถูกต้องเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้พัสดุระหว่างประเทศส่งล่าช้าหรือตีกลับ

ระบบของ MyCloud มี AI ช่วยคัดกรองความถูกต้องของที่อยู่ปลายทาง เพื่อลดความเสี่ยงจากข้อมูลผิดพลาด ลดค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดจากการจัดส่งซ้ำ และช่วยให้ออเดอร์เดินทางถึงผู้รับได้ราบรื่นยิ่งขึ้น

5. บริหารสต็อกและออเดอร์ต่างประเทศในระบบเดียว

ร้านค้าสามารถให้ MyCloud ดูแลทั้งสต็อกสินค้า ออเดอร์ในประเทศ และออเดอร์ต่างประเทศจากคลังเดียวกัน ช่วยลดปัญหาสต็อกคลาดเคลื่อนและทำให้ตรวจสอบสถานะคำสั่งซื้อได้สะดวกขึ้น

MyCloud Fulfillment  จัดการออเดอร์ส่งต่างประเทศ  ผ่าน Teleport ดีกว่าอย่างไร?

เงื่อนไขการส่งพัสดุผ่าน Teleport

พัสดุที่จัดส่งต่างประเทศ ด้วย MyCloud Fulfillment ผ่าน Teleport ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้

  • น้ำหนักต่อพัสดุไม่เกิน 10 กิโลกรัม
  • ใช้กล่องได้ถึงขนาด H
  • ผลรวมความกว้าง ความยาว และความสูงต้องน้อยกว่า 121 เซนติเมตร
  • ด้านที่ยาวที่สุดต้องไม่เกิน 45 เซนติเมตร
  • รองรับการจัดส่งไปยังสิงคโปร์ มาเลเซีย และฮ่องกง

ข้อจำกัดดังกล่าวเป็นเกณฑ์ที่ MyCloud กำหนดขึ้นเพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้แก่พัสดุระหว่างการขนส่ง

ค่าขนส่ง Teleport คำนวณอย่างไร?

ค่าขนส่งจะคำนวณจากน้ำหนักที่มีค่ามากกว่าระหว่าง

  • น้ำหนักจริงของพัสดุ (Actual Weight)
  • น้ำหนักเชิงปริมาตร (Dimensional Weight)

สูตรคำนวณน้ำหนักเชิงปริมาตรของ Teleport คือ

กว้าง × ยาว × สูง (เซนติเมตร) ÷ 6,000

ตัวอย่างเช่น พัสดุขนาด 30 × 20 × 20 เซนติเมตร จะมีน้ำหนักเชิงปริมาตรเท่ากับ 2 กิโลกรัม หากน้ำหนักจริงเท่ากับ 1.5 กิโลกรัม ค่าขนส่งจะถูกคำนวณจากน้ำหนักเชิงปริมาตร 2 กิโลกรัม

MyCloud มีค่าธรรมเนียมดำเนินการ 10% ของค่าใช้จ่ายด้านขนส่งทั้งหมดต่อออเดอร์ และเนื่องจากอัตราค่าขนส่งระหว่างประเทศสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ร้านค้าควรตรวจสอบราคาล่าสุดก่อนจัดส่งทุกครั้ง

ภาษีนำเข้าใครต้องเป็นผู้ชำระ?

ปัจจุบันการจัดส่งผ่าน Teleport ของ MyCloud Fulfillment รองรับเงื่อนไขแบบ DDU หรือ Delivered Duty Unpaid

ภายใต้เงื่อนไขนี้ ผู้ซื้อหรือผู้รับปลายทางเป็นผู้ชำระอากรและภาษีนำเข้า หากมูลค่าสินค้าเกินเกณฑ์ De Minimis ของประเทศนั้น

เกณฑ์ De Minimis คือมูลค่าสินค้านำเข้าขั้นต่ำที่แต่ละประเทศกำหนด หากมูลค่าพัสดุไม่เกินเกณฑ์ดังกล่าว สินค้าอาจได้รับการยกเว้นอากรหรือภาษีบางประเภท ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับกฎหมายของแต่ละประเทศ

ส่วนการส่งแบบ DDP ซึ่งผู้ขายชำระภาษีให้ล่วงหน้า ปัจจุบันยังไม่รองรับผ่านระบบของ MyCloud

บริการ Teleport ผ่าน MyCloud Fulfillment รองรับ 3 ประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย และฮ่องกง

พัสดุมีการรับประกันหรือไม่?

พัสดุที่ส่งผ่าน Teleport มีวงเงินรับประกันสูงสุด 2,000 บาทต่อพัสดุ

กรณีเกิดความเสียหายหรือสูญหาย MyCloud จะช่วยประสานงานและจัดส่งหลักฐานให้แก่บริษัทขนส่ง ส่วนผลการพิจารณาและจำนวนเงินชดเชยเป็นไปตามเงื่อนไขและดุลยพินิจของผู้ให้บริการขนส่ง

หากพัสดุตีกลับต้องเสียค่าใช้จ่ายหรือไม่?

กรณีเลือกให้พัสดุตีกลับ ไม่มีค่าตีคืนกลับ แต่อาจมีภาษีนำเข้าที่ประเทศปลายทางและประเทศไทย หากเข้าเงื่อนไขที่ต้องเสียภาษี

กรณีเลือกให้ละทิ้งพัสดุที่ปลายทาง ไม่มีค่าละทิ้งพัสดุ แต่อาจมีภาษีนำเข้าปลายทางเกิดขึ้น

ดังนั้น ร้านค้าควรตรวจสอบชื่อผู้รับ หมายเลขโทรศัพท์ ที่อยู่ และรหัสไปรษณีย์ให้ครบถ้วนก่อนจัดส่ง รวมถึงแจ้งให้ลูกค้าปลายทางทราบถึงภาระภาษีที่อาจเกิดขึ้น

บริการจัดการออเดอร์ส่งต่างประเทศ ผ่าน Teleport ด้วย MyCloud Fulfillment เหมาะกับร้านค้าแบบไหน?

การจัดการออเดอร์ส่งต่างประเทศ ด้วย MyCloud Fulfillment ผ่าน Teleport เหมาะกับร้านค้าที่

  • ต้องการเริ่มขายสินค้าในสิงคโปร์ มาเลเซีย หรือฮ่องกง
  • ต้องการบริการขนส่งระหว่างประเทศที่รวดเร็ว
  • ไม่ต้องการแพ็คและจัดส่งออเดอร์ด้วยตัวเอง
  • มีออเดอร์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
  • ต้องการลดความผิดพลาดด้านสต็อกและข้อมูลผู้รับ
  • ต้องการขยายธุรกิจโดยไม่ต้องลงทุนสร้างคลังหรือเพิ่มทีมแพ็กสินค้า
บริการจัดการออเดอร์ส่งต่างประเทศ ผ่าน Teleport ด้วย MyCloud Fulfillment เหมาะกับร้านค้าแบบไหน?

เริ่มจัดการออเดอร์ส่งต่างประเทศกับ MyCloud Fulfillment

การบุกตลาดต่างประเทศไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยระบบหลังบ้านที่ซับซ้อน เพียงนำสินค้าเข้าคลัง MyCloud Fulfillment และเชื่อมต่อช่องทางขาย ร้านค้าก็สามารถให้เราช่วยดูแลตั้งแต่จัดเก็บ ตัดสต็อก หยิบ แพ็ค และส่งพัสดุผ่าน Teleport ไปยังสิงคโปร์ มาเลเซีย และฮ่องกงได้

ให้คุณมีเวลาไปโฟกัสกับการตลาด การสร้างแบรนด์ และการเพิ่มยอดขาย ส่วนงานหลังบ้านและการจัดส่ง ให้ MyCloud Fulfillment ช่วยดูแล

สนใจส่งสินค้าไปต่างประเทศผ่าน MyCloud Fulfillment และ Teleport ติดต่อทีมงานเพื่อสอบถามรายละเอียดและอัตราค่าบริการล่าสุดได้เลย

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการส่งต่างประเทศผ่าน Teleport

A: บริการ Teleport ผ่าน MyCloud Fulfillment รองรับ 3 ประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย และฮ่องกง

A: ระยะเวลาจัดส่งโดยประมาณอยู่ที่ 1–3 วัน แต่อาจเพิ่มขึ้นหากต้องดำเนินพิธีการศุลกากรที่ประเทศปลายทาง

A: MyCloud กำหนดน้ำหนักสูงสุดไม่เกิน 10 กิโลกรัมต่อพัสดุ โดยผลรวมของความกว้าง ความยาว และความสูงต้องน้อยกว่า 121 เซนติเมตร และด้านที่ยาวที่สุดต้องไม่เกิน 45 เซนติเมตร

A: บริการปัจจุบันเป็นแบบ DDU ผู้ซื้อหรือผู้รับปลายทางจึงมีหน้าที่ชำระภาษีนำเข้าเมื่อมูลค่าสินค้าเกินเกณฑ์ที่ประเทศปลายทางกำหนด

A: คำนวณจากค่าที่สูงกว่าระหว่างน้ำหนักจริงกับน้ำหนักเชิงปริมาตร โดยสูตรน้ำหนักเชิงปริมาตรคือ กว้าง × ยาว × สูง (เซนติเมตร) ÷ 6,000

A: มีวงเงินรับประกันสูงสุด 2,000 บาทต่อพัสดุ โดยผลการพิจารณาค่าสินไหมเป็นไปตามเงื่อนไขของบริษัทขนส่ง

บทความที่เกี่ยวข้อง

อ่านเพิ่มเติม

Lazada Fulfillment คืออะไร? แตกต่างกับ MyCloud Fulfillment อย่างไร 

ถึงแม้ในปัจจุบันจะมีแพลตฟอร์ม E-commerce เกิดขึ้นมากมาย Lazada ก็ยังคงเป็นหนึ่งในตลาดอีคอมเมิร์ซหลักของไทยอยู่ ด้วยการแข่งขันที่สูงขึ้น ความต้องการของสินค้าที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เรื่องที่ผู้ขายบน Lazada ต้องเตรียมตัวเลย นั่นก็คือการจัดการออเดอร์ให้รวดเร็วทันเกณฑ์ SLA ของทางแพลตฟอร์มที่กำหนดอีกด้วย ด้วยเหตุนี้จึงทำให้มี Lazada Fulfillment บริการจากลาซาด้า ที่เข้ามาช่วยจัดการตั้งแต่คลังสินค้า สต๊อกสินค้าไปจนถึงการจัดขนส่งสินค้าเลย   หากคุณเป็น Lazada Seller อยู่แล้วหรือสนใจเปิดร้านบนลาซาด้า MyCloud จะพาคุณมาทำความรู้จักกันว่า Fulfillment by Lazada คืออะไร จุดเด่นและเปรียบเทียบกับโซลูชันของทาง MyCloud เพื่อสิ่งที่ดีและตอบโจทย์ร้านค้าของคุณมากที่สุด  Lazada Fulfillment คืออะไร  Lazada Fulfillment หรือ Fulfillment by Lazada (FBL) คือบริการการจัดการคลังสินค้าที่ดำเนินการโดย Lazada โดยตรง เพื่อช่วยให้ผู้ขายบนแพลตฟอร์มสามารถจัดการสินค้าและการจัดส่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ ร้านค้าสามารถส่งสินค้าไปเก็บที่คลัง Lazada ซึ่งจะช่วยดูแลตั้งแต่การจัดเก็บ การแพ็คสินค้า ไปจนถึงการจัดส่งถึงมือลูกค้าปลายทาง ซึ่งจะช่วยลดภาระการจัดการสต๊อกและการจัดการของร้านค้าให้สามารถบริหารร้านค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ   หลักการทำงานของ Lazada […]

สินค้าถูกตีกลับ แต่ไม่มีหลักฐานยื่นข้อพิพาท? MyCloud Fulfillment ช่วยลดต้นทุนได้อย่างไร

ขายสินค้าได้หนึ่งออเดอร์ ร้านค้าอาจไม่ได้รับเพียงรายได้ แต่ยังต้องรับความเสี่ยงจากการคืนสินค้าและพัสดุตีกลับด้วย สถานการณ์ที่น่าปวดหัวที่สุดคือ ร้านค้ามั่นใจว่าส่งสินค้าครบและแพ็กอย่างเรียบร้อย แต่เมื่อเกิดคำขอคืนสินค้า กลับไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะยืนยันว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างทาง ไม่รู้ว่าสินค้ากลับถึงคลังแล้วหรือยัง กล่องอยู่ในสภาพใด และสินค้าที่ได้รับคืนตรงกับสิ่งที่ส่งออกไปหรือไม่ เมื่อแพลตฟอร์มกำหนดระยะเวลาในการตอบกลับหรือยื่นข้อพิพาท ร้านค้าที่ต้องรอข้อมูลจากหลายฝ่ายอาจรวบรวมหลักฐานไม่ทัน และต้องรับภาระต้นทุนจากสินค้าที่เสียหาย สูญหาย หรือไม่สามารถนำกลับมาขายได้อีกครั้ง ระบบ Return Cases ของ MyCloud Fulfillment จึงถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้ร้านค้าเห็นข้อมูลพัสดุตีกลับได้ชัดเจนขึ้น พร้อมตรวจสอบภาพ สภาพพัสดุ และสถานะล่าสุดภายในคลังได้จากระบบเดียว ทำไม “สินค้าตีกลับ” จึงมีต้นทุนมากกว่าค่าขนส่ง? เมื่อเกิดพัสดุตีกลับ ร้านค้าไม่ได้เสียเฉพาะค่าจัดส่งไปและกลับ แต่ยังอาจต้องรับต้นทุนแฝงอีกหลายส่วน ได้แก่ ต้นทุนเหล่านี้อาจเกิดขึ้นพร้อมกันในทุกออเดอร์ที่ถูกตีกลับ และยิ่งร้านค้ามีปริมาณคำสั่งซื้อสูง ภาระในการตรวจสอบก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย Pain Point สำคัญ: ไม่มีหลักฐานเพียงพอสำหรับยื่นข้อพิพาท เมื่อผู้ซื้อแจ้งว่าสินค้าไม่ครบ สินค้าไม่ตรง หรือสินค้าเสียหาย ร้านค้าจำเป็นต้องใช้ข้อมูลประกอบการพิจารณาและยื่นข้อพิพาทผ่าน Marketplace แต่ในทางปฏิบัติ ร้านค้าจำนวนมากมักพบปัญหา เช่น หากไม่มีหลักฐานการแพ็กสินค้าก่อนส่ง ร้านค้าอาจเสียเปรียบตั้งแต่เริ่มต้นอยู่แล้ว และหากยังไม่มีข้อมูลสภาพพัสดุที่ตีกลับมาเพิ่มเติม การพิจารณาว่าควรคืนเงินหรือยื่นข้อพิพาทก็ยิ่งทำได้ยากขึ้น Return Cases ช่วยเติมข้อมูลส่วนที่ร้านค้ามักขาดไป ระบบ […]

เจาะลึกเบื้องหลัง Mad Unicorn กับธุรกิจโลจิสติกส์ในยุคสงครามส่งด่วน ที่ต้องแข่งทั้งเวลาและต้นทุน

เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา คงจะมีหลาย ๆ คนได้ดูซีรี่ส์จาก Netflix Origin “Mad Unicron” หรือสงคราม ส่งด่วนกันไปแล้วแน่ ๆ ซีรี่ส์ที่ตีแผ่ไปถึงเบื้องลึกเบื้องหลังของธุรกิจขนส่งโลจิสติกส์ในประเทศไทย ผ่านมุมมองชีวิตของตัวละครอย่าง “สันติ แซ่ลี” เด็กดอยผู้ไม่ย่อท้อที่จะวิ่งไล่ตามฝัน จนประสบความสำเร็จจนได้กลายเป็นฟันเฟืองตัวหนึ่งในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ไทย ซีรีส์นี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ละครชีวิตธรรมดา ๆ เท่านั้น แต่ยังสอดแทรกประเด็นสำคัญของ “สงครามในการส่งด่วน” ที่กำลังปะทุขึ้นในภาคธุรกิจจริง ทั้งการแข่งขันด้านความเร็วในการจัดส่ง การควบคุมต้นทุน การจัดการคลังสินค้าแบบเรียลไทม์ ตลอดจนการปรับตัวของผู้เล่นในตลาดเพื่อเอาชีวิตรอดจากยุค Disruption อีกด้วย  ดังนั้น ในบทความนี้ MyCloud จะพาคุณณไปสำรวจว่าโลกของ “สงครามส่งด่วน” ไม่ได้อยู่แค่ในจอ แต่กำลังเกิดขึ้นจริงรอบตัว พร้อมเจาะลึกว่าอะไรคือปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจโลจิสติกส์ต้อง “เร็วกว่า คุ้มกว่า และคิดลึกกว่าเดิม” เพื่ออยู่รอดในสนามการแข่งขันที่ไม่มีพื้นที่ให้คนช้าอีกต่อไป  ทำไมเราจึงเรียกว่า “สงคราม” ? เพราะในยุคนี้ การส่งของไม่ใช่แค่ “ส่งให้ถึง” แต่ต้อง “ส่งให้ทัน – ส่งให้เป๊ะ – ส่งให้ฟรี” ซึ่งเป็นโจทย์ที่ยากขึ้นทุกวัน ผู้บริโภคยุคใหม่ตั้งความคาดหวังไว้สูงมาก […]

Lazada Fulfillment คืออะไร? แตกต่างกับ MyCloud Fulfillment อย่างไร 

ถึงแม้ในปัจจุบันจะมีแพลตฟอร์ม E-commerce เกิดขึ้นมากมาย Lazada ก็ยังคงเป็นหนึ่งในตลาดอีคอมเมิร์ซหลักของไทยอยู่ ด้วยการแข่งขันที่สูงขึ้น ความต้องการของสินค้าที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เรื่องที่ผู้ขายบน Lazada ต้องเตรียมตัวเลย นั่นก็คือการจัดการออเดอร์ให้รวดเร็วทันเกณฑ์ SLA ของทางแพลตฟอร์มที่กำหนดอีกด้วย ด้วยเหตุนี้จึงทำให้มี Lazada Fulfillment บริการจากลาซาด้า ที่เข้ามาช่วยจัดการตั้งแต่คลังสินค้า สต๊อกสินค้าไปจนถึงการจัดขนส่งสินค้าเลย   หากคุณเป็น Lazada Seller อยู่แล้วหรือสนใจเปิดร้านบนลาซาด้า MyCloud จะพาคุณมาทำความรู้จักกันว่า Fulfillment by Lazada คืออะไร จุดเด่นและเปรียบเทียบกับโซลูชันของทาง MyCloud เพื่อสิ่งที่ดีและตอบโจทย์ร้านค้าของคุณมากที่สุด  Lazada Fulfillment คืออะไร  Lazada Fulfillment หรือ Fulfillment by Lazada (FBL) คือบริการการจัดการคลังสินค้าที่ดำเนินการโดย Lazada โดยตรง เพื่อช่วยให้ผู้ขายบนแพลตฟอร์มสามารถจัดการสินค้าและการจัดส่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ ร้านค้าสามารถส่งสินค้าไปเก็บที่คลัง Lazada ซึ่งจะช่วยดูแลตั้งแต่การจัดเก็บ การแพ็คสินค้า ไปจนถึงการจัดส่งถึงมือลูกค้าปลายทาง ซึ่งจะช่วยลดภาระการจัดการสต๊อกและการจัดการของร้านค้าให้สามารถบริหารร้านค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ   หลักการทำงานของ Lazada […]

สินค้าถูกตีกลับ แต่ไม่มีหลักฐานยื่นข้อพิพาท? MyCloud Fulfillment ช่วยลดต้นทุนได้อย่างไร

ขายสินค้าได้หนึ่งออเดอร์ ร้านค้าอาจไม่ได้รับเพียงรายได้ แต่ยังต้องรับความเสี่ยงจากการคืนสินค้าและพัสดุตีกลับด้วย สถานการณ์ที่น่าปวดหัวที่สุดคือ ร้านค้ามั่นใจว่าส่งสินค้าครบและแพ็กอย่างเรียบร้อย แต่เมื่อเกิดคำขอคืนสินค้า กลับไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะยืนยันว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างทาง ไม่รู้ว่าสินค้ากลับถึงคลังแล้วหรือยัง กล่องอยู่ในสภาพใด และสินค้าที่ได้รับคืนตรงกับสิ่งที่ส่งออกไปหรือไม่ เมื่อแพลตฟอร์มกำหนดระยะเวลาในการตอบกลับหรือยื่นข้อพิพาท ร้านค้าที่ต้องรอข้อมูลจากหลายฝ่ายอาจรวบรวมหลักฐานไม่ทัน และต้องรับภาระต้นทุนจากสินค้าที่เสียหาย สูญหาย หรือไม่สามารถนำกลับมาขายได้อีกครั้ง ระบบ Return Cases ของ MyCloud Fulfillment จึงถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้ร้านค้าเห็นข้อมูลพัสดุตีกลับได้ชัดเจนขึ้น พร้อมตรวจสอบภาพ สภาพพัสดุ และสถานะล่าสุดภายในคลังได้จากระบบเดียว ทำไม “สินค้าตีกลับ” จึงมีต้นทุนมากกว่าค่าขนส่ง? เมื่อเกิดพัสดุตีกลับ ร้านค้าไม่ได้เสียเฉพาะค่าจัดส่งไปและกลับ แต่ยังอาจต้องรับต้นทุนแฝงอีกหลายส่วน ได้แก่ ต้นทุนเหล่านี้อาจเกิดขึ้นพร้อมกันในทุกออเดอร์ที่ถูกตีกลับ และยิ่งร้านค้ามีปริมาณคำสั่งซื้อสูง ภาระในการตรวจสอบก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย Pain Point สำคัญ: ไม่มีหลักฐานเพียงพอสำหรับยื่นข้อพิพาท เมื่อผู้ซื้อแจ้งว่าสินค้าไม่ครบ สินค้าไม่ตรง หรือสินค้าเสียหาย ร้านค้าจำเป็นต้องใช้ข้อมูลประกอบการพิจารณาและยื่นข้อพิพาทผ่าน Marketplace แต่ในทางปฏิบัติ ร้านค้าจำนวนมากมักพบปัญหา เช่น หากไม่มีหลักฐานการแพ็กสินค้าก่อนส่ง ร้านค้าอาจเสียเปรียบตั้งแต่เริ่มต้นอยู่แล้ว และหากยังไม่มีข้อมูลสภาพพัสดุที่ตีกลับมาเพิ่มเติม การพิจารณาว่าควรคืนเงินหรือยื่นข้อพิพาทก็ยิ่งทำได้ยากขึ้น Return Cases ช่วยเติมข้อมูลส่วนที่ร้านค้ามักขาดไป ระบบ […]

เจาะลึกเบื้องหลัง Mad Unicorn กับธุรกิจโลจิสติกส์ในยุคสงครามส่งด่วน ที่ต้องแข่งทั้งเวลาและต้นทุน

เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา คงจะมีหลาย ๆ คนได้ดูซีรี่ส์จาก Netflix Origin “Mad Unicron” หรือสงคราม ส่งด่วนกันไปแล้วแน่ ๆ ซีรี่ส์ที่ตีแผ่ไปถึงเบื้องลึกเบื้องหลังของธุรกิจขนส่งโลจิสติกส์ในประเทศไทย ผ่านมุมมองชีวิตของตัวละครอย่าง “สันติ แซ่ลี” เด็กดอยผู้ไม่ย่อท้อที่จะวิ่งไล่ตามฝัน จนประสบความสำเร็จจนได้กลายเป็นฟันเฟืองตัวหนึ่งในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ไทย ซีรีส์นี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ละครชีวิตธรรมดา ๆ เท่านั้น แต่ยังสอดแทรกประเด็นสำคัญของ “สงครามในการส่งด่วน” ที่กำลังปะทุขึ้นในภาคธุรกิจจริง ทั้งการแข่งขันด้านความเร็วในการจัดส่ง การควบคุมต้นทุน การจัดการคลังสินค้าแบบเรียลไทม์ ตลอดจนการปรับตัวของผู้เล่นในตลาดเพื่อเอาชีวิตรอดจากยุค Disruption อีกด้วย  ดังนั้น ในบทความนี้ MyCloud จะพาคุณณไปสำรวจว่าโลกของ “สงครามส่งด่วน” ไม่ได้อยู่แค่ในจอ แต่กำลังเกิดขึ้นจริงรอบตัว พร้อมเจาะลึกว่าอะไรคือปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจโลจิสติกส์ต้อง “เร็วกว่า คุ้มกว่า และคิดลึกกว่าเดิม” เพื่ออยู่รอดในสนามการแข่งขันที่ไม่มีพื้นที่ให้คนช้าอีกต่อไป  ทำไมเราจึงเรียกว่า “สงคราม” ? เพราะในยุคนี้ การส่งของไม่ใช่แค่ “ส่งให้ถึง” แต่ต้อง “ส่งให้ทัน – ส่งให้เป๊ะ – ส่งให้ฟรี” ซึ่งเป็นโจทย์ที่ยากขึ้นทุกวัน ผู้บริโภคยุคใหม่ตั้งความคาดหวังไว้สูงมาก […]