ลองนึกภาพร้านขายเสื้อยืดที่มี 3 สี 4 ไซส์ แค่สินค้าแบบเดียวก็มี 12 รายการที่ต้องแยกนับแล้ว ถ้าร้านเรียกสินค้าแค่ว่า “เสื้อยืดดำ” ทีมจะไม่รู้ว่าไซส์ไหนเหลือกี่ตัว และตอนแพ็กก็หยิบผิดไซส์ได้ง่าย นี่คือปัญหาที่ SKU ช่วยแก้
สรุปสั้น: SKU (Stock Keeping Unit) คือรหัสสินค้าที่ร้านค้าตั้งขึ้นเอง เพื่อแยกสินค้าแต่ละรุ่น สี และไซส์ออกจากกัน เช่น เสื้อยืดสีดำ ไซส์ L ใช้ TSH-BK-L ส่วนไซส์ M ใช้ TSH-BK-M SKU ช่วยให้นับสต็อกได้แม่น หยิบของไม่ผิด และเชื่อมสต็อกระหว่าง Shopee, Lazada, TikTok Shop ได้ SKU ที่ดีต้องสั้น ไม่ซ้ำ มีรูปแบบเดียวทั้งร้าน และตั้งให้ตรงกันทุกแพลตฟอร์ม
SKU คืออะไร ย่อมาจากอะไร
SKU ย่อมาจาก Stock Keeping Unit แปลว่า “หน่วยเก็บสินค้า” คือรหัสที่ร้านค้ากำหนดขึ้นเอง เพื่อระบุสินค้าแต่ละรายการในสต็อกให้ไม่ซ้ำกัน สินค้าที่ต่างกันแม้แค่สีหรือไซส์ ต้องมี SKU คนละตัวเสมอ
ถ้าให้เปรียบ SKU ก็คือ “ชื่อเล่นของสินค้า” ที่ทุกคนในร้านเข้าใจตรงกัน ทั้งคนตอบแชต คนนับสต็อก และคนแพ็กของ ตัวอย่างเช่น
- เสื้อยืดสีดำ ไซส์ L →
TSH-BK-L - เสื้อยืดสีขาว ไซส์ L →
TSH-WH-L - เสื้อยืดสีดำ ไซส์ M →
TSH-BK-M
SKU ไม่มีมาตรฐานกลาง แต่ละร้านออกแบบเองได้ ข้อดีคือยืดหยุ่น แต่ข้อเสียคือถ้าไม่วางกติกาให้ดีตั้งแต่แรก รหัสจะมั่วเมื่อสินค้าเริ่มเยอะ
SKU สำคัญกับร้านค้าออนไลน์ยังไง
1. นับสต็อกได้แม่นยำ
เมื่อสินค้าแต่ละ variant มีรหัสของตัวเอง ร้านจะเห็นทันทีว่าสีไหนไซส์ไหนเหลือเท่าไร ตัวไหนต้องเติม ตัวไหนค้าง และรู้ตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนของจะกลายเป็น Dead Stock
2. หยิบและแพ็กไม่ผิด
คนแพ็กไม่ต้องตีความชื่อสินค้ายาวๆ ในออเดอร์ แค่ดู SKU แล้วหยิบให้ตรง โอกาสส่งผิดสี ผิดไซส์ ก็ลดลงมาก
3. ขายหลายช่องทางได้โดยสต็อกไม่เพี้ยน
ร้านที่ขายทั้ง Shopee, Lazada, TikTok Shop และเว็บไซต์ของตัวเอง ต้องใช้ SKU เป็นตัวจับคู่ว่าสินค้าในแต่ละแพลตฟอร์มคือชิ้นเดียวกัน ระบบ Omnichannel ของ MyCloud Fulfillment ก็ใช้ SKU ตัวเดียวเชื่อมสินค้าจากทุกช่องทางเข้าระบบหลังบ้านเดียว ทำให้จัดการออเดอร์และสต็อกได้จากที่เดียว
4. วิเคราะห์ยอดขายรายรุ่นได้
เมื่อยอดขายถูกบันทึกแยกตาม SKU ร้านจะรู้ว่าสีหรือไซส์ไหนขายดีจริง และวางแผนสั่งของรอบหน้าได้ตรงขึ้น ร้านที่ใช้บริการ MyCloud สามารถดูข้อมูลนี้ได้ใน Inventory Dashboard ซึ่งประมวลผลความเคลื่อนไหวของสต็อกแยกตาม SKU ให้
วิธีตั้ง SKU ทีละขั้น
ขั้นที่ 1: เลือกโครงสร้างเดียวให้ใช้ทั้งร้าน
โครงสร้างที่ใช้ได้กับร้านส่วนใหญ่คือ [หมวด]-[รุ่น]-[สี]-[ไซส์] ถ้าร้านมีสินค้าแค่ไม่กี่รุ่น ตัดช่องรุ่นออกได้
| ช่อง | ความหมาย | ตัวอย่าง |
|---|---|---|
| หมวด | ประเภทสินค้า 2–4 ตัวอักษร | TSH = เสื้อยืด |
| รุ่น | รุ่นหรือคอลเลกชัน | 01 = รุ่น Basic |
| สี | ตัวย่อสี 2 ตัวอักษร | BK = ดำ |
| ไซส์ / ขนาด | ไซส์ ความจุ หรือน้ำหนัก | L |
| ผลลัพธ์ | TSH-01-BK-L |
ขั้นที่ 2: เรียงจากกว้างไปแคบ
ใส่ข้อมูลกว้างไว้หน้า (หมวด) แล้วค่อยแคบลง (ไซส์) เวลาเรียงตามตัวอักษรในระบบ สินค้าหมวดเดียวกันจะมาอยู่ติดกัน หาง่าย
ขั้นที่ 3: ทำตารางตัวย่อกลาง
กำหนดให้ชัดว่า BK = ดำ, WH = ขาว, NV = กรมท่า แล้วใช้ชุดนี้ตลอด ห้ามคนหนึ่งเขียน BLK อีกคนเขียน BK
ขั้นที่ 4: เลี่ยงตัวที่หน้าตาคล้ายกัน
ตัวเลข 0 กับตัว O และเลข 1 กับตัว I หรือ l อ่านสับสนได้ง่ายเวลาพิมพ์หรือดูบนสติกเกอร์ เลือกใช้ฝั่งเดียวให้ชัด
ขั้นที่ 5: เก็บทุก SKU ไว้ในไฟล์เดียว
ใช้ Google Sheet หรือ Excel เป็น “ทะเบียน SKU” ของร้าน ก่อนตั้งรหัสใหม่ให้เช็กในไฟล์นี้ก่อนทุกครั้ง จะได้ไม่ซ้ำ
ตัวอย่างการตั้ง SKU แยกตามประเภทสินค้า
| หมวด | สินค้า | SKU |
|---|---|---|
| แฟชั่น | เสื้อเชิ้ตผู้ชาย สีขาว ไซส์ M | SHT-01-WH-M |
| แฟชั่น | เสื้อเชิ้ตผู้ชาย สีขาว ไซส์ L | SHT-01-WH-L |
| แฟชั่น | กางเกงยีนส์ผู้หญิง สีดำ เอว 28 | JN-02-BK-28 |
| สกินแคร์ / เครื่องสำอาง | เซรั่มวิตามินซี 30 ml | SRM-VC-30 |
| สกินแคร์ / เครื่องสำอาง | ลิปสติก เฉดแดง เบอร์ 01 | LIP-RD-01 |
| สกินแคร์ / เครื่องสำอาง | รองพื้น เฉด 02 ผิวขาวเหลือง | FDN-02-LY |
| อาหารเสริม | คอลลาเจนผง 10 ซอง | COL-PWD-10 |
| อาหารเสริม | คอลลาเจนผง 30 ซอง | COL-PWD-30 |
| อาหารเสริม | วิตามินซี 60 เม็ด | VTC-TAB-60 |
| ของใช้ในบ้าน | กล่องเก็บของ สีเทา ไซส์ L | BOX-GY-L |
| ของใช้ในบ้าน | ผ้าห่ม สีครีม 6 ฟุต | BLK-CR-6 |
| ของใช้ในบ้าน | ปลอกหมอน สีกรม แพ็ก 2 | PLC-NV-P2 |
ข้อสังเกตสำหรับสินค้าที่มีวันหมดอายุ: อาหารเสริมและสกินแคร์ไม่ควรใส่ LOT หรือวันหมดอายุลงใน SKU เพราะทุกล็อตใหม่จะทำให้ต้องสร้าง SKU ใหม่ และยอดขายจะแตกเป็นหลายรหัส ให้ใช้ SKU ตัวเดิม แล้วบันทึก LOT และ EXP แยกไว้ในระบบคลังแทน อ่านเพิ่มเติมได้ที่ การจัดการ Lot และวันหมดอายุ
SKU บน Shopee, Lazada, TikTok Shop ต้องตั้งยังไง
Parent SKU กับ Variation SKU ต่างกันยังไง
มาร์เก็ตเพลสส่วนใหญ่แบ่ง SKU เป็น 2 ระดับ
- Parent SKU (SKU หลัก) คือรหัสของหน้าสินค้า เช่น
TSH-01ใช้แทน “เสื้อยืดรุ่น Basic” ทั้งหน้า - Variation SKU (SKU ตัวเลือก) คือรหัสของตัวเลือกแต่ละแบบในหน้านั้น เช่น
TSH-01-BK-L
SKU ที่ใช้ตัดสต็อกจริงคือ Variation SKU เพราะลูกค้าซื้อเสื้อสีดำไซส์ L ไม่ได้ซื้อ “เสื้อยืดรุ่น Basic” ลอยๆ ร้านจึงต้องกรอก SKU ในช่องตัวเลือกให้ครบทุกตัว ห้ามเว้นว่าง
ทำไม Seller SKU ต้องตรงกันทุกแพลตฟอร์ม
แต่ละแพลตฟอร์มเรียกช่องนี้ต่างกัน (เช่น SKU ตัวเลือกสินค้า, SellerSKU, Seller SKU) แต่หน้าที่เหมือนกัน คือเป็นรหัสที่ร้านค้าตั้งเอง ซึ่งต่างจาก Product ID ที่แพลตฟอร์มสร้างให้
ระบบจัดการสต็อกจะเอา SKU ตัวนี้ไปจับคู่ว่า “เสื้อดำไซส์ L บน Shopee” กับ “เสื้อดำไซส์ L บน TikTok Shop” คือของชิ้นเดียวกันในคลัง ถ้ากรอก SKU สองฝั่งไม่ตรงกัน แม้ต่างกันแค่ขีดเดียว ระบบจะมองว่าเป็นสินค้าคนละตัว ผลที่ตามมาคือ
- สต็อกไม่ลดพร้อมกัน ลูกค้าบนอีกแพลตฟอร์มยังกดซื้อได้ทั้งที่ของหมดแล้ว (oversell)
- ร้านต้องยกเลิกออเดอร์ ซึ่งกระทบคะแนนร้านและ performance
- รายงานยอดขายแยกเป็นหลายรหัส วิเคราะห์ยาก
ร้านที่ฝากสินค้ากับ MyCloud Fulfillment จะเห็นปัญหานี้ชัดขึ้น เพราะระบบอัปเดตสต็อกไปทุกช่องทางทุก 3 นาที โดยจับคู่ด้วย SKU ถ้า SKU ตรงกัน สต็อกทุกช่องทางจะขยับพร้อมกันเกือบเรียลไทม์ อ่านเพิ่มเติมได้ที่ การจัดการสต็อกสินค้าหลายช่องทาง
เตรียม SKU ก่อนส่งสินค้าเข้าคลัง Fulfillment
เมื่อร้านใช้บริการคลังสินค้าออนไลน์ (Fulfillment) ร้านค้าเป็นคนตั้ง SKU เอง แล้วคลังจะรับเข้า จัดเก็บ หยิบ และแพ็กตาม SKU นั้นทุกขั้นตอน ความเรียบร้อยของ SKU ตั้งแต่ต้นจึงส่งผลตรงกับความแม่นของออเดอร์
Checklist ก่อนส่งของเข้าคลัง
- สินค้าทุก variant มี SKU ของตัวเอง ไม่มีตัวไหนว่าง
- ไม่มี SKU ซ้ำกันในทะเบียนของร้าน
- 1 SKU ผูกกับ 1 บาร์โค้ด ห้ามใช้บาร์โค้ดเดียวกับสินค้าต่างสีหรือต่างไซส์
- SKU ในระบบคลังตรงกับ Seller SKU บนทุกมาร์เก็ตเพลส
- ชื่อสินค้าในใบนำส่งตรงกับ SKU (เช่น SKU บอก BK แต่ชื่อเขียน “สีขาว” แบบนี้ไม่ได้)
- สินค้าที่มี LOT หรือวันหมดอายุ แจ้งข้อมูลตั้งแต่ตอนส่งเข้า
- สินค้าที่ยังไม่มีบาร์โค้ด แจ้งทีมคลังล่วงหน้าก่อนส่งเข้า
ทำไมต้องละเอียดขนาดนี้: ในคลัง MyCloud พนักงานใช้เครื่องสแกน (Handheld) สแกนบาร์โค้ดตอนหยิบและแพ็ก เพื่อยืนยันว่าสินค้าตรงกับ SKU ในออเดอร์ และทุกออเดอร์มีวิดีโอบันทึกตอนแพ็กไว้ตรวจสอบย้อนหลัง ระบบเหล่านี้ทำงานได้แม่นที่สุดเมื่อ SKU กับบาร์โค้ดถูกต้องตั้งแต่วันแรก
หลังสินค้าเข้าคลังแล้ว ร้านดูการเคลื่อนไหวของแต่ละ SKU ได้ (รับเข้า ตัดออก ปรับยอด) ผ่านรายงาน SKU Movement และเช็กสต็อกได้ตลอด
SKU, Barcode, EAN/UPC ต่างกันยังไง
| SKU | Barcode (บาร์โค้ด) | EAN / UPC | |
|---|---|---|---|
| คืออะไร | รหัสภายในร้าน | รูปแบบแท่งหรือ QR ที่เครื่องสแกนอ่านได้ | มาตรฐานตัวเลขของบาร์โค้ดสินค้าสากล |
| ใครกำหนด | ร้านค้าตั้งเอง | แล้วแต่ว่าเข้ารหัสอะไรไว้ | ต้องขอเลขจาก GS1 (ในไทยคือ GS1 Thailand) |
| รูปแบบ | ตัวอักษร + ตัวเลข อ่านออก | แท่งเส้น / QR | EAN-13 = 13 หลัก, UPC-A = 12 หลัก (ตัวเลขล้วน) |
| ซ้ำกับร้านอื่นได้ไหม | ได้ เพราะใช้แค่ในร้าน | ขึ้นกับรหัสที่ใส่ | ไม่ได้ เป็นเลขเฉพาะทั่วโลก |
| ใช้ทำอะไร | นับสต็อก, จับคู่สินค้าข้ามแพลตฟอร์ม | สแกนเร็ว ลดการพิมพ์ผิด | ขายในห้าง / ร้านค้าปลีก, ระบุสินค้าระดับสากล |
| ตัวอย่าง | TSH-01-BK-L | (แท่งบาร์โค้ด) | 885xxxxxxxxxx |
สรุปง่ายๆ: SKU คือ “ชื่อ” ที่ร้านตั้ง ส่วนบาร์โค้ดคือ “วิธีอ่าน” ด้วยเครื่อง ร้านออนไลน์หลายร้านทำบาร์โค้ดจาก SKU ของตัวเอง (เช่น Code 128) โดยไม่ต้องจด EAN ถ้าไม่ได้ขายเข้าห้าง
6 ข้อผิดพลาดในการตั้ง SKU ที่ทำให้สต็อกพัง
- SKU ซ้ำกัน สินค้าสองตัวใช้รหัสเดียว สต็อกจะรวมกันจนแยกไม่ออก
- ยาวเกินไป เช่น
TSHIRT-BASIC-COTTON-BLACK-LARGEพิมพ์ยาก อ่านบนสติกเกอร์ไม่ทัน ควรอยู่ที่ราว 8–15 ตัวอักษร - ใช้สัญลักษณ์พิเศษหรือเว้นวรรค เช่น /, &, # บางระบบอ่านผิดหรือตัดทิ้ง ใช้แค่ A–Z, 0–9 และขีด –
- เปลี่ยน SKU กลางทาง ประวัติยอดขายและสต็อกเดิมจะขาดตอน และต้องตามแก้ทุกแพลตฟอร์ม
- ใช้แค่เลขรัน เช่น
000123ระบบอ่านได้ แต่คนอ่านไม่ออกว่าคือสินค้าอะไร ทำให้แพ็กผิดง่าย - ใช้บาร์โค้ดโรงงานตัวเดียวกับทุก variant โรงงานบางเจ้าใช้บาร์โค้ดเดียวกับทุกสี ถ้าเอามาใช้เป็น SKU ตรงๆ คลังจะแยกสีไม่ได้ ต้องตั้ง SKU และบาร์โค้ดแยกเอง
Template ตั้ง SKU (ก๊อปไปใช้ได้เลย)
ตารางตัวย่อกลาง (ตัวอย่าง)
| ประเภท | ค่า | ตัวย่อ |
|---|---|---|
| หมวด | เสื้อยืด / เสื้อเชิ้ต / กางเกง | TSH / SHT / PNT |
| สี | ดำ / ขาว / กรมท่า / เทา / แดง | BK / WH / NV / GY / RD |
| ไซส์ | S / M / L / XL | S / M / L / XL |
| ขนาดบรรจุ | 30 ml / 60 เม็ด / แพ็ก 2 | 30 / 60 / P2 |
ทะเบียน SKU (ให้ทุกคนในร้านใช้ไฟล์เดียวกัน)
| SKU | ชื่อสินค้า | บาร์โค้ด | ตรงทุกแพลตฟอร์มแล้ว |
|---|---|---|---|
| TSH-01-BK-M | เสื้อยืด Basic สีดำ ไซส์ M | ☐ | |
| TSH-01-BK-L | เสื้อยืด Basic สีดำ ไซส์ L | ☐ | |
| TSH-01-WH-M | เสื้อยืด Basic สีขาว ไซส์ M | ☐ |
สรุป
SKU คือรหัสสินค้าที่ร้านตั้งเองเพื่อแยกทุกรุ่น สี และไซส์ออกจากกัน มันเป็นพื้นฐานของการนับสต็อก การแพ็กให้ถูก และการขายหลายช่องทางโดยสต็อกไม่เพี้ยน หลักง่ายๆ คือ โครงสร้างเดียวทั้งร้าน, ไม่ซ้ำ, สั้นอ่านง่าย, ตรงกันทุกแพลตฟอร์ม และ 1 SKU ต่อ 1 บาร์โค้ด
ถ้าร้านของคุณตั้ง SKU เรียบร้อยแล้ว และอยากให้การเก็บ หยิบ แพ็ก และส่งเป็นระบบตาม SKU ทุกขั้นตอน MyCloud Fulfillment มีคลังสินค้าพร้อมระบบสแกนบาร์โค้ดทุกออเดอร์ วิดีโอแพ็กสินค้าทุกกล่อง และสต็อกที่ sync กับทุกช่องทางการขายทุก 3 นาที
ปรึกษาฟรี ไม่มีสัญญาผูกมัด
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ SKU
SKU ย่อมาจาก Stock Keeping Unit แปลว่า “หน่วยเก็บสินค้า” คือรหัสที่ร้านตั้งเองเพื่อแยกสินค้าแต่ละรายการในสต็อก
ไม่มีกฎตายตัว แต่แนะนำราว 8–15 ตัวอักษร สั้นพอให้พิมพ์และอ่านบนสติกเกอร์ได้ง่าย และยาวพอจะใส่หมวด สี และไซส์ครบ
ไม่แนะนำ บาร์โค้ดหลายประเภทและระบบบางตัวไม่รองรับภาษาไทย ทำให้เกิดปัญหาตอนสแกนหรือส่งข้อมูลระหว่างระบบ ใช้ A–Z, 0–9 และขีดกลางจะปลอดภัยที่สุด
ทำได้ แต่ควรเลี่ยง เพราะต้องแก้ทุกแพลตฟอร์มและระบบคลังให้ตรงกัน และประวัติยอดขายเดิมอาจขาดตอน ถ้าจำเป็นต้องเปลี่ยน ให้ทำทีเดียวทุกช่องทางในช่วงออเดอร์น้อย
ควรเหมือนกัน ถ้าใช้ระบบเชื่อมสต็อกหลายช่องทางหรือฝากของไว้กับคลัง Fulfillment เพราะระบบใช้ SKU จับคู่สินค้า ถ้าไม่ตรงกัน สต็อกจะไม่ sync และเสี่ยงขายเกิน
ร้านสามารถสร้างบาร์โค้ดจาก SKU ของตัวเองได้ (เช่น แบบ Code 128) โดยไม่ต้องจด EAN ถ้าไม่ได้ขายเข้าห้าง และถ้าจะส่งสินค้าเข้าคลัง Fulfillment ให้แจ้งทีมคลังล่วงหน้าว่าสินค้าตัวไหนยังไม่มีบาร์โค้ด
จำเป็น โดยเฉพาะถ้าสินค้ามีหลายสีหลายไซส์ หรือขายมากกว่า 1 ช่องทาง การตั้ง SKU ตั้งแต่ตอนสินค้ายังน้อยง่ายกว่ามาไล่แก้ตอนมีหลายร้อยรายการ
