Knowledge Center

ส่งของผิดให้ลูกค้า ทำอย่างไรดี มีวิธีการป้องกันอย่างไรบ้าง

ส่งของผิดให้ลูกค้า ทำอย่างไรดี

สำหรับคนทำธุรกิจออนไลน์แล้ว การจัดการออเดอร์ให้ถูกต้องแม่นยำคือหัวใจสำคัญ แต่บางครั้งข้อผิดพลาดก็อาจเกิดขึ้นได้ ปัญหาการขายของออนไลน์ โดยเฉพาะปัญหาส่งของผิดให้ลูกค้า ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความรู้สึกของลูกค้า ความน่าเชื่อถือของแบรนด์และอาจทำให้ร้านค้าต้องเสียทั้งเวลาและต้นทุนในการแก้ไข MyCloud Fulfillment เราเข้าใจปัญหานี้ดี ในบทความนี้จึงได้รวบรวมแนวทางรับมือเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน พร้อมแนะนำวิธีการป้องกันที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้การบริหารจัดการร้านค้าของคุณราบรื่น ไร้กังวลเรื่องการจัดส่ง  

ส่งของผิดให้ลูกค้า ทำอย่างไรดี

หากพบว่าเกิดปัญหาส่งของผิดให้ลูกค้าขึ้น สิ่งแรกที่ควรทำคือตั้งสติและดำเนินการแก้ไขอย่างรวดเร็วที่สุด การจัดการสถานการณ์อย่างมืออาชีพและใส่ใจ ไม่เพียงช่วยคลี่คลายปัญหา แต่ยังสามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสในการสร้างความประทับใจและความไว้วางใจจากลูกค้าได้อีกด้วย มาดูกันว่าควรรับมืออย่างไร เพื่อรักษาความพึงพอใจและความเชื่อมั่นจากลูกค้าไว้ได้อย่างมืออาชีพ

ขอโทษลูกค้าอย่างจริงใจ

เพราะการสื่อสารคือสิ่งสำคัญที่สุด รีบติดต่อลูกค้าผ่านช่องทางที่สะดวกที่สุด ไม่ว่าจะเป็น โทรศัพท์ อีเมลหรือผ่านช่องทาง Chat Commerce ต่าง ๆ เพื่อแจ้งให้ทราบถึงข้อผิดพลาดและกล่าวคำขอโทษอย่างจริงใจ แสดงความเข้าใจถึงความไม่สะดวกที่เกิดขึ้นกับลูกค้า การแสดงความเห็นอกเห็นใจและยอมรับผิดอย่างตรงไปตรงมาจะช่วยลดความไม่พอใจของลูกค้าลงได้ แม้จะต้องเผชิญกับกรณีที่ลูกค้าไม่ส่งคืน สินค้าที่ส่งผิดไปก็ตาม การเริ่มต้นด้วยความจริงใจคือสิ่งที่ดีที่สุดเสมอ  

ตรวจสอบรายละเอียดในการจัดส่งอีกครั้ง

หลังจากที่ได้ขอโทษลูกค้าแล้ว ขั้นตอนต่อไป คือการกลับมาตรวจสอบข้อมูลภายในระบบของร้านค้าอย่างละเอียดทันที เช็กตั้งแต่รายละเอียดคำสั่งซื้อ (SKU สินค้า, จำนวน, รุ่น, สี, ขนาด) ที่อยู่จัดส่ง ข้อมูลการแพ็กสินค้า เทียบกับสิ่งที่ส่งออกไปจริง เพื่อหาสาเหตุของข้อผิดพลาดว่าเกิดจากขั้นตอนใด การทำความเข้าใจต้นตอของปัญหาส่งของผิดให้ลูกค้า จะช่วยให้แก้ไขได้ตรงจุดและป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำรอยเดิม  

แสดงความรับผิดชอบ

คำขอโทษเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ การแสดงความรับผิดชอบอย่างเป็นรูปธรรม คือสิ่งที่จะช่วยเยียวยาความรู้สึกของลูกค้าและรักษาความสัมพันธ์ที่ดีไว้ได้ ร้านค้าควรเสนอทางแก้ไขที่ชัดเจนและยุติธรรม ซึ่งโดยทั่วไปมี 2 แนวทางหลัก ๆ ดังนี้ 

  • ส่งสินค้าที่ถูกต้องให้ใหม่โดยเร็วที่สุด ดำเนินการจัดส่งสินค้าที่ถูกต้องไปให้ลูกค้าใหม่ทันที โดยอาจแจ้งให้ลูกค้าทราบว่าจะจัดการเรื่องการรับสินค้าที่ส่งผิดคืนอย่างไร หรือในหลาย ๆ กรณี โดยเฉพาะกับสินค้ามูลค่าไม่สูง หรือเพื่อลดความยุ่งยาก อาจแจ้งให้ลูกค้าเก็บสินค้าชิ้นเดิมไว้ได้เลย วิธีนี้มักเป็นทางออกที่ดีเมื่อเจอสถานการณ์ ส่งของผิด ลูกค้าไม่ส่งคืน
  • เสนอคืนเงินเต็มจำนวน หากลูกค้าไม่สะดวกรับสินค้าใหม่หรือสินค้าที่ถูกต้องหมดสต๊อก การคืนเงินค่าสินค้าพร้อมค่าจัดส่ง (ถ้ามี) ให้ลูกค้าเต็มจำนวน เป็นอีกทางเลือกที่แสดงความรับผิดชอบอย่างชัดเจน หรืออาจเสนอเป็นส่วนลดพิเศษสำหรับการสั่งซื้อครั้งต่อไป เพื่อเป็นการชดเชยและรักษาฐานลูกค้าไว้   

มาตราการป้องกันการส่งสินค้าผิดให้ลูกค้า ทำได้อย่างไรบ้าง 

กันไว้ดีกว่าแก้ คือหลักการสำคัญในการบริหารจัดการร้านค้าออนไลน์ การวางระบบป้องกันที่มีประสิทธิภาพตั้งแต่ต้น จะช่วยลดโอกาสเกิดปัญหาส่งของผิดให้ลูกค้าได้อย่างมาก ซึ่งไม่เพียงช่วยรักษาชื่อเสียงและความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้า แต่ยังช่วยประหยัดต้นทุน เวลาและทรัพยากรที่ต้องใช้ในการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุอีกด้วย และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาเหล่านี้ รวมทั้งสร้างประสบการณ์การซื้อที่ดีให้แก่ลูกค้า สามารถทำได้ ดังนี้

ทำงานด้วยระบบ Barcode ทุกขั้นตอน

ตรวจเช็กคำสั่งซื้ออย่างถี่ถ้วน

ความผิดพลาดมักเริ่มต้นจากการไม่ได้ตรวจสอบข้อมูลให้ดีพอ ก่อนเริ่มกระบวนการหยิบสินค้า (Picking) ทุกครั้ง ต้องมีการตรวจสอบรายละเอียดในคำสั่งซื้อให้ถูกต้อง 100% ทั้งชื่อสินค้า รหัส SKU จำนวน คุณลักษณะเฉพาะต่าง ๆ เช่น สี ขนาด หรือรุ่น เทียบกับข้อมูลในระบบหรือใบสั่งซื้อ การมีระบบ Double Check หรือให้พนักงานอีกคนช่วยตรวจสอบซ้ำในออเดอร์ที่มีความซับซ้อน สามารถช่วยลดความผิดพลาดได้

เช็กสินค้าให้ครบถ้วนก่อนปิดกล่องแพ็ก

ขั้นตอนการแพ็กสินค้า (Packing) ถือเป็นปราการด่านสุดท้ายก่อนพัสดุจะออกจากร้าน ควรมีการตรวจสอบสินค้าที่จะบรรจุลงกล่อง เทียบกับใบรายการสินค้า (Packing List หรือ Invoice) อีกครั้งอย่างละเอียด เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าถูกต้อง ครบถ้วน ตรงตามที่ลูกค้าสั่งทุกประการ การตรวจสอบซ้ำในขั้นตอนนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันไม่ให้เกิดการส่งของผิดให้ลูกค้า  

ใช้บริการระบบ Fulfillment

สำหรับร้านค้าออนไลน์ที่ต้องการยกระดับการจัดการออเดอร์ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดและลดข้อผิดพลาดให้เหลือน้อยที่สุด การเลือกใช้บริการคลังสินค้าออนไลน์ Fulfillment คือคำตอบที่ดีที่สุด MyCloud Fulfillment ให้บริการจัดการคลังสินค้าและออเดอร์แบบครบวงจร ด้วยระบบการทำงานที่เป็นมาตรฐานสากล เราลดความเสี่ยงในการส่งของผิดให้ลูกค้า ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ตั้งแต่การใช้ระบบบาร์โค้ด (Barcode) สแกนเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของสินค้าในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การรับเข้า การจัดเก็บ การหยิบ (Picking) ไปจนถึงการแพ็ก (Packing) ทำให้มั่นใจได้ว่าสินค้าที่จัดส่งถูกต้องตามออเดอร์ ยิ่งไปกว่านั้น เรายังมีกล้อง CCTV บันทึกกระบวนการทำงานในขั้นตอนการแพ็กสินค้าทุกกล่อง ซึ่งสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ทีละออเดอร์ เพิ่มความโปร่งใสและตรวจสอบได้หากเกิดปัญหา ช่วยให้คุณหมดกังวลเรื่องการจัดการสต็อกและการจัดส่ง มุ่งเน้นไปที่การเติบโตของธุรกิจได้อย่างเต็มที่ ลดปัญหากวนใจอย่างการส่งของผิดให้ลูกค้าหรือกรณีลูกค้าไม่ส่งคืนได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

สินค้าถึงลูกค้าอย่างปลอดภัย 

สรุปบทคความ 

ปัญหาส่งของผิดให้ลูกค้า แม้จะเป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากให้เกิด แต่ก็สามารถจัดการได้อย่างมืออาชีพด้วยการสื่อสารที่รวดเร็ว จริงใจและแสดงความรับผิดชอบอย่างเหมาะสม อย่างไรก็ตาม การป้องกันย่อมดีกว่าการแก้ไขเสมอ การตรวจสอบออเดอร์และสินค้าอย่างรอบคอบในทุกขั้นตอนเป็นสิ่งสำคัญ และการเลือกใช้เทคโนโลยีและบริการจากผู้เชี่ยวชาญอย่าง MyCloud Fulfillment ที่มีทั้งระบบบาร์โค้ดและกล้อง CCTV ควบคุมความแม่นยำ จะช่วยยกระดับการจัดการออเดอร์ของคุณให้ราบรื่น ลดข้อผิดพลาด สร้างความพึงพอใจสูงสุดให้ลูกค้า และขับเคลื่อนธุรกิจออนไลน์ของคุณให้เติบโตอย่างยั่งยืน  

บทความที่เกี่ยวข้อง

อ่านเพิ่มเติม

ขายของออนไลน์ เสียภาษีอย่างไร? พร้อม 4 วิธีลดต้นทุน ประหยัดภาษีก่อนสิ้นปีนี้!

ขายของออนไลน์ ไม่มีหน้าร้านต้องเสียภาษีหรือไม่ ? ในปัจจุบันมีหลาย ๆ คนเริ่มเป็นพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์กันมากขึ้น โดยช่องทางยอดฮิตก็หนีไม่พ้น TikTok Shop, Lazada และ Shopee แน่นอนค่ะ พอเริ่มมีรายได้มากขึ้น สงสัยกันไหมคะว่าขายบน Marketplace แบบนี้ต้องเสียภาษีหรือไม่ เสียอย่างไร ? MyCloud รวบรวมมาให้ไว้หมดแล้ว พร้อมวิธีการยื่นภาษีไปอ่านกันได้เลยค่ะ   ไม่ว่าขายออนไลน์ช่องทางใดก็แล้วแต่ ต้องเสียภาษีนะคะ ถึงแม้ว่ายอดของคุณจะไม่ถึง 1,800,000 ต่อปี แต่ยื่นไว้ก่อนก็ไม่เสียหาย ไม่อย่างนั้นอาจโดนสุ่มเรียกย้อนหลังได้ค่ะ แล้วสรรพากรรู้ข้อมูลของเราได้อย่างไร? แน่นอนค่ะว่าผู้ให้บริการทางการเงินของเรา เป็นผู้ส่งให้กับทางสรรพากรโดยจะมีหลักเกณฑ์ คือมีเงินเข้าในบัญชีของเราเกิด 3,000 ครั้งต่อปี/ผู้ให้บริการ โดยผู้ให้บริการทางการเงินไม่ใช่ธนาคารต่าง ๆ แต่นับรวมถึง Lazada Shopee และกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Wallet) ด้วยเช่นกัน หากไม่ถึง 3,000 ครั้งแต่มากกว่า 400 ครั้งต่อปี และมียอดเงินเข้าดังกล่าวรวมแล้วเกิน 2 ล้านบาทขึ้นไปก็โดนส่งข้อมูลให้สรรพากรนะคะ เพราะฉะนั้นยื่นภาษี และเก็บหลักฐานไว้ให้ครบถ้วนสบายใจที่สุดค่ะ   ขายของออนไลน์ ต้องเสียภาษีแบบไหน?  […]

Mid Month Sale เจาะลึก insight ที่คนขายออนไลน์ต้องรู้ !

แม้ว่าแคมเปญ Double Day อย่าง 2.2, 3.3 หรือ 4.4 จะเป็นช่วงเวลาทองของเหล่านักช้อปออนไลน์ที่หลายคนรู้จักดี แต่ยังมีอีกหนึ่งช่วงเวลาที่มักถูกมองข้ามไป นั่นคือ “Mid Month Sale” หรือแคมเปญกลางเดือน โดยเฉพาะวันที่ 15 ที่หลายแพลตฟอร์มยังคงเดินหน้าจัดโปรโมชั่นอย่างต่อเนื่องเพื่อกระตุ้นยอดขาย แต่คำถามสำคัญก็คือ… แคมเปญ Mid Month ยังเวิร์กอยู่ไหม? ผู้บริโภคยังช้อปกันเยอะอยู่หรือเปล่า? แล้วร้านค้าออนไลน์ควรให้ความสำคัญกับช่วงนี้แค่ไหน?บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกเทรนด์นักช้อปช่วงกลางเดือน พร้อมเปิดสถิติเปอร์เซ็นต์ออเดอร์จริงจากระบบหลังบ้านของคลังสินค้าออนไลน์ รวมถึงกลยุทธ์เด็ดในการเพิ่มยอดขายช่วง Mid Month ที่ร้านค้าออนไลน์ไม่ควรพลาดถ้าอยากโกยกำไรให้ได้มากที่สุดในช่วงกลางเดือนนี้! Mid Month Sale คืออะไร? แคมเปญลดราคาช่วงกลางเดือนที่จัดขึ้นโดยแพลตฟอร์มต่าง ๆ เช่น Lazada, Shopee หรือแม้แต่แบรนด์ออนไลน์เอง เพื่อกระตุ้นยอดขายในช่วงที่คนมักใช้จ่ายน้อยหลังต้นเดือน โดยมักมีโปรโมชั่นแรง เช่น โค้ดลดเพิ่ม, Flash Sale, ส่งฟรี หรือของแถม เพื่อดึงดูดให้ลูกค้ากลับมาช้อปอีกครั้งก่อนสิ้นเดือน และช่วยให้ร้านค้าเคลียร์สต๊อกหรือเร่งยอดได้ในช่วงเวลากลางเดือนที่มักเงียบกว่าช่วง Double Day นั่นเอง รู้ลึก! จากออเดอร์จริงช่วง […]

การทำธุรกิจแบบ B2C B2B และ B2B2C ต่างกันยังไง?

ปัจจุบันนี้ธุรกิจส่วนใหญ่นั้นมักจะเจาะกลุ่มตลาดออนไลน์ และให้ความสำคัญกับธุรกิจ E-commerce มากยิ่งขึ้น ทำให้เกิดการเปลี่ยนรูปแบบในการทำธุรกิจ จากเดิมที่มักจะเห็นธุรกิจแบบ B2C จนชินตา เปลี่ยนมาเป็น ธุรกิจแบบ B2B และ B2B2C เรามาทำความรู้จักธุรกิจทั้งสามแบบ ว่าคืออะไร เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร ? กันดีกว่าครับ   B2B คืออะไร B2B หรือ Business-to-Business คือการทำการค้าระหว่างธุรกิจทำกับธุรกิจด้วยกัน โดยมีจุดประสงค์เพื่อ ตอบสนองความต้องการทางธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นด้านวัตถุดิบ การผลิตสินค้า หรือการบริการ เพื่อประโยชน์หรือการพัฒนาธุจกิจขององค์กร โดยไม่ใช่การนำไปเพื่ออุปโภคหรือบริโภคเอง เช่น การซื้อผ้ามาเพื่อผลิตเสื้อ ธุรกิจ B2B ที่พบเห็นกันได้บ่อย ๆ ส่วนใหญ่ก็เป็นธุรกิจด้านขนส่งอย่าง DHL เป็นต้น ซึ่ง B2B ก็คล้ายกับ B2C ที่ขยายจากตลาดออฟไลน์มาสู่ตลาดออนไลน์ แต่ต่างกันตรงที่ การทำงานจะเปลี่ยนจาก ระหว่างลูกค้าและเจ้าของธุรกิจ มาเป็น เจ้าของธุรกิจและเจ้าของธุรกิจ โดยการนำระบบออนไลน์นั้นมาประยุกต์ใช้กับธุรกิจทั้งสองรูปแบบ แต่ธุรกิจแบบ B2B สามารถต่อยอดไปได้ไกลยิ่งขึ้นผ่านระบบ […]

ขายของออนไลน์ เสียภาษีอย่างไร? พร้อม 4 วิธีลดต้นทุน ประหยัดภาษีก่อนสิ้นปีนี้!

ขายของออนไลน์ ไม่มีหน้าร้านต้องเสียภาษีหรือไม่ ? ในปัจจุบันมีหลาย ๆ คนเริ่มเป็นพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์กันมากขึ้น โดยช่องทางยอดฮิตก็หนีไม่พ้น TikTok Shop, Lazada และ Shopee แน่นอนค่ะ พอเริ่มมีรายได้มากขึ้น สงสัยกันไหมคะว่าขายบน Marketplace แบบนี้ต้องเสียภาษีหรือไม่ เสียอย่างไร ? MyCloud รวบรวมมาให้ไว้หมดแล้ว พร้อมวิธีการยื่นภาษีไปอ่านกันได้เลยค่ะ   ไม่ว่าขายออนไลน์ช่องทางใดก็แล้วแต่ ต้องเสียภาษีนะคะ ถึงแม้ว่ายอดของคุณจะไม่ถึง 1,800,000 ต่อปี แต่ยื่นไว้ก่อนก็ไม่เสียหาย ไม่อย่างนั้นอาจโดนสุ่มเรียกย้อนหลังได้ค่ะ แล้วสรรพากรรู้ข้อมูลของเราได้อย่างไร? แน่นอนค่ะว่าผู้ให้บริการทางการเงินของเรา เป็นผู้ส่งให้กับทางสรรพากรโดยจะมีหลักเกณฑ์ คือมีเงินเข้าในบัญชีของเราเกิด 3,000 ครั้งต่อปี/ผู้ให้บริการ โดยผู้ให้บริการทางการเงินไม่ใช่ธนาคารต่าง ๆ แต่นับรวมถึง Lazada Shopee และกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Wallet) ด้วยเช่นกัน หากไม่ถึง 3,000 ครั้งแต่มากกว่า 400 ครั้งต่อปี และมียอดเงินเข้าดังกล่าวรวมแล้วเกิน 2 ล้านบาทขึ้นไปก็โดนส่งข้อมูลให้สรรพากรนะคะ เพราะฉะนั้นยื่นภาษี และเก็บหลักฐานไว้ให้ครบถ้วนสบายใจที่สุดค่ะ   ขายของออนไลน์ ต้องเสียภาษีแบบไหน?  […]

Mid Month Sale เจาะลึก insight ที่คนขายออนไลน์ต้องรู้ !

แม้ว่าแคมเปญ Double Day อย่าง 2.2, 3.3 หรือ 4.4 จะเป็นช่วงเวลาทองของเหล่านักช้อปออนไลน์ที่หลายคนรู้จักดี แต่ยังมีอีกหนึ่งช่วงเวลาที่มักถูกมองข้ามไป นั่นคือ “Mid Month Sale” หรือแคมเปญกลางเดือน โดยเฉพาะวันที่ 15 ที่หลายแพลตฟอร์มยังคงเดินหน้าจัดโปรโมชั่นอย่างต่อเนื่องเพื่อกระตุ้นยอดขาย แต่คำถามสำคัญก็คือ… แคมเปญ Mid Month ยังเวิร์กอยู่ไหม? ผู้บริโภคยังช้อปกันเยอะอยู่หรือเปล่า? แล้วร้านค้าออนไลน์ควรให้ความสำคัญกับช่วงนี้แค่ไหน?บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกเทรนด์นักช้อปช่วงกลางเดือน พร้อมเปิดสถิติเปอร์เซ็นต์ออเดอร์จริงจากระบบหลังบ้านของคลังสินค้าออนไลน์ รวมถึงกลยุทธ์เด็ดในการเพิ่มยอดขายช่วง Mid Month ที่ร้านค้าออนไลน์ไม่ควรพลาดถ้าอยากโกยกำไรให้ได้มากที่สุดในช่วงกลางเดือนนี้! Mid Month Sale คืออะไร? แคมเปญลดราคาช่วงกลางเดือนที่จัดขึ้นโดยแพลตฟอร์มต่าง ๆ เช่น Lazada, Shopee หรือแม้แต่แบรนด์ออนไลน์เอง เพื่อกระตุ้นยอดขายในช่วงที่คนมักใช้จ่ายน้อยหลังต้นเดือน โดยมักมีโปรโมชั่นแรง เช่น โค้ดลดเพิ่ม, Flash Sale, ส่งฟรี หรือของแถม เพื่อดึงดูดให้ลูกค้ากลับมาช้อปอีกครั้งก่อนสิ้นเดือน และช่วยให้ร้านค้าเคลียร์สต๊อกหรือเร่งยอดได้ในช่วงเวลากลางเดือนที่มักเงียบกว่าช่วง Double Day นั่นเอง รู้ลึก! จากออเดอร์จริงช่วง […]

การทำธุรกิจแบบ B2C B2B และ B2B2C ต่างกันยังไง?

ปัจจุบันนี้ธุรกิจส่วนใหญ่นั้นมักจะเจาะกลุ่มตลาดออนไลน์ และให้ความสำคัญกับธุรกิจ E-commerce มากยิ่งขึ้น ทำให้เกิดการเปลี่ยนรูปแบบในการทำธุรกิจ จากเดิมที่มักจะเห็นธุรกิจแบบ B2C จนชินตา เปลี่ยนมาเป็น ธุรกิจแบบ B2B และ B2B2C เรามาทำความรู้จักธุรกิจทั้งสามแบบ ว่าคืออะไร เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร ? กันดีกว่าครับ   B2B คืออะไร B2B หรือ Business-to-Business คือการทำการค้าระหว่างธุรกิจทำกับธุรกิจด้วยกัน โดยมีจุดประสงค์เพื่อ ตอบสนองความต้องการทางธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นด้านวัตถุดิบ การผลิตสินค้า หรือการบริการ เพื่อประโยชน์หรือการพัฒนาธุจกิจขององค์กร โดยไม่ใช่การนำไปเพื่ออุปโภคหรือบริโภคเอง เช่น การซื้อผ้ามาเพื่อผลิตเสื้อ ธุรกิจ B2B ที่พบเห็นกันได้บ่อย ๆ ส่วนใหญ่ก็เป็นธุรกิจด้านขนส่งอย่าง DHL เป็นต้น ซึ่ง B2B ก็คล้ายกับ B2C ที่ขยายจากตลาดออฟไลน์มาสู่ตลาดออนไลน์ แต่ต่างกันตรงที่ การทำงานจะเปลี่ยนจาก ระหว่างลูกค้าและเจ้าของธุรกิจ มาเป็น เจ้าของธุรกิจและเจ้าของธุรกิจ โดยการนำระบบออนไลน์นั้นมาประยุกต์ใช้กับธุรกิจทั้งสองรูปแบบ แต่ธุรกิจแบบ B2B สามารถต่อยอดไปได้ไกลยิ่งขึ้นผ่านระบบ […]