Knowledge Center

Shopee ส่งด่วนคืออะไร? วิธีจัดการออเดอร์ให้ทันรอบด้วย Fulfillment

Shopee ส่งด่วนคืออะไร วิธีจัดการออเดอร์ให้ทันรอบด้วย Fulfillment

เมื่อลูกค้ากดสั่งซื้อบน Shopee เวลาที่ร้านค้าใช้ก่อนส่งมอบพัสดุให้ขนส่งมีผลโดยตรงต่อประสบการณ์ของลูกค้า หากร้านค้าหยิบสินค้าช้า แพ็กไม่ทัน หรือมีสต๊อกในระบบแต่สินค้าจริงหมด ออเดอร์อาจล่าช้าหรือถูกยกเลิกได้ก่อนที่ขนส่งจะเริ่มนำจ่ายเสียอีก

ดังนั้น การ “ส่งเร็ว” ไม่ได้ขึ้นอยู่กับบริษัทขนส่งเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มตั้งแต่ระบบหลังบ้านของร้านค้า ตั้งแต่รับออเดอร์ ตรวจสอบสต๊อก หยิบสินค้า แพ็ก พิมพ์ใบปะหน้า ไปจนถึงส่งมอบพัสดุภายในเวลาที่กำหนด

สำหรับร้านค้าที่มีออเดอร์จำนวนมากหรือขายหลายแพลตฟอร์ม การใช้ Fulfillment ที่เชื่อมต่อกับ Shopee จึงช่วยลดงานซ้ำ ลดออเดอร์ตกหล่น และเพิ่มโอกาสจัดส่งได้ทัน SLA ของแพลตฟอร์ม

สรุปสั้น ๆ: หากต้องการส่ง Shopee ให้เร็ว ร้านค้าต้องลดเวลาตั้งแต่ “ออเดอร์เข้า” ถึง “ขนส่งรับพัสดุ” ไม่ใช่เร่งเฉพาะขั้นตอนแพ็กของ

Shopee Express, SPX Express และ Shopee ส่งด่วน เหมือนกันหรือไม่?

คำเหล่านี้มักถูกใช้ปะปนกัน แต่ในทางปฏิบัติอาจหมายถึงบริการคนละประเภท การแยกให้ออกช่วยให้ร้านค้าวางแผนเตรียมพัสดุและสื่อสารกับลูกค้าได้ถูกต้อง

SPX Express

SPX Express คือผู้ให้บริการขนส่งพัสดุที่รองรับร้านค้าออนไลน์และธุรกิจทั่วไป มีทั้งจุดส่งพัสดุ บริการเข้ารับพัสดุ และระบบติดตามสถานะออนไลน์ สำหรับคำสั่งซื้อบน Shopee ระบบอาจกำหนดให้ SPX Express เป็นหนึ่งในผู้ให้บริการภายใต้ Standard Delivery โดยขึ้นอยู่กับพื้นที่ ประเภทสินค้า และเงื่อนไขของแพลตฟอร์ม

Standard Delivery

Standard Delivery คือรูปแบบจัดส่งมาตรฐานของ Shopee ซึ่งอาจดำเนินการโดย SPX Express หรือบริษัทขนส่งอื่นที่แพลตฟอร์มรองรับ ศูนย์ช่วยเหลือ Shopee ระบุกรอบเวลาจัดส่งภายในประเทศโดยประมาณ หลังขนส่งรับพัสดุ ดังนี้

  • กรุงเทพฯ และปริมณฑล: ประมาณ 1–2 วันทำการ
  • ต่างจังหวัด: ประมาณ 2–4 วันทำการ
  • พื้นที่ห่างไกล: ประมาณ 3–5 วันทำการ

ระยะเวลาดังกล่าวยังไม่รวมเวลาที่ร้านค้าใช้เตรียมสินค้า จึงยิ่งตอกย้ำว่าความเร็วในคลังเป็นส่วนสำคัญของประสบการณ์จัดส่ง

Express Delivery – ส่งด่วน

Express Delivery เป็นตัวเลือกส่งด่วนสำหรับสินค้า ร้านค้า และพื้นที่ที่เข้าเงื่อนไข ผู้ซื้อจะเห็นตัวเลือกนี้พร้อมค่าจัดส่งและเวลาที่คาดว่าจะได้รับบนหน้าสินค้าหรือหน้าชำระเงิน ข้อมูลในศูนย์ช่วยเหลือ Shopee ระบุว่า พัสดุ Express Delivery ส่งได้ครั้งละ 1 กล่อง น้ำหนักไม่เกิน 20 กิโลกรัม แต่ละด้านไม่เกิน 45 เซนติเมตร และพื้นที่ให้บริการบางจังหวัดอาจครอบคลุมเฉพาะบางอำเภอ

หมายเหตุ: เงื่อนไข พื้นที่ ค่าบริการ และช่วงเวลาส่งมอบอาจเปลี่ยนแปลงได้ ร้านค้าควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดใน Seller Centre และหน้าคำสั่งซื้อของบัญชีตนเองทุกครั้ง

3 ความแตกต่างประเภทขนส่งใน Shopee

ทำไมร้านค้าต้องส่งออเดอร์ Shopee ให้ทันเวลา?

1. ลดโอกาสที่คำสั่งซื้อจะถูกยกเลิก

ถ้าร้านค้าเตรียมสินค้าไม่ทันกรอบเวลาของแพลตฟอร์ม ออเดอร์อาจถูกยกเลิก ทำให้เสียทั้งรายได้ ต้นทุนการตลาด และโอกาสได้ลูกค้าใหม่

2. สร้างประสบการณ์ที่ดีให้ลูกค้า

ลูกค้าไม่ได้แยกเสมอไปว่าความล่าช้าเกิดจากร้านค้าหรือบริษัทขนส่ง หากได้รับสินค้าช้า ประสบการณ์เชิงลบมักตกอยู่กับชื่อร้านและแบรนด์โดยตรง

3. ลดคำถามติดตามพัสดุ

เมื่อออเดอร์เข้าสู่กระบวนการจัดส่งเร็ว ลูกค้าจะเห็นเลขติดตามและสถานะเคลื่อนไหวเร็วขึ้น ช่วยลดข้อความ “ส่งหรือยัง” และลดภาระทีมบริการลูกค้า

4. รองรับยอดขายช่วงแคมเปญ

ยอดขายช่วง Payday, Double Day หรือแคมเปญใหญ่อาจเพิ่มขึ้นหลายเท่าภายในเวลาอันสั้น หากไม่มีระบบและกำลังคนสำรอง งานจะค้างตั้งแต่ขั้นตอนหยิบสินค้า

ทำไมร้านค้าต้องส่งออเดอร์ Shopee ให้ทันเวลา?

อะไรทำให้ร้านค้าส่ง Shopee ไม่ทันรอบ?

  • ออเดอร์กระจายหลายช่องทาง: ทีมงานต้องเปิดหลายระบบและเสี่ยงรับออเดอร์ช้า
  • สต๊อกไม่ตรงกับสินค้าจริง: รับออเดอร์เกินจำนวนจนเกิด Backorder หรือยกเลิกคำสั่งซื้อ
  • ใช้เวลาเดินหาสินค้านาน: ไม่มีตำแหน่งจัดเก็บชัดเจนและพึ่งความจำของพนักงาน
  • กระบวนการแพ็กตรวจสอบไม่ได้: สินค้าคล้ายกัน สีหรือขนาดต่างกันเพียงเล็กน้อยอาจถูกส่งผิด
  • จัดลำดับออเดอร์ไม่เป็นระบบ: ทีมคลังไม่รู้ว่าออเดอร์ใดใกล้หมด SLA
  • พิมพ์ใบปะหน้าและจัดการขนส่งด้วยมือ: เกิดงานซ้ำและเสี่ยงพลาดเวลาตัดรอบ

7 วิธีจัดการออเดอร์ Shopee ให้เร็วและแม่นยำขึ้น

1. เชื่อมร้านค้าเข้ากับระบบ OMS

Order Management System หรือ OMS ช่วยดึงออเดอร์จาก Shopee และช่องทางอื่นเข้าสู่ระบบเดียวโดยอัตโนมัติ ทีมงานจึงไม่ต้องคัดลอกข้อมูลหรือสลับหลายหน้าจอ

2. ใช้สต๊อกกลางสำหรับทุกช่องทาง

ระบบควรตัดและอัปเดตสต๊อกตามออเดอร์จริง พร้อมกำหนด Stock Buffer เพื่อกันสินค้าจำนวนหนึ่งไม่ให้ถูกขายเกิน ลดความเสี่ยง Backorder และการยกเลิกคำสั่งซื้อ

3. กำหนดตำแหน่งจัดเก็บอย่างชัดเจน

Warehouse Management System หรือ WMS ควรระบุตำแหน่งของแต่ละ SKU และช่วยสร้างเส้นทางหยิบที่เหมาะสม ลดเวลาเดินและช่วยให้พนักงานใหม่ทำงานได้โดยไม่ต้องพึ่งความจำ

4. ตรวจสอบสินค้าด้วยบาร์โค้ด

การสแกนบาร์โค้ดระหว่างหยิบและแพ็กช่วยตรวจสอบ SKU จำนวน และคำสั่งซื้อให้ตรงกัน ลดความผิดพลาดก่อนปิดกล่อง

5. แบ่งออเดอร์ตาม SLA

ออเดอร์ที่ใกล้หมดเวลาจัดส่งควรถูกจัดลำดับก่อน ระบบที่มองเห็น Deadline ของแต่ละรายการจะช่วยให้ทีมคลังรู้ว่าต้องเร่งงานใด โดยไม่ต้องไล่ตรวจด้วยมือ

6. เตรียมกำลังคนสำหรับยอดขายพุ่ง

ใช้ข้อมูลยอดขายย้อนหลังเพื่อคาดการณ์จำนวนออเดอร์ และวางกำลังคน บรรจุภัณฑ์ รวมถึงพื้นที่แพ็กล่วงหน้าก่อนเริ่มแคมเปญ

7. ตรวจสอบเวลาตัดรอบจากระบบจริง

เวลาตัดรอบอาจแตกต่างตามประเภทบริการ พื้นที่ วันหยุด หรือข้อกำหนดของบัญชีร้านค้า ข้อมูลใน Seller Centre และหน้าคำสั่งซื้อจึงควรเป็นแหล่งอ้างอิงหลักเสมอ

ใช้ Fulfillment ส่ง Shopee ดีกว่าแพ็คเองอย่างไร?

Fulfillment ไม่ได้หมายถึงการจ้างคนมาแพ็กสินค้าแทนเท่านั้น แต่เป็นการนำคลัง ทีมปฏิบัติการ และระบบจัดการออเดอร์มาเชื่อมเป็นกระบวนการเดียว เมื่อมีออเดอร์จาก Shopee ระบบจะดึงข้อมูล ตรวจสอบสต๊อก ส่งงานให้คลัง หยิบและแพ็กสินค้าตามเงื่อนไข ก่อนเตรียมส่งมอบให้บริษัทขนส่งและอัปเดตสถานะกลับไปยังช่องทางขาย

  • ลดเวลาตั้งแต่ออเดอร์เข้าจนพร้อมส่ง
  • ลดงานคีย์ข้อมูลซ้ำและออเดอร์ตกหล่น
  • ลดปัญหาหยิบผิด แพ็กผิด และส่งผิด
  • มองเห็นสต๊อกและสถานะออเดอร์แบบรวมศูนย์
  • รองรับยอดขายที่เพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องสร้างคลังเอง
  • มีข้อมูลย้อนหลังสำหรับตรวจสอบในระดับออเดอร์และ SKU
ใช้ Fulfillment ส่ง Shopee ดีกว่าแพ็คเองอย่างไร?

ร้านค้าแบบไหนควรใช้ Fulfillment?

  • เจ้าของร้านหรือทีมขายต้องหยุดทำการตลาดเพื่อมาแพ็กของ
  • ออเดอร์ตกหล่นหรือแพ็กไม่ทันในช่วงแคมเปญ
  • มีสินค้าหลาย SKU และเริ่มหยิบผิดบ่อย
  • ขายหลายแพลตฟอร์มแต่ใช้สต๊อกกองเดียวกัน
  • ต้องจ้างคนเพิ่มทุกครั้งที่ยอดขายพุ่ง
  • ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าออเดอร์ล่าช้าอยู่ขั้นตอนใด
  • ต้องการขยายยอดขาย แต่พื้นที่และทีมหลังบ้านรองรับไม่ไหว

MyCloud Fulfillment ช่วยจัดการออเดอร์ Shopee อย่างไร?

MyCloud Fulfillment ดูแลกระบวนการหลังบ้านตั้งแต่รับสินค้า จัดเก็บ หยิบ แพ็ก และเตรียมจัดส่ง พร้อมระบบ OMS และ WMS ที่ทำงานเชื่อมต่อกัน ระบบรองรับ Shopee, Lazada, TikTok Shop, LINE SHOPPING, Shopify และช่องทางอื่น ช่วยดึงออเดอร์และอัปเดตข้อมูลโดยอัตโนมัติ

  • รวมออเดอร์จากหลายช่องทางไว้ในระบบเดียว
  • ใช้สต๊อกกลางร่วมกัน พร้อม Stock Buffer เพื่อลดโอกาสขายเกิน
  • จัดการออเดอร์ตาม SLA เพื่อลดความเสี่ยงส่งล่าช้า
  • ตรวจสอบการรับเข้า หยิบ และแพ็กด้วยระบบบาร์โค้ด
  • ติดตามสถานะย้อนหลังได้ในระดับ SKU และผู้ดำเนินการ
  • รองรับการบริหารสินค้าแบบ EXP, MFG และ LOT
  • มี Dashboard สำหรับติดตามยอดขาย สต๊อก และประสิทธิภาพการแพ็ก
  • คิดค่าบริการตามการใช้งานจริงและไม่มีสัญญาผูกมัดระยะยาว

นอกจากนี้ MyCloud มีประสบการณ์ในธุรกิจโลจิสติกส์ 30 ปี และ E-Commerce Fulfillment 10 ปี ให้บริการลูกค้ากว่า 1,000 ราย และได้รับเลือกเป็นส่วนหนึ่งของ Shopee Certified (Operations)

MyCloud Fulfillment ช่วยจัดการออเดอร์ Shopee อย่างไร?

สรุป: ส่ง Shopee ให้เร็ว ต้องเริ่มจากระบบหลังบ้านที่พร้อม

บริษัทขนส่งเป็นเพียงช่วงปลายของกระบวนการ ออเดอร์จะถึงมือลูกค้าเร็วไม่ได้ หากร้านค้ายังเสียเวลาดึงออเดอร์ด้วยมือ เช็กสต๊อกหลายระบบ เดินหาสินค้า หรือแพ็กโดยไม่มีขั้นตอนตรวจสอบ

การเชื่อม Shopee เข้ากับ OMS, WMS และกระบวนการ Fulfillment ช่วยให้ทุกขั้นตอนตั้งแต่ออเดอร์เข้าไปจนถึงพร้อมส่งทำงานต่อเนื่องกัน ร้านค้าจึงส่งสินค้าได้เร็วและแม่นยำขึ้น พร้อมรองรับยอดขายที่เติบโตโดยไม่ต้องแบกรับภาระคลังและทีมแพ็กทั้งหมดด้วยตนเอง

หากธุรกิจของคุณกำลังเจอปัญหาแพ็กไม่ทัน ออเดอร์ตกหล่น หรือสต๊อกหลายช่องทางไม่ตรงกัน สามารถ ปรึกษาทีม MyCloud Fulfillment ฟรี เพื่อประเมินรูปแบบการจัดการคลังและออเดอร์ที่เหมาะกับธุรกิจ

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

A: ชื่อ Shopee Express เป็นชื่อที่ผู้ใช้งานจำนวนมากคุ้นเคย ส่วนแบรนด์ผู้ให้บริการปัจจุบันใช้ชื่อ SPX Express อย่างไรก็ตาม “Express Delivery – ส่งด่วน” เป็นรูปแบบบริการจัดส่งของ Shopee และไม่ควรตีความว่าเหมือนกับ Standard Delivery ที่ดำเนินการโดย SPX Express ทุกกรณี

A: Shopee ระบุเวลาโดยประมาณหลังขนส่งรับพัสดุไว้ที่ 1–2 วันทำการสำหรับกรุงเทพฯ และปริมณฑล, 2–4 วันสำหรับต่างจังหวัด และ 3–5 วันสำหรับพื้นที่ห่างไกล ระยะเวลาจริงขึ้นอยู่กับพื้นที่ บริษัทขนส่ง และสถานการณ์ในช่วงนั้น

A: ไม่มีเวลาตัดรอบเดียวที่ใช้ได้กับทุกคำสั่งซื้อ เพราะอาจขึ้นอยู่กับประเภทบริการ วันสั่งซื้อ พื้นที่ และเงื่อนไขของบัญชีร้านค้า ควรตรวจ “วันที่ต้องจัดส่ง” และ Deadline ของแต่ละออเดอร์ใน Seller Centre เป็นหลัก

A: สาเหตุอาจเกิดจากร้านค้าไม่ได้เปิดบริการ สินค้าหรือพัสดุเกินข้อกำหนด ที่อยู่ไม่อยู่ในพื้นที่ให้บริการ หรือระยะทางเกินเงื่อนไขที่แพลตฟอร์มกำหนด

A: ได้ ระบบ Fulfillment ที่รองรับ Shopee สามารถดึงออเดอร์ ส่งงานให้คลัง ตัดสต๊อก และอัปเดตสถานะโดยอัตโนมัติ ความสามารถจริงอาจแตกต่างตามผู้ให้บริการและสิทธิ์ API ของแพลตฟอร์ม

A: Fulfillment ช่วยลดเวลาและความผิดพลาดในขั้นตอนหลังบ้าน แต่ผลลัพธ์ยังขึ้นอยู่กับสต๊อกพร้อมขาย เวลาที่ออเดอร์เข้า เงื่อนไข SLA วันหยุด ปริมาณออเดอร์ และการเข้ารับพัสดุของบริษัทขนส่ง ร้านค้าควรตรวจ SLA ที่ผู้ให้บริการตกลงไว้ก่อนตัดสินใจ

บทความที่เกี่ยวข้อง

อ่านเพิ่มเติม

JWD จับมือ MyCloudFulfillment สู่อันดับ 1 คลังสินค้าออนไลน์ในไทย&อาเซียน

เมื่อวันที่ 28 ก.ย. 64 ที่ผ่านมา JWD Group และ MyCloudFulfillment ของเรา ได้เปิดตัวคลังสินค้าออนไลน์พร้อมบริการ Fulfillment เก็บ แพ็ค ส่งแบบครบวงจร ด้วยพื้นที่กว้างกว่า 6,500 ตารางเมตร โดยการขยายพื้นที่ครั้งนี้บอกได้เลยค่ะว่า ใหญ่กว่าเดิม กว้างกว่าเดิม พร้อมให้บริการธุรกิจออนไลน์ ให้เรื่องการขายออนไลน์ของคุณเป็นเรื่องง่าย ขายของได้ ไม่ต้องห่วงสต็อกและสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนไปพร้อม ๆ กับการเติบโตของตลาด E-Commerce ในปัจจุบันนี้ค่ะ วันนี้นอกจากจะแนะนำให้รู้จักกับคลังสินค้าใหม่ รวมถึงบริการของเราแล้ว เรายังมีภาพคลังสินค้า JWD x MyCloudFulfillment มาฝากกันด้วยค่ะ ทำไมต้อง JWD ?           เพราะ JWD มีประสบการณ์กว่า 42 ปี ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์แบบครบวงจรในอาเซียน และมีความเชี่ยวชาญด้านคลังสินค้า ด้วยคลังสินค้าในเครือ ทั้งคลังทั่วไป คลังสินค้าปลอดภาษี และคลังสินค้าห้องเย็นขนาดใหญ่ที่สุดที่ครอบคลุมทำเลยุทธศาสตร์ต่าง ๆ นอกจากนี้ยังเป็นผู้นำด้านการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อประโยชน์สูงสุดในการบริหารจัดการซัพพลายเชนที่เป็นประโยชน์ และมีเครือข่าย และพาร์ทเนอร์ที่แข็งแกร่งทั้งในไทย […]

ไขข้อสงสัย KPI กับ OKRs ต่างกันอย่างไร ?

          ไขข้อสงสัย KPI กับ OKRs ต่างกันอย่างไร ?       OKRs ที่หลาย ๆ บริษัทกำลังให้ความสนใจ เป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนองค์กรให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุดจริงหรือไม่? แล้วเป็นเครื่องมือที่ใช้ประเมินผลที่บริษัทต่าง ๆ ใช้กันอย่าง KPI หรือเปล่า? จากนั้นก็เริ่มตั้งคำถามกันล่ะครับว่าสรุปตัวไหนได้ผลดีกว่ากัน? หลายคนอ่านมาถึงตรงนี้ยิ่งคิ้วขมวดไปกันใหญ่ เพราะยังไม่ค่อยสนิทกับทั้ง 2 อย่างเลย งั้นวันนี้ ผมจะพาไปรู้จักกับ KPI และ OKRs ฉบับเข้าใจง่าย ว่ามันคืออะไร และมีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร รวมถึงมันจะช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพขึ้นได้อย่างไรกันครับ        KPI คืออะไร?           KPI ย่อมาจาก Key Performance Indicator เป็นตัวชี้วัดความสำเร็จหรือความก้าวหน้า เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินการขององค์กร หรือแม้แต่ประเมินการทำงานของตัวบุคคลว่ามีศักยภาพเพียงใด โดยเทียบผลการทำงานกับมาตรฐานหรือเป้าหมายที่ได้ตกลงกันไว้ ซึ่งถือว่าเป็นตัวชี้วัดที่น่าเชื่อถือมากครับ เพราะผลที่ออกมาจะอยู่ในรูปของตัวเลขหรือเป็นรูปธรรมที่เห็นได้ชัดและสามารถอ้างอิงได้ ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าเจ้า […]

เจ้าของธุรกิจออนไลน์ควรรู้! เปิดร้านขายของใน Shopee เสียค่าอะไรบ้าง?

ในยุคที่การช้อปปิ้งออนไลน์กำลังเฟื่องฟู Shopee กลายเป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซยอดนิยมที่ผู้ประกอบการหลายคนเลือกเป็นช่องทางในการขายสินค้า แต่หลายคนอาจยังไม่ทราบว่าการขายของใน Shopee มีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง วันนี้เราจะมาไขข้อข้องใจเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ที่ผู้ขายต้องจ่ายเมื่อเปิดร้านบน Shopee เพื่อให้คุณสามารถวางแผนธุรกิจและคำนวณต้นทุนได้อย่างแม่นยำ พร้อมแล้วมาดูกันว่าขายของใน Shopee เสียค่าอะไรบ้าง   ขายของใน shopee เสียค่าอะไรบ้าง ก่อนที่จะเริ่มขายสินค้าบน Shopee ผู้ขายควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ที่จะต้องจ่าย เพื่อให้สามารถตั้งราคาสินค้าได้อย่างเหมาะสมและทำกำไรได้ตามเป้าหมาย มาดูกันว่ามีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง   1. ค่าธรรมเนียมจากการขาย การขายของใน Shopee มีค่าธรรมเนียมการขายที่แตกต่างกันตามประเภทของร้านค้าและหมวดหมู่สินค้า ซึ่งทางช้อปปี้จะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในส่วนนี้จากทั้ง Shopee Seller ที่ลงขายแบบ Mall Sellers และ Non-Mall Sellers นั้น ทางช้อปปี้จะเริ่มเก็บค่าธรรมเนียมเมื่อได้รับคำสั่งซื้อและจัดการคำสั่งซื้อจนเสร็จ ซึ่งจะเก็บค่าธรรมเนียมตามประเภทของสินค้า ดังนี้ หมวดหมู่สินค้า Shopee Mall Seller (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) Non-Mall Seller(รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) สินค้าในหมวดหมู่อิเล็กทรอนิกส์ 9% – 11% 8% สินค้าในหมวดหมู่อิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ […]

JWD จับมือ MyCloudFulfillment สู่อันดับ 1 คลังสินค้าออนไลน์ในไทย&อาเซียน

เมื่อวันที่ 28 ก.ย. 64 ที่ผ่านมา JWD Group และ MyCloudFulfillment ของเรา ได้เปิดตัวคลังสินค้าออนไลน์พร้อมบริการ Fulfillment เก็บ แพ็ค ส่งแบบครบวงจร ด้วยพื้นที่กว้างกว่า 6,500 ตารางเมตร โดยการขยายพื้นที่ครั้งนี้บอกได้เลยค่ะว่า ใหญ่กว่าเดิม กว้างกว่าเดิม พร้อมให้บริการธุรกิจออนไลน์ ให้เรื่องการขายออนไลน์ของคุณเป็นเรื่องง่าย ขายของได้ ไม่ต้องห่วงสต็อกและสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนไปพร้อม ๆ กับการเติบโตของตลาด E-Commerce ในปัจจุบันนี้ค่ะ วันนี้นอกจากจะแนะนำให้รู้จักกับคลังสินค้าใหม่ รวมถึงบริการของเราแล้ว เรายังมีภาพคลังสินค้า JWD x MyCloudFulfillment มาฝากกันด้วยค่ะ ทำไมต้อง JWD ?           เพราะ JWD มีประสบการณ์กว่า 42 ปี ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์แบบครบวงจรในอาเซียน และมีความเชี่ยวชาญด้านคลังสินค้า ด้วยคลังสินค้าในเครือ ทั้งคลังทั่วไป คลังสินค้าปลอดภาษี และคลังสินค้าห้องเย็นขนาดใหญ่ที่สุดที่ครอบคลุมทำเลยุทธศาสตร์ต่าง ๆ นอกจากนี้ยังเป็นผู้นำด้านการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อประโยชน์สูงสุดในการบริหารจัดการซัพพลายเชนที่เป็นประโยชน์ และมีเครือข่าย และพาร์ทเนอร์ที่แข็งแกร่งทั้งในไทย […]

ไขข้อสงสัย KPI กับ OKRs ต่างกันอย่างไร ?

          ไขข้อสงสัย KPI กับ OKRs ต่างกันอย่างไร ?       OKRs ที่หลาย ๆ บริษัทกำลังให้ความสนใจ เป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนองค์กรให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุดจริงหรือไม่? แล้วเป็นเครื่องมือที่ใช้ประเมินผลที่บริษัทต่าง ๆ ใช้กันอย่าง KPI หรือเปล่า? จากนั้นก็เริ่มตั้งคำถามกันล่ะครับว่าสรุปตัวไหนได้ผลดีกว่ากัน? หลายคนอ่านมาถึงตรงนี้ยิ่งคิ้วขมวดไปกันใหญ่ เพราะยังไม่ค่อยสนิทกับทั้ง 2 อย่างเลย งั้นวันนี้ ผมจะพาไปรู้จักกับ KPI และ OKRs ฉบับเข้าใจง่าย ว่ามันคืออะไร และมีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร รวมถึงมันจะช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพขึ้นได้อย่างไรกันครับ        KPI คืออะไร?           KPI ย่อมาจาก Key Performance Indicator เป็นตัวชี้วัดความสำเร็จหรือความก้าวหน้า เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินการขององค์กร หรือแม้แต่ประเมินการทำงานของตัวบุคคลว่ามีศักยภาพเพียงใด โดยเทียบผลการทำงานกับมาตรฐานหรือเป้าหมายที่ได้ตกลงกันไว้ ซึ่งถือว่าเป็นตัวชี้วัดที่น่าเชื่อถือมากครับ เพราะผลที่ออกมาจะอยู่ในรูปของตัวเลขหรือเป็นรูปธรรมที่เห็นได้ชัดและสามารถอ้างอิงได้ ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าเจ้า […]

เจ้าของธุรกิจออนไลน์ควรรู้! เปิดร้านขายของใน Shopee เสียค่าอะไรบ้าง?

ในยุคที่การช้อปปิ้งออนไลน์กำลังเฟื่องฟู Shopee กลายเป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซยอดนิยมที่ผู้ประกอบการหลายคนเลือกเป็นช่องทางในการขายสินค้า แต่หลายคนอาจยังไม่ทราบว่าการขายของใน Shopee มีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง วันนี้เราจะมาไขข้อข้องใจเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ที่ผู้ขายต้องจ่ายเมื่อเปิดร้านบน Shopee เพื่อให้คุณสามารถวางแผนธุรกิจและคำนวณต้นทุนได้อย่างแม่นยำ พร้อมแล้วมาดูกันว่าขายของใน Shopee เสียค่าอะไรบ้าง   ขายของใน shopee เสียค่าอะไรบ้าง ก่อนที่จะเริ่มขายสินค้าบน Shopee ผู้ขายควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ที่จะต้องจ่าย เพื่อให้สามารถตั้งราคาสินค้าได้อย่างเหมาะสมและทำกำไรได้ตามเป้าหมาย มาดูกันว่ามีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง   1. ค่าธรรมเนียมจากการขาย การขายของใน Shopee มีค่าธรรมเนียมการขายที่แตกต่างกันตามประเภทของร้านค้าและหมวดหมู่สินค้า ซึ่งทางช้อปปี้จะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในส่วนนี้จากทั้ง Shopee Seller ที่ลงขายแบบ Mall Sellers และ Non-Mall Sellers นั้น ทางช้อปปี้จะเริ่มเก็บค่าธรรมเนียมเมื่อได้รับคำสั่งซื้อและจัดการคำสั่งซื้อจนเสร็จ ซึ่งจะเก็บค่าธรรมเนียมตามประเภทของสินค้า ดังนี้ หมวดหมู่สินค้า Shopee Mall Seller (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) Non-Mall Seller(รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) สินค้าในหมวดหมู่อิเล็กทรอนิกส์ 9% – 11% 8% สินค้าในหมวดหมู่อิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ […]