Knowledge Center

ทำไมร้านออนไลน์ขาดทุนทั้งที่ยอดขายดี? เจาะลึก 5 ต้นทุนซ่อนเร้นที่ต้องรู้ ถ้าไม่อยากเหนื่อยฟรี

ทำไมร้านออนไลน์ขาดทุนทั้งที่ยอดขายดี? เจาะลึก 5 ต้นทุนซ่อนเร้นที่ต้องรู้ ถ้าไม่อยากเหนื่อยฟรี

“วันแคมเปญออเดอร์ทะลักหลักพัน แต่พอสิ้นเดือนทำไมเงินในบัญชีไม่เหลือเลย?” นี่คือคำถามสุดคลาสสิกที่เจ้าของร้านออนไลน์หลายคนกำลังเผชิญครับ ความเข้าใจผิดอันดับหนึ่งของการทำธุรกิจ E-Commerce คือการคิดว่า “ยอดขาย (Revenue) เท่ากับ กำไร (Profit)” แต่ในความเป็นจริง ยิ่งคุณขายได้มากเท่าไหร่ หากระบบหลังบ้านไม่แข็งแรง “ต้นทุนแฝง” หรือ Hidden Costs ก็จะยิ่งบานปลายตามไปด้วย

บทความนี้ MyCloud Fulfillment จะพาคุณไปเจาะลึกว่า กำไรที่หายไปนั้นแท้จริงแล้วรั่วไหลไปกับอะไรบ้าง และคุณจะอุดรอยรั่วเหล่านี้ได้อย่างไรครับ

ต้นทุนแฝง (Hidden Costs) คืออะไร?

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนที่สุด ให้จินตนาการถึง “ภูเขาน้ำแข็ง (Iceberg)” ครับ เวลาคนทำธุรกิจออนไลน์คำนวณกำไร ส่วนใหญ่มักจะมองเห็นแค่ “ยอดเขาน้ำแข็งที่พ้นน้ำ” (ต้นทุนที่มองเห็นได้ชัดเจน) เช่น:

  • ค่าต้นทุนสินค้า (Cost of Goods Sold)
  • ค่าแอดโฆษณา (Marketing)
  • ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม Shopee/TikTok
  • ค่าขนส่งต่อชิ้น

แต่สิ่งที่ทำให้ร้านค้า “ขายดีแต่เจ๊ง” หรือเหนื่อยฟรี มักจะมาจาก “ก้อนน้ำแข็งมหึมาที่ซ่อนอยู่ใต้น้ำ” ซึ่งก็คือ ต้นทุนแฝง (Hidden Costs) ครับ มันคือรายจ่ายที่ไม่ได้ถูกจดลงในบัญชีรายวันแบบเป๊ะๆ เกิดขึ้นจากความไม่มีประสิทธิภาพในการทำงาน และมักจะถูกบวกเพิ่มเข้าไปเรื่อยๆ โดยที่เราไม่รู้ตัว

7 ต้นทุนแฝง (Hidden Costs) ตัวการดูดกำไรที่เจ้าของธุรกิจมักมองข้าม

ลองกางบัญชีร้านค้าของคุณดูครับว่า กำไรที่ควรจะได้ แต่กลับหายไปกับ 5 หลุมพรางนี้โดยที่คุณไม่รู้ตัวอยู่หรือไม่ครับ

1. ต้นทุนฝันร้าย: “ของตีกลับ” และ “แพ็คผิดไซส์” (Return & Human Error Costs)

ออเดอร์ที่ถูกตีกลับ (โดยเฉพาะการเก็บเงินปลายทาง COD) คือการขาดทุนแบบ 100% เพราะสิ่งที่คุณเสียไปฟรีๆ คือ ค่ากล่องพัสดุ ค่ากันกระแทก ค่าเทปกาว และค่าแรงพนักงาน ซ้ำร้ายหากพนักงานรีบแพ็คจนส่งของผิดไซส์ ผิดสี คุณต้องเสียค่าส่งรอบสองเพื่อเปลี่ยนของให้ลูกค้า และอาจต้องรับสภาพสินค้าชิ้นแรกที่กลายเป็นของมือสองไปโดยปริยาย

  • ค่าเสียโอกาส: สินค้าชิ้นที่ถูกตีกลับมา อาจจะกล่องบุบหรือสภาพไม่ 100% จนต้องนำมาเลหลังขายขาดทุน
  • ค่าเสียชื่อเสียง: ลูกค้าอาจไปรีวิว 1 ดาว ทำให้ลูกค้าคนอื่นไม่กล้าซื้อต่อ

2. ต้นทุนแรงงานส่วนเกิน (Hidden Labor Cost)

ช่วงแคมเปญ Double Day หรือไลฟ์สดไวรัล ออเดอร์จะพุ่งกระฉูด เวลาออเดอร์ปกติ พนักงาน 2 คนทำไหว แต่พอจัดโปร 11.11 ออเดอร์ทะลัก คุณต้องจ่ายค่า OT ให้พนักงานอยู่ดึก หรือจ้างพาร์ทไทม์มาช่วยแพ็ค ซึ่งพาร์ทไทม์มักจะทำงานช้าและเสี่ยงแพ็คผิดเพราะไม่ชินระบบ นี่คือเงินที่ไหลออกจากกระเป๋าคุณเงียบๆ

3. สต็อกพัง: “สต็อกจม” และ “ขายของทิพย์” (Inventory Mismanagement)

สต็อกจม (Dead Stock): สั่งของมาตุนไว้เยอะเกินไปเพราะประเมินยอดขายพลาด เงินทุนของคุณจึงไปกองอยู่กับของที่ขายไม่ออก

ขายของทิพย์ (Overselling): ขายหลายช่องทางแต่ไม่ได้ตัดสต็อกรวมกัน ลูกค้าโอนเงินมาแล้วแต่ของหมด ต้องโอนคืน เสียทั้งค่าธรรมเนียม เสียเวลา และเสียความรู้สึกลูกค้า (โอกาสกลับมาซื้อซ้ำ = 0)

4. โดนแพลตฟอร์มลงโทษ เพราะส่งช้าผิด SLA (Penalty & Visibility Drop)

เมื่อแพ็คไม่ทัน ส่งของช้ากว่ากฎที่ Shopee, Lazada หรือ TikTok Shop กำหนด ร้านของคุณจะโดนหักคะแนนความประพฤติ ผลที่ตามมาคือ การถูกปิดกั้นการมองเห็น (Shadowban) และถูกถอดป้ายร้านค้าแนะนำ ซึ่งเท่ากับเป็นการตัดยอดขายในอนาคตของคุณทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย

5. ต้นทุนเวลาของ “เจ้าของธุรกิจ” (Opportunity Cost)

นี่คือต้นทุนที่แพงที่สุด! แทนที่คุณจะได้เอาเวลาไปคิดโปรโมชัน หาสินค้าใหม่ หรือทำคอนเทนต์การตลาด คุณกลับต้องมานั่งห่อบับเบิ้ล พิมพ์ใบปะหน้า และตอบแชทลูกค้าที่ทวงของ เวลาที่สูญเสียไปกับการทำ Operation เหล่านี้ คือกำไรที่คุณควรจะหาได้เพิ่มครับ

6. ต้นทุนวัสดุสิ้นเปลืองที่คำนวณพลาด (Packaging Waste)

บับเบิ้ลที่พันหนาเกินความจำเป็น สก๊อตเทปที่แปะซ้ำซ้อน หรือการสั่งซื้อกล่องพัสดุมาตุนไว้เยอะๆ แล้วไม่ได้ใช้จนฝุ่นเกาะหรือเปื่อยยุ่ย สิ่งเหล่านี้คือเงินทุนที่จมไปกับสต็อกอุปกรณ์แพ็คกิ้งครับ

7. ต้นทุนพื้นที่และสต็อกจม (Space & Dead Stock)

การเอาบ้านหรือคอนโดมาทำเป็นโกดังเก็บของ แม้คุณจะไม่ได้จ่ายค่าเช่าเพิ่ม แต่มันคือการเสียพื้นที่ใช้สอยส่วนตัว (ซึ่งมีมูลค่า) และหากจัดการสต็อกไม่ดี มีของหมดอายุหรือตกเทรนด์ค้างโกดัง นั่นก็คือเงินก้อนโตที่ละลายหายไปครับ

อุดรอยรั่ว คืนกำไรให้ธุรกิจ ด้วยระบบจาก MyCloud Fulfillment

วิธีแก้ปัญหาที่ยั่งยืนที่สุด ไม่ใช่การจ้างคนเพิ่ม หรือเช่าโกดังใหญ่ขึ้น แต่คือการใช้ “ระบบ Fulfillment ที่ได้มาตรฐาน” เปลี่ยนต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) ที่บานปลาย ให้กลายเป็นต้นทุนผันแปร (Variable Cost) ที่ควบคุมได้จ่ายเท่าที่ขายจริง ที่ MyCloud Fulfillment เราช่วยอุดรอยรั่วให้ธุรกิจคุณได้ทันที

  • แพ็คเป๊ะ ไม่พลาด: เราใช้ระบบสแกนบาร์โค้ดทุกขั้นตอนก่อนลงกล่อง ลดปัญหาการส่งผิดชิ้น ผิดไซส์ให้เป็น 0%
  • สเกลได้ ไม่ต้องจ่าย OT: ไม่ว่าวันธรรมดาออเดอร์จะหลักสิบ หรือวันแคมเปญออเดอร์หลักหมื่น เรามีกำลังคนและระบบรองรับเสมอ คุณไม่ต้องแบกรับต้นทุนค่าแรงส่วนเกิน
  • API ตัดสต็อก Real-Time: บริหารสต็อกเดียวขายได้ทุกช่องทาง หมดปัญหาขายของทิพย์
  • ส่งไว ทัน SLA: อัปเดตสถานะรวดเร็ว รักษาคะแนนร้านค้าของคุณให้ยอดเยี่ยมอยู่เสมอ

ประหยัดคูณสอง! ได้ระบบหลังบ้านไปใช้ ฟรี!

MyCloud ไม่ได้ขายแค่ซอฟต์แวร์ แต่เราขายบริการ “ครบวงจร” หากคุณนำสินค้ามาฝากและใช้บริการ Fulfillment กับเรา คุณจะได้รับสิทธิ์ ใช้งานระบบจัดการออเดอร์และคลังสินค้า (OMS/WMS) ระดับ Enterprise ฟรีทันที ประหยัดทั้งค่าโปรแกรม และลดค่าจ้างพนักงานแพ็ค! ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญของเราเพื่อประเมินต้นทุนฟรี!

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

เมื่อมองแค่ “ค่าบริการแพ็คต่อชิ้น” อาจดูเหมือนเป็นรายจ่ายเพิ่มครับ แต่หากนำมาคำนวณเทียบกับ “ต้นทุนแฝง” (ค่ากล่องที่ต้องตุน, ค่าจ้างพนักงานที่ต้องจ่ายทุกเดือนไม่ว่ายอดจะดีหรือไม่, ค่าส่งของไปเปลี่ยนเมื่อแพ็คผิด) การใช้ Fulfillment แบบจ่ายตามการใช้งานจริง (Pay-per-use) จะช่วยให้คุณประหยัดกว่าและควบคุมกำไรสุทธิได้แม่นยำกว่ามากครับ

ช่วยได้แน่นอนครับ! ระบบ WMS ของ MyCloud มีฟีเจอร์การจัดการแบบ FEFO (First Expired, First Out) สินค้าล็อตไหนหมดอายุก่อน ระบบจะสั่งให้พนักงานหยิบล็อตนั้นไปแพ็คก่อนเสมอ ช่วยลดปัญหาสินค้าหมดอายุคาโกดัง (Dead Stock) ซึ่งเป็นการรักษาต้นทุนของคุณได้อย่างดีเยี่ยมครับ

บทความที่เกี่ยวข้อง

อ่านเพิ่มเติม

5 เช็คลิสต์ บริการ Fulfillment เก็บ แพ็ค ส่งตรงกับความต้องการของธุรกิจหรือไม่?

หากธุรกิจของคุณเติบโตและพร้อมไปต่อในตลาด E-Commerce ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดไม่ใช่แค่ถึงเวลาที่ต้องใช้บริการ Fulfillment แต่ต้องเลือกบริการที่ตอบโจทย์ที่สุด เพื่อความคุ้มค่าและเหมาะสมกับสินค้าของคุณ MyCloud  มี 5 เช็คลิสตสำคัญที่คุณต้องคำนึงถึง ดังนี้ ธุรกิจของคุณขายสินค้าประเภทใด? เพราะความต้องการของแต่ละธุรกิจไม่เหมือนกัน ดังนั้นเมื่อเลือกบริการ Fulfillment ผู้ประกอบการต้องคำนึงว่า บริการเหล่านั้นเหมาะสมแล้วหรือไม่กับธุรกิจของเรา เพราะธุรกิจบางประเภท มีความยุ่งยากในการดูแลรักษามากกว่า รวมถึงต้องคำนึงถึงวัน เวลาหมดอายุ และความเสื่อมสภาพของสินค้าเมื่อเก็บในคลังสินค้าอีกด้วย อาทิเช่น สินค้าอาหารเสริม หรือ สกินแคร์ รวมถึงผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม สินค้าเหล่านี้ต้องจัดเก็บในพื้นที่ที่มีการควบคุมอุณหภูมิ เพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ที่สำคัญ ภายในคลังสินค้าจะต้องมีระบบจัดการคลังสินค้า และระบบหยิบสินค้าพวกนี้เพื่อนำไปแพ็คส่งให้ลูกค้าไม่ว่าจะเป็น FIFO, LIFO, FEFO ตามความเหมาะสมของสินค้าประเภทต่าง ๆ  สำหรับที่ MyCloudFulfillment เรามีรูปแบบการหยิบสินค้าเพื่อส่งแพ็คแบบบาร์โค้ดค่ะ ซึ่งจะมีความแม่นยำและลดข้อผิดผลาดได้มากกว่าคุณทำเอง หรือระบบอื่น ๆ  และใช้การหยิบทั้งสามแบบ FIFO FEFO และ LIFO ตามความเหมาะสม หรือเลือกตามต้องการของผู้ประกอบการ  ยกตัวอย่างเช่น สกินแคร์ เครื่องสำอางอาหารเสริม หรืออาหารแห้งต่าง ๆ เราจะใช้การหยิบแบบ […]

Reserved Stock คืออะไร? รู้จักการกันสต๊อกแคมเปญ ตัวการที่อาจทำให้ร้านค้าขายเกินสต๊อก

Reserved Stock คือ จำนวนสินค้าที่ Marketplace กันออกจากสต๊อกพร้อมขายไว้ล่วงหน้า เพื่อใช้กับแคมเปญหรือช่องทางที่กำหนด เช่น Campaign Day และ Flash Sale ภายในระยะเวลาหนึ่ง แม้การกันสต๊อกจะช่วยให้แพลตฟอร์มมั่นใจว่าร้านค้ามีสินค้าเพียงพอสำหรับแคมเปญ แต่สำหรับร้านค้าที่ขายสินค้าหลายช่องทาง การไม่ได้นำ Reserved Stock มาคำนวณร่วมกับสต๊อกจริงอาจทำให้จำนวนสินค้าบนแต่ละแพลตฟอร์มไม่ตรงกัน และนำไปสู่ปัญหา Overselling หรือการขายเกินสต๊อกได้ Reserved Stock คืออะไร? Reserved Stock หรือ “สต๊อกที่ถูกกันไว้” คือสินค้าบางส่วนที่ Marketplace สำรองไว้สำหรับคำสั่งซื้อจากแคมเปญโดยเฉพาะ สินค้าจำนวนนี้จึงไม่ควรถูกนำไปขายซ้ำในช่องทางอื่น แม้ว่าสินค้าจะยังอยู่ในคลังจริงก็ตาม ตัวอย่างเช่น ร้านค้ามีสินค้า 100 ชิ้น และ Shopee กันไว้สำหรับแคมเปญ 50 ชิ้น สต๊อก 50 ชิ้นดังกล่าวยังอยู่ในคลัง แต่ถูกจัดสรรไว้รองรับยอดขายจากแคมเปญของ Shopee แล้ว ร้านค้าจึงไม่ควรมองว่ายังมีสินค้าพร้อมขายในช่องทางอื่นครบทั้ง 100 ชิ้น Reserved Stock […]

ทำความเข้าใจทุก Platform การขาย ช่องทางไหนเวิร์คสุด?

ธุรกิจออนไลน์ไปได้สวย ต้องเข้าใจทุก Platform การขาย           ธุรกิจ E-Commerce เติบโตขึ้นมาก ถึงมากที่สุดในปี2020 ยิ่งในช่วงวิกฤตแบบนี้ เพราะช่องทางออนไลน์ไม่ใช่แค่ตลาดเสมือนจริงที่จำลองโลกการซื้อขายไว้บนโลกออนไลน์ แต่เป็นช่องทางหลักอีกช่องทางหนึ่งที่ทำเงินให้ผู้ขายไม่แพ้การขายหน้าร้านเลย เผลอ ๆ มากกว่าด้วยซ้ำค่ะ ทั้งนี้เพราะ การขายออนไลน์ทำให้ผู้ขายเข้าถึงลูกค้ามากขึ้น และการซื้อของออนไลน์ หรือการใช้อินเตอร์เน็ตถือเป็นวิถีชีวิตของคนยุคใหม่ไปแล้ว และแน่นอนว่าทั้งผู้ซื้อและผู้ขายออนไลน์ต้องเคยซื้อขาย หรือเข้าไปในช่องทางต่าง ๆ เหล่านี้ 1. Social Media 2. E-Marketplace และ 3. บน Website ของแบรนด์ แล้วช่องทางไหนเป็นช่องทางที่ดี และเหมาะสมที่สุดในการขายกันแน่ วันนี้เราจะมาหาคำตอบไปพร้อม ๆ กันค่ะ           ตามสถิติแล้วช่องทางการขายที่มีมานาน และเป็นช่องทางแรก ๆ ที่คนลงขายของกันก็คือ Social Media ไม่ว่าจะเป็น Facebook ก็ดี Instagram, Twitter ก็ดี […]

5 เช็คลิสต์ บริการ Fulfillment เก็บ แพ็ค ส่งตรงกับความต้องการของธุรกิจหรือไม่?

หากธุรกิจของคุณเติบโตและพร้อมไปต่อในตลาด E-Commerce ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดไม่ใช่แค่ถึงเวลาที่ต้องใช้บริการ Fulfillment แต่ต้องเลือกบริการที่ตอบโจทย์ที่สุด เพื่อความคุ้มค่าและเหมาะสมกับสินค้าของคุณ MyCloud  มี 5 เช็คลิสตสำคัญที่คุณต้องคำนึงถึง ดังนี้ ธุรกิจของคุณขายสินค้าประเภทใด? เพราะความต้องการของแต่ละธุรกิจไม่เหมือนกัน ดังนั้นเมื่อเลือกบริการ Fulfillment ผู้ประกอบการต้องคำนึงว่า บริการเหล่านั้นเหมาะสมแล้วหรือไม่กับธุรกิจของเรา เพราะธุรกิจบางประเภท มีความยุ่งยากในการดูแลรักษามากกว่า รวมถึงต้องคำนึงถึงวัน เวลาหมดอายุ และความเสื่อมสภาพของสินค้าเมื่อเก็บในคลังสินค้าอีกด้วย อาทิเช่น สินค้าอาหารเสริม หรือ สกินแคร์ รวมถึงผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม สินค้าเหล่านี้ต้องจัดเก็บในพื้นที่ที่มีการควบคุมอุณหภูมิ เพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ที่สำคัญ ภายในคลังสินค้าจะต้องมีระบบจัดการคลังสินค้า และระบบหยิบสินค้าพวกนี้เพื่อนำไปแพ็คส่งให้ลูกค้าไม่ว่าจะเป็น FIFO, LIFO, FEFO ตามความเหมาะสมของสินค้าประเภทต่าง ๆ  สำหรับที่ MyCloudFulfillment เรามีรูปแบบการหยิบสินค้าเพื่อส่งแพ็คแบบบาร์โค้ดค่ะ ซึ่งจะมีความแม่นยำและลดข้อผิดผลาดได้มากกว่าคุณทำเอง หรือระบบอื่น ๆ  และใช้การหยิบทั้งสามแบบ FIFO FEFO และ LIFO ตามความเหมาะสม หรือเลือกตามต้องการของผู้ประกอบการ  ยกตัวอย่างเช่น สกินแคร์ เครื่องสำอางอาหารเสริม หรืออาหารแห้งต่าง ๆ เราจะใช้การหยิบแบบ […]

Reserved Stock คืออะไร? รู้จักการกันสต๊อกแคมเปญ ตัวการที่อาจทำให้ร้านค้าขายเกินสต๊อก

Reserved Stock คือ จำนวนสินค้าที่ Marketplace กันออกจากสต๊อกพร้อมขายไว้ล่วงหน้า เพื่อใช้กับแคมเปญหรือช่องทางที่กำหนด เช่น Campaign Day และ Flash Sale ภายในระยะเวลาหนึ่ง แม้การกันสต๊อกจะช่วยให้แพลตฟอร์มมั่นใจว่าร้านค้ามีสินค้าเพียงพอสำหรับแคมเปญ แต่สำหรับร้านค้าที่ขายสินค้าหลายช่องทาง การไม่ได้นำ Reserved Stock มาคำนวณร่วมกับสต๊อกจริงอาจทำให้จำนวนสินค้าบนแต่ละแพลตฟอร์มไม่ตรงกัน และนำไปสู่ปัญหา Overselling หรือการขายเกินสต๊อกได้ Reserved Stock คืออะไร? Reserved Stock หรือ “สต๊อกที่ถูกกันไว้” คือสินค้าบางส่วนที่ Marketplace สำรองไว้สำหรับคำสั่งซื้อจากแคมเปญโดยเฉพาะ สินค้าจำนวนนี้จึงไม่ควรถูกนำไปขายซ้ำในช่องทางอื่น แม้ว่าสินค้าจะยังอยู่ในคลังจริงก็ตาม ตัวอย่างเช่น ร้านค้ามีสินค้า 100 ชิ้น และ Shopee กันไว้สำหรับแคมเปญ 50 ชิ้น สต๊อก 50 ชิ้นดังกล่าวยังอยู่ในคลัง แต่ถูกจัดสรรไว้รองรับยอดขายจากแคมเปญของ Shopee แล้ว ร้านค้าจึงไม่ควรมองว่ายังมีสินค้าพร้อมขายในช่องทางอื่นครบทั้ง 100 ชิ้น Reserved Stock […]

ทำความเข้าใจทุก Platform การขาย ช่องทางไหนเวิร์คสุด?

ธุรกิจออนไลน์ไปได้สวย ต้องเข้าใจทุก Platform การขาย           ธุรกิจ E-Commerce เติบโตขึ้นมาก ถึงมากที่สุดในปี2020 ยิ่งในช่วงวิกฤตแบบนี้ เพราะช่องทางออนไลน์ไม่ใช่แค่ตลาดเสมือนจริงที่จำลองโลกการซื้อขายไว้บนโลกออนไลน์ แต่เป็นช่องทางหลักอีกช่องทางหนึ่งที่ทำเงินให้ผู้ขายไม่แพ้การขายหน้าร้านเลย เผลอ ๆ มากกว่าด้วยซ้ำค่ะ ทั้งนี้เพราะ การขายออนไลน์ทำให้ผู้ขายเข้าถึงลูกค้ามากขึ้น และการซื้อของออนไลน์ หรือการใช้อินเตอร์เน็ตถือเป็นวิถีชีวิตของคนยุคใหม่ไปแล้ว และแน่นอนว่าทั้งผู้ซื้อและผู้ขายออนไลน์ต้องเคยซื้อขาย หรือเข้าไปในช่องทางต่าง ๆ เหล่านี้ 1. Social Media 2. E-Marketplace และ 3. บน Website ของแบรนด์ แล้วช่องทางไหนเป็นช่องทางที่ดี และเหมาะสมที่สุดในการขายกันแน่ วันนี้เราจะมาหาคำตอบไปพร้อม ๆ กันค่ะ           ตามสถิติแล้วช่องทางการขายที่มีมานาน และเป็นช่องทางแรก ๆ ที่คนลงขายของกันก็คือ Social Media ไม่ว่าจะเป็น Facebook ก็ดี Instagram, Twitter ก็ดี […]