Knowledge Center

ระบบจัดการออเดอร์ยุค 2026 ต้องมีอะไรบ้าง? เช็กลิสต์ฟีเจอร์ที่ช่วยธุรกิจโตไวขึ้น 10 เท่า

ระบบจัดการออเดอร์ยุค 2026 ต้องมีอะไรบ้าง? เช็กลิสต์ฟีเจอร์ที่ช่วยธุรกิจโตไวขึ้น 10 เท่า

ธุรกิจของคุณพร้อมสำหรับปี 2026 หรือยัง? หรือคุณยังบริหารร้านด้วยวิธีการของปี 2020 อยู่? การขายของออนไลน์ไม่ใช่แค่การโพสต์ขายและแพ็กของส่งอีกต่อไป แต่คือยุคของ “Invisible AI” หรือการที่เทคโนโลยีกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่มองไม่เห็นแต่ขับเคลื่อนทุกอย่าง หากคุณกำลังถามตัวเองว่า “ทำไมร้านค้าออนไลน์ถึงต้องใช้ระบบจัดการออเดอร์ (OMS) ในปี 2026 แทนการทำบัญชีเอง?” คำตอบคือความแม่นยำและความเร็วในระดับ Real-time ที่มนุษย์ทำเองไม่ได้อีกต่อไป เพื่อป้องกันความผิดพลาดที่อาจทำให้ธุรกิจเสียหายมหาศาล

ระบบจัดการออเดอร์ (Order Management System หรือ OMS) ที่ดีในยุคนี้ จึงไม่ใช่แค่โปรแกรมบันทึกยอดขาย แต่ต้องเป็น “ศูนย์กลางความจริง” (Single Source of Truth) ที่เชื่อมโยงการขาย สต๊อก และการขนส่งเข้าด้วยกัน นี่คือเช็กลิสต์ฟีเจอร์สำคัญที่ธุรกิจต้องมี หากต้องการเติบโตไวขึ้น 10 เท่า

ระบบจัดการออเดอร์ยุค 2026 คืออะไร? (นิยามใหม่ที่คุณต้องรู้)

ระบบจัดการออเดอร์ยุคใหม่ (Modern OMS) คือ “ศูนย์บัญชาการกลาง (Central Intelligence Hub)” ที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อข้อมูลจากหน้าร้าน (Marketplace/Social) เข้ากับระบบหลังบ้าน (Warehouse/Logistics) แบบไร้รอยต่อ อัตโนมัติด้วยระบบที่เชื่อมต่อ API โดยตรงกับ Market Place และระบบหลังบ้าน มั่นใจได้เลยว่าวินาทีแรกที่ลูกค้ากดสั่งซื้อจนถึงวินาทีที่บริษัท Fulfillment ส่งของออกไป ทุกอย่างจะถูกต้องและลด Human Eror โดยที่คุณแทบไม่ต้องเข้าไปแทรกแซงกระบวนการ

OMS ทำงานอย่างไร? เจาะลึกเบื้องหลังระบบจัดการออเดอร์ที่ E-commerce ต้องมี

หากเปรียบ OMS (Order Management System) เป็นพนักงานคนหนึ่ง เขาคือ “ผู้จัดการฝ่ายประสานงาน” ที่ทำงานเร็วที่สุดในบริษัท หน้าที่หลักคือการรับคำสั่งซื้อจากทุกที่ เช็กของ และสั่งให้โกดังแพ็กส่งทันทีภายในเสี้ยววินาที แต่ในเชิงเทคนิค OMS ทำงานอย่างไร? สามารถสรุปกระบวนการทำงานของ OMS ออกเป็น 4 ขั้นตอนสำคัญ ตั้งแต่ลูกค้ากดสั่งซื้อจนถึงของถึงมือ

4 ขั้นตอนการทำงานของระบบ OMS (Step-by-Step)

ระบบ OMS จะทำงานผ่านการเชื่อมต่อ API (Application Programming Interface) กับแพลตฟอร์มขาย หรือ Marketplace ต่างๆ (Shopee, Lazada, TikTok, Website ฯลฯ) โดยมีกระบวนการดังนี้:

1. รวมออเดอร์ไว้ที่เดียว (Order Consolidation)

เมื่อลูกค้ากดสั่งซื้อสินค้า ไม่ว่าจะผ่านทาง Shopee, Lazada, TikTok หรือเว็บไซต์แบรนด์:

  • การทำงาน: ระบบ OMS จะ “ดูด” ข้อมูลคำสั่งซื้อทั้งหมดเข้าสู่ถังกลาง (Central Dashboard) ทันที
  • ผลลัพธ์: แอดมินไม่ต้องเปิดหลายหน้าจอ ออเดอร์จากทุกช่องทางจะมารวมกันอยู่ที่เดียว พร้อมระบุรายละเอียดสินค้า ที่อยู่ และสถานะการชำระเงิน

2. ตัดสต็อกแบบ Real-time (Inventory Syncing)

นี่คือหัวใจสำคัญที่สุดของ OMS ที่ป้องกันปัญหา “ขายของเกินมี” (Oversell):

  • การทำงาน: ทันทีที่มีออเดอร์เข้ามา OMS จะทำการตัดสต็อกในระบบกลาง และส่งข้อมูลกลับไปอัปเดตจำนวนสินค้าที่เหลือใน ทุกช่องทางขาย พร้อมกัน
  • ตัวอย่าง: มีเสื้อ 10 ตัว ลูกค้าซื้อใน TikTok ไป 1 ตัว -> OMS จะสั่งให้ Shopee และ Lazada แสดงผลเหลือ 9 ตัวทันที ภายในเสี้ยววินาที

3. ส่งคำสั่งไปคลังสินค้า (Order Routing)

เมื่อยืนยันยอดเงินและสต็อกเรียบร้อยแล้ว OMS จะส่งไม้ต่อให้ฝ่ายปฏิบัติการ:

  • การทำงาน: OMS ส่งข้อมูลออเดอร์ไปยังระบบ WMS (Warehouse Management System) ของคลังสินค้า
  • ผลลัพธ์: พนักงานคลังสินค้าได้รับใบคำสั่งแพ็ก (Picking List) เพื่อไปหยิบสินค้าตามตำแหน่งที่ระบุไว้ในโกดัง

4. อัปเดตสถานะจัดส่ง (Shipping & Tracking Updates)

เมื่อสินค้าถูกแพ็กและส่งมอบให้ขนส่งแล้ว:

  • การทำงาน: ระบบขนส่งจะส่งเลข Tracking Number กลับมาที่ OMS จากนั้น OMS จะกระจายเลขนี้ไปแจ้งลูกค้าในช่องทางที่เขาสั่งซื้อโดยอัตโนมัติ
  • ผลลัพธ์: สถานะออเดอร์เปลี่ยนเป็น “Shipped” (จัดส่งแล้ว) โดยที่แอดมินไม่ต้องมานั่งพิมพ์เลขแจ้งลูกค้าทีละคน

ระบบสามารถดึงออเดอร์อัตโนมัติจากทุก Marketplace เข้าระบบคลังสินค้าของ Fulfillment ทันที เพื่อให้ทีมแพ็กเริ่มงานได้เลยแบบเรียลไทม์ตลอด 24 ชม.

เช็กลิสต์ 5 ฟีเจอร์เด็ดของ MyCloud ระบบของคุณมีสิ่งนี้หรือยัง?

 1. Automated Get Marketplace Order (ดึงออเดอร์จาก Marketplace เข้าคลังอัตโนมัติ)

ระบบสามารถดึงออเดอร์อัตโนมัติจากทุก Marketplace เข้าระบบคลังสินค้าของ Fulfillment ทันที เพื่อให้ทีมแพ็กเริ่มงานได้เลยแบบเรียลไทม์ตลอด 24 ชม.

2. Promotion Management (จัดการโปรฯ ซับซ้อนได้)

ระบบต้องฉลาดพอที่จะเข้าใจเงื่อนไข “ซื้อ A แถม B” หรือ “จัดเซ็ตวาเลนไทน์” โดยตัดสต็อกสินค้าจริงได้ถูกต้อง ไม่ใช่นับแยกชิ้นจนงง

 3. Return Management (ระบบจัดการการคืนของ)

ยุค 2026 การคืนของต้องง่าย ระบบต้องออกใบแปะหน้าสำหรับคืนสินค้าให้ลูกค้าได้ และเมื่อของกลับมาถึงคลัง ต้องอัปเดตสต็อกคืนให้อัตโนมัติ

 4. Customer Insight CRM (จำลูกค้าได้แม่นยำ)

ระบบต้องบอกได้ว่า “คุณ A เคยซื้ออะไรไปบ้าง” เพื่อให้แอดมินสามารถ Upsell สินค้าที่เกี่ยวข้องกันได้ หรือส่งคูปองวันเกิดให้อัตโนมัติ

5. Predictive Dashboard (กระดานหนที่บอกอนาคต)

มากกว่าแค่รู้ยอดขาย แต่รู้อนาคตของสต็อก: ด้วยระบบ Stock Forecasting ที่ช่วยประเมินสถานการณ์และแจ้งเตือนคุณล่วงหน้า เช่น ‘เตือน! สินค้านี้จะหมดใน 5 วัน’ เพื่อให้คุณตัดสินใจสั่งผลิต (Restock) ได้ทันเวลา ลดความเสี่ยงของขาดสต็อก (Out of Stock) ได้ 100%

ตารางเปรียบเทียบ “ระบบจัดการออเดอร์” : ระบบเก่า (Manual) vs ระบบยุค 2026 (AI-Driven)

ทำไม MyCloud Fulfillment ถึงเป็นคำตอบของธุรกิจยุค 2026?

ถ้าคุณกำลังมองหาระบบที่มีครบทุกข้อข้างต้น คุณไม่ต้องไปจ้างโปรแกรมเมอร์เขียนเองให้เสียเงินล้านครับ เพราะ MyCloud Fulfillment เตรียมไว้ให้คุณแล้ว

  • One-Stop System: เรามีระบบจัดการออเดอร์ (OMS) ที่เชื่อมต่อกับระบบคลังสินค้า (WMS) เป็นเนื้อเดียวกัน ไม่ต้อง Log-in หลายเว็บ
  • Dashboard อัจฉริยะ: ผู้ช่วยส่วนตัวที่สรุปทุกความเคลื่อนไหวของธุรกิจ ดูยอดขาย กำไร และสถานะสต๊อกได้ทุกช่องทางการขายและสามารถดูได้ผ่านมือถือ
  • MyCloud CRM: ฟีเจอร์ลับที่ช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า ช่วยให้คุณยิงโฆษณาแม่นขึ้นและเพิ่มยอดซื้อซ้ำ (Repurchase Rate)
  • Scale Up 10x: ไม่ว่าออเดอร์จะพุ่งจากหลักร้อยเป็นหลักแสน ระบบของเราและทีมงานกว่า 1,200 คน ก็พร้อมรองรับทันทีโดยที่ระบบไม่ล่ม
  • Integration King: Omni Channel เชื่อมต่อ Marketplace ชั้นนำและ Webstore ได้ครบทุกช่องทาง (มากที่สุดในไทย)

สรุป: เปลี่ยน “ระบบจัดการออเดอร์” วันนี้ เพื่อเป็นผู้นำเหนือคู่แข่งในวันหน้า

การทำธุรกิจในปี 2026 ไม่ใช่การแข่งขันว่าใครทำงานหนักกว่า แต่คือใครมีระบบจัดการออเดอร์ที่ “ฉลาด” กว่า การใช้ระบบ OMS ที่เชื่อมต่อกับบริการ Fulfillment อย่างครบวงจร เช่น MyCloud Fulfillment จะช่วยให้คุณปลดล็อกศักยภาพของธุรกิจ ลดข้อผิดพลาดจากมนุษย์ (Human Error) และรองรับการขยายตัวสู่ช่องทางขายใหม่ ๆ ได้ทันทีโดยไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่  ให้เทคโนโลยีของ MyCloud Fulfillment ทำงานแทนคุณดีกว่าครับ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q: ระบบจัดการออเดอร์ ของ MyCloud ใช้ยากไหม? 

A: ง่ายมากครับ! เราออกแบบ UX/UI มาให้เจ้าของธุรกิจใช้งานง่าย เหมือนเล่นแอปช้อปปิ้งทั่วไป ทีมงานสอนใช้งานฟรีจนกว่าจะเป็น

Q: ถ้ามีหน้าร้าน Offline ด้วย ระบบตัดสต๊อกรวมกันได้ไหม? 

A: ได้ครับ ระบบของเราสามารถทำสต๊อกแยก หรือรวมศูนย์ (Omnichannel) ระหว่าง Offline และ Online ได้ ช่วยให้บริหารสินค้าคงคลังได้แม่นยำที่สุด

Q: ขายของหลายแอป ตัดสต็อกไม่ทัน ทำยังไง?

A:  นี่คือสัญญาณเตือนว่าคุณต้องใช้ระบบ Centralized Stock Sync ครับ ระบบที่ดีในปี 2026 จะต้องเชื่อม API กับทุกแพลตฟอร์ม เมื่อขายได้ 1 ชิ้นใน TikTok ระบบต้องไปลดจำนวนสินค้าใน Shopee และ Lazada ลงทันทีภายในเสี้ยววินาที เพื่อปิดโอกาสการขายของที่ไม่มีอยู่จริง

Q: ระบบจัดการออเดอร์ เจ้าไหนดีที่สุด ปี 2026? 

A: ระบบที่ดีที่สุดคือระบบที่ “เชื่อมต่อกับ Fulfillment ได้สมบูรณ์แบบ” ครับ เพราะการจัดการออเดอร์ได้แต่แพ็คของไม่ทันก็ไม่มีประโยชน์ คุณควรมองหาเจ้าที่มี Eco-system ครบวงจร อย่างเช่น MyCloud ที่มีระบบจัดการออเดอร์แถมให้ฟรีพร้อมบริการแพ็คส่ง จบในที่เดียว

บทความที่เกี่ยวข้อง

อ่านเพิ่มเติม

7 วิธีแพ็คสินค้าฉบับมือโปร ทำอย่างไรให้สินค้าถึงมือลูกค้าอย่างปลอดภัย 

สำหรับพ่อค้าแม่ค้าที่ขายของออนไลน์ หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สร้างความประทับใจให้กับลูกค้า คือคุณภาพในการจัดส่งสินค้า นอกจากความรวดเร็วแล้ว การแพ็คสินค้าอย่างดีก็จะช่วยปกป้องสินค้าให้ถึงมือผู้รับในสภาพสมบูรณ์ วันนี้เรามีเทคนิคการแพ็คของออนไลน์แบบมืออาชีพมาฝากกัน โดยจะช่วยให้การจัดส่งสินค้าของคุณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสร้างความประทับใจตั้งแต่ลูกค้าได้รับสินค้าเลย   แพ็คสินค้า ต้องเตรียมอุปกรณ์อะไรบ้าง  ก่อนจะเริ่มแพ็คสินค้า สิ่งสำคัญที่พ่อค้าแม่ค้าต้องเตรียมให้พร้อม คืออุปกรณ์สำหรับแพ็คของ การมีอุปกรณ์ที่ครบครันจะช่วยให้ขั้นตอนการแพ็คสามารถทำได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยอุปกรณ์ที่ควรมีประกอบด้วย  7 วิธีการแพ็คสินค้าให้ถึงมือลูกค้าอย่างปลอดภัย  การแพ็คสินค้าให้ปลอดภัยไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องใส่ใจในทุกขั้นตอน เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าจะถึงมือลูกค้าในสภาพสมบูรณ์ มาดูวิธีแพ็คของออนไลน์ที่ถูกต้องกันว่าจะมีอะไรบ้าง ดังนี้  1. เลือกขนาดกล่องให้เหมาะสมกับสินค้า ขั้นตอนแรกคือการเลือกบรรจุภัณฑ์หรือกล่องพัสดุให้เหมาะกับประเภทสินค้า เช่น เสื้อผ้าหรือสินค้าที่ทนต่อแรงกระแทกได้ดี สามารถใช้ซองพลาสติกได้ แต่สำหรับสินค้าที่แตกหักง่าย ก็จำเป็นต้องแพ็คสินค้าด้วยกล่องที่มีขนาดพอเหมาะ ไม่ใหญ่จนสินค้าขยับได้ และไม่เล็กเกินไปจนไม่มีพื้นที่ใส่วัสดุกันกระแทก  นอกจากนี้ คุณภาพและวัสดุของกล่องก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน โดยเฉพาะความหนาของกล่องที่ต้องทนทานพอที่จะปกป้องสินค้าจากการโยนของพนักงานขนส่ง หรือแรงกดทับเมื่อถูกวางซ้อนกับกล่องอื่น ๆ ปัจจุบันมีนวัตกรรมการผลิตกล่องใหม่ๆ ที่ช่วยเพิ่มความแข็งแรงโดยไม่เพิ่มน้ำหนักมากนัก ทำให้สามารถปกป้องสินค้าได้ดียิ่งขึ้นตลอดการเดินทางไปถึงมือลูกค้า   2. เลือกกล่องที่ได้คุณภาพ  การเลือกใช้กล่องคุณภาพดีเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาว โดยเฉพาะกล่องลูกฟูกที่มีความหนาและแข็งแรงเป็นพิเศษ เพราะถูกออกแบบมาให้ทนทานต่อการใช้งาน ซึ่งสามารถปกป้องสินค้าด้านใน ลดแรงกระแทกและความเสียระหว่างการขนส่ง เช่น การโยนสินค้า สินค้ามีน้ำหนักที่วางทับกัน เป็นต้น อย่างไรก็ตาม กล่องที่มีคุณภาพก็จะช่วยลดความเสี่ยงที่สินค้าจะเสียหายระหว่างการขนส่งได้   3. ป้องกันสินค้าด้วยวัสดุกันกระแทก การจัดส่งสินค้าให้ปลอดภัยต้องใส่ใจเรื่องการป้องกันการกระแทก […]

ขั้นตอนการหยิบสินค้า (Picking) ในคลังสินค้า ใครว่าไม่สำคัญ?

อย่าคิดว่าการหยิบสินค้า (Picking) ในคลังสินค้าไม่สำคัญ! เพราะทุกขั้นตอนตั้งแต่สินค้าเข้าคลัง จนสินค้าออกจากคลังเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะการหยิบสินค้าที่ดีต้องคำนึงถึงความถูกต้องแม่นยำ ความปลอดภัยของสินค้า รวมทั้งต้องมีความระมัดระวังไม่ให้สินค้าเสียหายด้วย โดยจะช่วยลดเวลาเพื่อให้เราทำงานเร็วขึ้น  ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ขึ้นอยู่กับการวางแผนวิธีการหยิบ ซึ่งเรามี 4 วิธีที่คนนิยมใช้บ่อย ๆ และอีก 1 วิธีที่ MyCloud ใช้ มาแนะนำครับ รับรองว่า มีประสิทธิภาพ ทำงานง่ายขึ้นแน่นอน  การหยิบสินค้า (Picking) คืออะไร  การหยิบสินค้า (Picking) คือหนึ่งในกระบวนการที่สำคัญที่สุดในระบบคลังสินค้า โดยการเคลื่อนย้ายหรือหยิบสินค้าออกจากสถานที่จัดเก็บในคลังสินค้าตามคำสั่งซื้อ (Order) ของลูกค้า เพื่อรวบรวมและเตรียมพร้อมสำหรับการจัดส่งในขั้นตอนต่อไป ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักของการจัดการออเดอร์ เพื่อป้องกันส่งสินค้าผิดให้ลูกค้าปลายทาง เพิ่มความถูกต้องและรวดเร็วในการทำงาน ซึ่งท้ายที่สุดแล้วจะนำไปสู่ความพึงพอใจและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันทางธุรกิจได้   ขั้นตอนการหยิบสินค้า (Picking) ในคลังสินค้า มีอะไรบ้าง  1. หยิบตามคำสั่งซื้อ (Discrete Picking) เป็นวิธีที่เบสิคและเข้าใจง่ายที่สุด! วิธีการคือ เมื่อมีออเดอร์เข้ามา ผู้หยิบจะเดินไปหยิบสินค้าตามรายการ ที่อยู่ในใบสั่งจนครบทุกออเดอร์ ถ้ามีคำสั่งซื้อใหม่ ก็ต้องเดินไปหยิบใหม่ เป็นขั้นตอนที่ใช้เวลาค่อนข้างมาก อาจทำให้ทำงานไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควรครับ […]

7 วิธีแพ็คสินค้าฉบับมือโปร ทำอย่างไรให้สินค้าถึงมือลูกค้าอย่างปลอดภัย 

สำหรับพ่อค้าแม่ค้าที่ขายของออนไลน์ หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สร้างความประทับใจให้กับลูกค้า คือคุณภาพในการจัดส่งสินค้า นอกจากความรวดเร็วแล้ว การแพ็คสินค้าอย่างดีก็จะช่วยปกป้องสินค้าให้ถึงมือผู้รับในสภาพสมบูรณ์ วันนี้เรามีเทคนิคการแพ็คของออนไลน์แบบมืออาชีพมาฝากกัน โดยจะช่วยให้การจัดส่งสินค้าของคุณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสร้างความประทับใจตั้งแต่ลูกค้าได้รับสินค้าเลย   แพ็คสินค้า ต้องเตรียมอุปกรณ์อะไรบ้าง  ก่อนจะเริ่มแพ็คสินค้า สิ่งสำคัญที่พ่อค้าแม่ค้าต้องเตรียมให้พร้อม คืออุปกรณ์สำหรับแพ็คของ การมีอุปกรณ์ที่ครบครันจะช่วยให้ขั้นตอนการแพ็คสามารถทำได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยอุปกรณ์ที่ควรมีประกอบด้วย  7 วิธีการแพ็คสินค้าให้ถึงมือลูกค้าอย่างปลอดภัย  การแพ็คสินค้าให้ปลอดภัยไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องใส่ใจในทุกขั้นตอน เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าจะถึงมือลูกค้าในสภาพสมบูรณ์ มาดูวิธีแพ็คของออนไลน์ที่ถูกต้องกันว่าจะมีอะไรบ้าง ดังนี้  1. เลือกขนาดกล่องให้เหมาะสมกับสินค้า ขั้นตอนแรกคือการเลือกบรรจุภัณฑ์หรือกล่องพัสดุให้เหมาะกับประเภทสินค้า เช่น เสื้อผ้าหรือสินค้าที่ทนต่อแรงกระแทกได้ดี สามารถใช้ซองพลาสติกได้ แต่สำหรับสินค้าที่แตกหักง่าย ก็จำเป็นต้องแพ็คสินค้าด้วยกล่องที่มีขนาดพอเหมาะ ไม่ใหญ่จนสินค้าขยับได้ และไม่เล็กเกินไปจนไม่มีพื้นที่ใส่วัสดุกันกระแทก  นอกจากนี้ คุณภาพและวัสดุของกล่องก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน โดยเฉพาะความหนาของกล่องที่ต้องทนทานพอที่จะปกป้องสินค้าจากการโยนของพนักงานขนส่ง หรือแรงกดทับเมื่อถูกวางซ้อนกับกล่องอื่น ๆ ปัจจุบันมีนวัตกรรมการผลิตกล่องใหม่ๆ ที่ช่วยเพิ่มความแข็งแรงโดยไม่เพิ่มน้ำหนักมากนัก ทำให้สามารถปกป้องสินค้าได้ดียิ่งขึ้นตลอดการเดินทางไปถึงมือลูกค้า   2. เลือกกล่องที่ได้คุณภาพ  การเลือกใช้กล่องคุณภาพดีเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาว โดยเฉพาะกล่องลูกฟูกที่มีความหนาและแข็งแรงเป็นพิเศษ เพราะถูกออกแบบมาให้ทนทานต่อการใช้งาน ซึ่งสามารถปกป้องสินค้าด้านใน ลดแรงกระแทกและความเสียระหว่างการขนส่ง เช่น การโยนสินค้า สินค้ามีน้ำหนักที่วางทับกัน เป็นต้น อย่างไรก็ตาม กล่องที่มีคุณภาพก็จะช่วยลดความเสี่ยงที่สินค้าจะเสียหายระหว่างการขนส่งได้   3. ป้องกันสินค้าด้วยวัสดุกันกระแทก การจัดส่งสินค้าให้ปลอดภัยต้องใส่ใจเรื่องการป้องกันการกระแทก […]

ขั้นตอนการหยิบสินค้า (Picking) ในคลังสินค้า ใครว่าไม่สำคัญ?

อย่าคิดว่าการหยิบสินค้า (Picking) ในคลังสินค้าไม่สำคัญ! เพราะทุกขั้นตอนตั้งแต่สินค้าเข้าคลัง จนสินค้าออกจากคลังเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะการหยิบสินค้าที่ดีต้องคำนึงถึงความถูกต้องแม่นยำ ความปลอดภัยของสินค้า รวมทั้งต้องมีความระมัดระวังไม่ให้สินค้าเสียหายด้วย โดยจะช่วยลดเวลาเพื่อให้เราทำงานเร็วขึ้น  ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ขึ้นอยู่กับการวางแผนวิธีการหยิบ ซึ่งเรามี 4 วิธีที่คนนิยมใช้บ่อย ๆ และอีก 1 วิธีที่ MyCloud ใช้ มาแนะนำครับ รับรองว่า มีประสิทธิภาพ ทำงานง่ายขึ้นแน่นอน  การหยิบสินค้า (Picking) คืออะไร  การหยิบสินค้า (Picking) คือหนึ่งในกระบวนการที่สำคัญที่สุดในระบบคลังสินค้า โดยการเคลื่อนย้ายหรือหยิบสินค้าออกจากสถานที่จัดเก็บในคลังสินค้าตามคำสั่งซื้อ (Order) ของลูกค้า เพื่อรวบรวมและเตรียมพร้อมสำหรับการจัดส่งในขั้นตอนต่อไป ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักของการจัดการออเดอร์ เพื่อป้องกันส่งสินค้าผิดให้ลูกค้าปลายทาง เพิ่มความถูกต้องและรวดเร็วในการทำงาน ซึ่งท้ายที่สุดแล้วจะนำไปสู่ความพึงพอใจและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันทางธุรกิจได้   ขั้นตอนการหยิบสินค้า (Picking) ในคลังสินค้า มีอะไรบ้าง  1. หยิบตามคำสั่งซื้อ (Discrete Picking) เป็นวิธีที่เบสิคและเข้าใจง่ายที่สุด! วิธีการคือ เมื่อมีออเดอร์เข้ามา ผู้หยิบจะเดินไปหยิบสินค้าตามรายการ ที่อยู่ในใบสั่งจนครบทุกออเดอร์ ถ้ามีคำสั่งซื้อใหม่ ก็ต้องเดินไปหยิบใหม่ เป็นขั้นตอนที่ใช้เวลาค่อนข้างมาก อาจทำให้ทำงานไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควรครับ […]