Knowledge Center

Save Ralph คืออะไร? เมื่อผู้บริโภคตื่นตัวมากขึ้น แบรนด์ควรรับมือยังไง?

save ralph social media brand online mycloud

  ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีใครเห็น #saveralph กันบ้างไหมคะ หรือไม่ก็ต้องเห็นภาพเจ้ากระต่ายสีขาวที่ตาบอด 1 ข้างนี้ ใน Social media กันมาบ้าง ทราบหรือไม่คะว่าเกิดอะไรขึ้น และเรื่องนี้ส่งผลกับแบรนด์เครื่องสำอางทั่วโลกมากน้อยแค่ไหน MyCloud มีคำตอบค่ะ

          ปฎิเสธไม่ได้เลยนะคะว่า ในปัจจุบันผู้บริโภคตื่นตัวและให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อม และสัตว์โลกมากขึ้น รวมถึงมีพฤติกรรมที่แสดงความรับผิดชอบต่อสังคมผ่านการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ หรือบริโภคอาหารที่เป็นมิตรต่อสัตว์และสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น ดังนั้นแบรนด์เองต้องตระหนักถึงเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพราะการเข้าถึงข้อมูลและเผยแพร่ข่าวเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วบนช่องทางออนไลน์ ต่อให้เป็นแบรนด์ที่มีชื่อเสียงขนาดไหน ผู้บริโภคเองก็มีสิทธิที่จะไปเลือกซื้อแบรนด์ที่ตรงกับความต้องการมากกว่าอยู่ดี

Save ralph คืออะไร?

          แคมเปญที่เป็น Stop motion สั้น ๆ เพื่อรณรงค์เรื่องการยกเลิกการทดลองเครื่องสำอางกับสัตว์ โดย Humane Society International ซึ่งเลือกตัวละครหลักเป็นกระต่ายชื่อ “ราลฟ์” ที่มาเล้าถึงชีวิตของเขาและครอบครัวกระต่ายที่ต้องทนทุกข์ทรมาณจากการทดลอง แต่มีสีหน้ายิ้มแย้มสดใสให้กล้องอยู่เสมอ เพราะเขาเชื่อว่าเป็นภารกิจอันยิ่งใหญ่ที่ได้ทำต่อเพื่อนมนุษย์ ซึ่งเป็นการจิกกัดปนเศร้าอุตสาหกรรมเครื่องสำอางได้เป็นอย่างดี เพราะในชีวิตจริงสัตว์เหล่านี้พูดไม่ได้ และไม่มีโอกาสได้เลือกชีวิตของตัวเองนั่นเองค่ะ

          ซึ่งเรื่องจริงของอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง ที่มีการทดลองกับสัตว์นั้นไม่เพียงแต่มีกระต่ายเท่านั้น แต่ยังมี หนู และบางครั้งมีสุนัขด้วยค่ะ โดยประเทศที่มีการผลิตและจำหน่ายเครื่องสำอางที่ใช้สัตว์ทดลองมากที่สุดในโลกก็คือจีน ซึ่งถึงแม้จะดูเหมือนว่าเป็นการรณรงค์ทั่ว ๆ ไปแต่ครั้งนี้กระแส save ralph ก็ทำให้เกิด movement ต่าง ๆ ทั่วโลกนอกจากจะมีการแปลเป็นภาษาต่าง ๆ ทั่วโลกแล้ว ยังเกิดไวรัลบน Social media อย่าง Twitter, Facebook หรือแม้แต่แพลตฟอร์มเพื่อความบันเทิงที่มาแรงที่สุดอย่าง Instagram และ Tiktok ก็ด้วยค่ะ

เมื่อผู้บริโภคตื่นตัวมากขึ้น แบรนด์ต้องปรับตัวอย่างไร?

          จากสถิติผู้บริโภคดิจิทัลมากกว่า 40% ใช้ social network เพื่อค้นคว้าแบรนด์หรือผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ และมองหารีวิวจากแพลตฟอร์ม Social media ต่าง ๆ มากขึ้น ทำให้สามารถเข้าถึงข่าวสาร หรือสื่อต่าง ๆ โดยตรง และกว่า 78% ของผู้บริโภคที่ร้องเรียน หรือออกมาโพสต์ถึงแบรนด์บน Twitter ก็มักจะได้รับการตอบกลับภายในหนึ่งชั่วโมง ซึ่งแสดงให้เห็นว่านั่นส่งผลต่อแบรนด์มากน้อยแค่ไหน เพราะอย่าลืมนะคะว่า เมื่อเราพูดถึง Social media ก็มีทั้งโอกาส และข้อควรระวังมากมายที่แบรนด์ต้องคำนึงถึง

          อย่าง Save ralph เองก็ทำให้ชาวเน็ตถามหาแบรนด์ที่ไม่มีการทดลองกับสัตว์หรือ Cruelty Free และแบนผลิตภัณฑ์ที่มีการทารุณสัตว์กันมากขึ้น ซึ่งมีแบรนด์ดัง ๆ หลายแบรนด์เลยนะคะ ที่ถูกพูดถึง ซึ่งไม่ดีต่อตัวแบรนด์และย่อมกระทบถึงยอดขายได้แน่ ๆ ไม่ว่าเป็นแบรนด์เล็กหรือแบรนด์ใหญ่ เพราะเมื่อผู้บริโภคตื่นตัวในการใส่ใจสังคม สิ่งแวดล้อม และเพื่อสัตว์โลกมากขึ้น แบรนด์เองก็ต้อง Take Action และไม่นิ่งนอนใจที่จะแสดงจุดยืน รวมถึงหาทางออกที่ยั่งยืนที่สุด เพราะกระแสพวกนี้จะไม่มีวันหมดไป และในอนคตจะเพิ่มสูงขึ้นอีก อาจมีแคมเปญใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นอีกก็ได้ค่ะ ในยุคที่ทุกอย่างแพร่กระจายไปได้ทั่วโลกแบบไม่มีขอบเขต ง่ายและเร็วแบบนี้

         สัญลักษณ์ Cruelty Free เป็นสัญลักษณ์บนฉลาก หรือบนผลิตภัณฑ์ที่บ่งบอกให้ผู้บริโภคมั่นใจว่าสินค้านั้น ๆ ไม่มีการทดลองกับสัตว์ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่ได้รับการรับรองจากโปรแกรม People for the Ethical Treatment of Animals (PETA) ซึ่งจริง ๆ ก็มีหลากหลายแบบ รวมถึงแบบที่แสดงถึงวัตถุดิบออแกนิคอีกด้วยดังรูปต่อไปนี้

Save ralph ในอุตสาหกรรมอื่น ๆ

          หาก Save ralph เป็นตัวแทนของอุตสาหกรรมเครื่องสำอางและความงามแล้ว นอกจากนี้การตระหนักของผู้บริโภคเรื่องการใส่ใจสิ่งแวดล้อม และการลดการทารุณกรรมสัตว์ยังส่งผลต่ออุตสาหกรรมอื่น ๆ อย่างกว้างขวางอาทิเช่น อุตสาหกรรมอาหาร ที่เกิดเป็นเทรนด์ผู้บริโภคแบบใหม่ขึ้น ทำให้ยอดขายสินค้าออแกนิค หรือ fed free ที่เป็นการล่าสัตว์แบบไม่ใช่การลากอวนเพื่อเซฟชีวิตสัตว์น้ำอื่น ๆ เหล่านี้ก็มียอดขายดีเป็นอันดับหนึ่งบนแลตฟอร์ม E-Commerce ระดับโลกเช่นกัน สำหรับเทรนด์การบริโภคอย่างยั่งยืนนั้น อาจกล่าวได้ว่าเป็นการบริโภคที่สอดคล้องกับการใช้ชีวิต และสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน ผู้บริโภคส่วนใหญ่หันมาบริโภคอาหารที่ยั่งยืน ปลอดภัยต่อสุขภาพ และเป็นมิตรต่อสัตว์ รวมถึงใส่ใจผลิตภัณฑ์ eco-friendly มากขึ้นนั่นเองค่ะ

          ในด้านของอุตสาหกรรมแฟชั่น ที่เกิดเป็นกระแสช่วงหนึ่ง เนื่องจากผู้บริโภคได้แบนแบรนด์เสื้อผ้าแฟชั่นที่มาจากแรงงานคน อย่างชาวอุยกูร์ ที่ถูกรัฐบาลจีนควบคุมอยู่ ทำให้เกิดเสียงวิพากย์วิจารณ์รวมถึงแบ่งออกเป็นสองฝ่ายทั้ง ฝ่ายที่สนับสนุนและไม่สนับสนุน ทำให้ส่งผลกระทบต่อแบรนด์ระดับโลกอย่าง H&M,Uniqlo หรือ Nike และ Adidas ได้อีกด้วย

          เมื่อผู้บริโภคจำนวนมาก โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ในปัจจุบันนั้น มีทัศนคติและพฤติกรรมรับผิดชอบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อมมากขึ้น รวมถึงมีแนวโน้มที่จะจ่ายเงินซื้อสินค้าในราคาที่สูงขึ้น เพื่อบริโภคสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสัตว์ ถึงแม้ว่าจะหาซื้อได้ยากกว่าก็ตาม ดังนั้นนี่จึงเป็นความท้าท้ายที่ทุกธุรกิจต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น เครื่องสำอาง หรืออาหารต้องเผชิญ และปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การตลาด การดำเนินธุรกิจ เพื่อให้ตอบสนองความคิด พฤติกรรมและความต้องการของลูกค้าต่อไป

สนใจศึกษาและลงทะเบียนได้ที่ www.mycloudfulfillment.com
หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
โทร: 092-472-7742, 02-138-9920
อีเมล: [email protected]
line: @mycloudgroup
MyCloudFulfillment ขายของง่ายไม่ต้องแตะสต๊อก
บริการคลังสินค้าออนไลน์ เก็บ แพ็ค ส่ง ครบวงจร

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Save Ralph

เป็นแคมเปญที่เป็น Stop motion สั้น ๆ เพื่อรณรงค์เรื่องการยกเลิกการทดลองเครื่องสำอางกับสัตว์ โดย Humane Society International ซึ่งเลือกตัวละครหลักเป็นกระต่ายชื่อ “ราลฟ์” ที่มาเล่าถึงชีวิตของเขาและครอบครัวกระต่ายที่ต้องทนทุกข์ทรมานจากการทดลอง

เพราะแคมเปญนี้ทำให้ชาวเน็ตถามหาแบรนด์ที่ไม่มีการทดลองกับสัตว์หรือ Cruelty Free และแบนผลิตภัณฑ์ที่มีการทารุณสัตว์กันมากขึ้น มีแบรนด์ดัง ๆ หลายแบรนด์ที่ถูกพูดถึง ซึ่งไม่ดีต่อตัวแบรนด์และย่อมกระทบถึงยอดขายได้

กว่า 78% ของผู้บริโภคที่ร้องเรียนหรือออกมาโพสต์ถึงแบรนด์บน Twitter มักจะได้รับการตอบกลับภายในหนึ่งชั่วโมง แสดงให้เห็นว่า Social media มีทั้งโอกาสและข้อควรระวังมากมายที่แบรนด์ต้องคำนึงถึง

ส่งผลกว้างขวางถึงอุตสาหกรรมอาหาร ที่ทำให้สินค้าออแกนิคหรือ fed free มียอดขายดีเป็นอันดับหนึ่งบนแพลตฟอร์ม E-Commerce ระดับโลก และอุตสาหกรรมแฟชั่น ที่ผู้บริโภคแบนแบรนด์เสื้อผ้าที่ใช้แรงงานคนอย่างไม่เป็นธรรม

คนรุ่นใหม่มีทัศนคติและพฤติกรรมรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น รวมถึงมีแนวโน้มที่จะจ่ายเงินซื้อสินค้าในราคาที่สูงขึ้นเพื่อบริโภคสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสัตว์ ถึงแม้จะหาซื้อได้ยากกว่าก็ตาม

แบรนด์ต้อง Take Action และไม่นิ่งนอนใจที่จะแสดงจุดยืน รวมถึงหาทางออกที่ยั่งยืนที่สุด เพราะกระแสเหล่านี้จะไม่มีวันหมดไปและในอนาคตจะเพิ่มสูงขึ้นอีก ธุรกิจต่าง ๆ ต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การตลาดและการดำเนินธุรกิจเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

อ่านเพิ่มเติม

สินค้าเสื่อม สกินแคร์&คอสเมติก ร้อนนี้เก็บยังไงดี

เจ้าของธุรกิจสกินแคร์หลายๆคนคงต้องเคยเจอกับปัญหา สินค้าเสื่อม อย่างแน่นอน โดยเฉพาะหน้าร้อนที่อุณหภูมิสูงขึ้นแบบนี้ อาจทำให้สินค้าที่ลงทุนมาด้วยความตั้งใจกลับเสียหาย ทั้งสีเปลี่ยน กลิ่นเปลี่ยน หรือเนื้อครีมแยกชั้นจนใช้งานไม่ได้ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความน่าเชื่อถือและยอดขายของธุรกิจคุณ แต่ไม่ต้องกังวลไป เพราะบทความนี้จะช่วยให้คุณรู้วิธีเก็บรักษาสินค้าสกินแคร์ให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์พร้อมขาย แม้ต้องเจอกับอากาศร้อนๆ แบบเมืองไทยก็ยังมั่นใจได้ว่าคุณภาพสินค้าจะยังคงคุณภาพจนส่งถึงมือลูกค้าแน่นอน ทำไมอากาศร้อน ทำให้สกินแคร์เสื่อมคุณภาพ สินค้าสกินแคร์ เช่น เซรั่ม ครีม หรือโทนเนอร์ ล้วนมีส่วนประกอบที่อ่อนไหวต่อความร้อน หากสินค้าเหล่านี้ถูกเก็บไว้ในอุณหภูมิที่สูงเกินไป สารออกฤทธิ์ที่สำคัญจะเสื่อมสภาพลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ประสิทธิภาพในการบำรุงผิวลดลง สินค้าบางประเภทที่มีสารสำคัญเช่น วิตามินซีหรือเรตินอล จะมีความไวต่อความร้อนมากเป็นพิเศษ นอกจากนี้ บรรจุภัณฑ์ของสินค้าก็อาจได้รับผลกระทบจากความร้อน เช่น การละลายหรือเปลี่ยนรูป ทำให้เกิดปัญหาการปนเปื้อนของสารเคมีได้ วิธีเก็บสินค้าสกินแคร์ช่วงหน้าร้อน หน้าร้อนของเมืองไทยไม่เพียงแต่กระทบอารมณ์คน แต่ยังส่งผลอย่างมากต่อคุณภาพของสินค้าสกินแคร์ โดยเฉพาะแบรนด์ที่ใส่ใจเรื่องความปลอดภัยและคุณภาพของสินค้า การจัดเก็บสินค้าอย่างถูกต้องจึงเป็นสิ่งสำคัญที่เจ้าของธุรกิจต้องให้ความสำคัญอย่างมาก เพื่อไม่ให้ “สินค้าเสื่อม” ก่อนถึงมือลูกค้า ลองดูวิธีการดูแลและจัดเก็บสินค้าสกินแคร์ช่วงหน้าร้อนให้ปลอดภัยและคงประสิทธิภาพดังนี้ สถานที่เก็บสินค้าควรมีอุณหภูมิคงที่ ไม่ร้อนอบอ้าว และหลีกเลี่ยงแสงแดดโดยตรง เพราะความร้อนและแสงแดดสามารถทำลายสารบำรุงในสกินแคร์ โดยเฉพาะวิตามิน C และสารสกัดธรรมชาติที่ไวต่ออุณหภูมิ อุณหภูมิที่เหมาะสมในการเก็บคือ 15–25°C ซึ่งช่วยยืดอายุการใช้งานของสินค้าได้ดี ควรหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่อับลมหรือไม่มีการระบายอากาศ และอย่าลืมตรวจสอบฉลากเพื่อดูคำแนะนำการจัดเก็บเพิ่มเติมจากผู้ผลิต หากยังไม่มีห้องควบคุมอุณหภูมิในพื้นที่จัดเก็บสินค้า อาจพิจารณาติดตั้งเครื่องปรับอากาศเพื่อช่วยรักษาอุณหภูมิให้เหมาะสม […]

Marketplace หรือ Social Commerce ขายที่ไหนกำไรดีกว่า?

ในยุคที่การขายออนไลน์เติบโตอย่างรวดเร็ว คำถามสำคัญที่พ่อค้าแม่ค้าหลายคนมักจะถามตัวเองคือ “ควรขายผ่าน Marketplace หรือ Social Commerce เพื่อให้ได้กำไรมากที่สุด?” ก่อนที่จะรู้คำตอบนั้นก็ควรจะรู้ก่อนว่าแต่ละช่องทางนั้นมีข้อดีและข้อเสียที่ต่างกันอย่างไร แล้วช่องทางไหนที่เหมาะกับธุรกิจของคุณมากที่สุด? บทความนี้จะช่วยเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจน พร้อมคำแนะนำที่ช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้น! Marketplace คืออะไร? ข้อดีและข้อเสีย Marketplace คือแพลตฟอร์มที่รวบรวมผู้ขายและผู้ซื้อมาไว้ในที่เดียว เช่น Lazada, Shopee, และ TikTok Shop ซึ่งกลายเป็นที่นิยมในหมู่ผู้ขายออนไลน์เพราะสามารถเข้าถึงลูกค้าได้จำนวนมากในเวลาอันสั้น ข้อดีของ Marketplace 1.เข้าถึงฐานลูกค้าขนาดใหญ่ เพราะมีจำนวนผู้ใช้งานที่เยอะมากและหลากหลายทั้งในแง่ของเพศ อายุ และความสนใจ ทำให้โอกาสที่สินค้าของคุณจะถูกพบเห็นและซื้อมีสูง อีกทั้งยังมีฟีเจอร์ช่วยโปรโมตสินค้า เช่น การแสดงสินค้าในหน้าแนะนำ (Recommended), การจัดอันดับสินค้ายอดนิยม, หรือฟังก์ชัน Search ที่ช่วยให้ลูกค้าเจอสินค้าคุณง่ายขึ้น และมีผู้ใช้งานทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง คุณจึงสามารถขายสินค้าและทำการตลาดได้ต่อเนื่องโดยไม่จำเป็นต้องรอช่วงเวลาหรือกิจกรรมพิเศษ 2.ระบบจัดการที่สะดวก ระบบจัดการที่สะดวก มีเครื่องมือที่ช่วยในเรื่องของการชำระเงิน การจัดส่ง และโปรโมชั่น –การชำระเงิน (Payment) มีระบบชำระเงินอัตโนมัติที่รองรับการจ่ายเงินหลากหลายช่องทาง เช่น บัตรเครดิต/เดบิต, โอนผ่านธนาคาร, และ […]

สินค้าเสื่อม สกินแคร์&คอสเมติก ร้อนนี้เก็บยังไงดี

เจ้าของธุรกิจสกินแคร์หลายๆคนคงต้องเคยเจอกับปัญหา สินค้าเสื่อม อย่างแน่นอน โดยเฉพาะหน้าร้อนที่อุณหภูมิสูงขึ้นแบบนี้ อาจทำให้สินค้าที่ลงทุนมาด้วยความตั้งใจกลับเสียหาย ทั้งสีเปลี่ยน กลิ่นเปลี่ยน หรือเนื้อครีมแยกชั้นจนใช้งานไม่ได้ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความน่าเชื่อถือและยอดขายของธุรกิจคุณ แต่ไม่ต้องกังวลไป เพราะบทความนี้จะช่วยให้คุณรู้วิธีเก็บรักษาสินค้าสกินแคร์ให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์พร้อมขาย แม้ต้องเจอกับอากาศร้อนๆ แบบเมืองไทยก็ยังมั่นใจได้ว่าคุณภาพสินค้าจะยังคงคุณภาพจนส่งถึงมือลูกค้าแน่นอน ทำไมอากาศร้อน ทำให้สกินแคร์เสื่อมคุณภาพ สินค้าสกินแคร์ เช่น เซรั่ม ครีม หรือโทนเนอร์ ล้วนมีส่วนประกอบที่อ่อนไหวต่อความร้อน หากสินค้าเหล่านี้ถูกเก็บไว้ในอุณหภูมิที่สูงเกินไป สารออกฤทธิ์ที่สำคัญจะเสื่อมสภาพลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ประสิทธิภาพในการบำรุงผิวลดลง สินค้าบางประเภทที่มีสารสำคัญเช่น วิตามินซีหรือเรตินอล จะมีความไวต่อความร้อนมากเป็นพิเศษ นอกจากนี้ บรรจุภัณฑ์ของสินค้าก็อาจได้รับผลกระทบจากความร้อน เช่น การละลายหรือเปลี่ยนรูป ทำให้เกิดปัญหาการปนเปื้อนของสารเคมีได้ วิธีเก็บสินค้าสกินแคร์ช่วงหน้าร้อน หน้าร้อนของเมืองไทยไม่เพียงแต่กระทบอารมณ์คน แต่ยังส่งผลอย่างมากต่อคุณภาพของสินค้าสกินแคร์ โดยเฉพาะแบรนด์ที่ใส่ใจเรื่องความปลอดภัยและคุณภาพของสินค้า การจัดเก็บสินค้าอย่างถูกต้องจึงเป็นสิ่งสำคัญที่เจ้าของธุรกิจต้องให้ความสำคัญอย่างมาก เพื่อไม่ให้ “สินค้าเสื่อม” ก่อนถึงมือลูกค้า ลองดูวิธีการดูแลและจัดเก็บสินค้าสกินแคร์ช่วงหน้าร้อนให้ปลอดภัยและคงประสิทธิภาพดังนี้ สถานที่เก็บสินค้าควรมีอุณหภูมิคงที่ ไม่ร้อนอบอ้าว และหลีกเลี่ยงแสงแดดโดยตรง เพราะความร้อนและแสงแดดสามารถทำลายสารบำรุงในสกินแคร์ โดยเฉพาะวิตามิน C และสารสกัดธรรมชาติที่ไวต่ออุณหภูมิ อุณหภูมิที่เหมาะสมในการเก็บคือ 15–25°C ซึ่งช่วยยืดอายุการใช้งานของสินค้าได้ดี ควรหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่อับลมหรือไม่มีการระบายอากาศ และอย่าลืมตรวจสอบฉลากเพื่อดูคำแนะนำการจัดเก็บเพิ่มเติมจากผู้ผลิต หากยังไม่มีห้องควบคุมอุณหภูมิในพื้นที่จัดเก็บสินค้า อาจพิจารณาติดตั้งเครื่องปรับอากาศเพื่อช่วยรักษาอุณหภูมิให้เหมาะสม […]

Marketplace หรือ Social Commerce ขายที่ไหนกำไรดีกว่า?

ในยุคที่การขายออนไลน์เติบโตอย่างรวดเร็ว คำถามสำคัญที่พ่อค้าแม่ค้าหลายคนมักจะถามตัวเองคือ “ควรขายผ่าน Marketplace หรือ Social Commerce เพื่อให้ได้กำไรมากที่สุด?” ก่อนที่จะรู้คำตอบนั้นก็ควรจะรู้ก่อนว่าแต่ละช่องทางนั้นมีข้อดีและข้อเสียที่ต่างกันอย่างไร แล้วช่องทางไหนที่เหมาะกับธุรกิจของคุณมากที่สุด? บทความนี้จะช่วยเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจน พร้อมคำแนะนำที่ช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้น! Marketplace คืออะไร? ข้อดีและข้อเสีย Marketplace คือแพลตฟอร์มที่รวบรวมผู้ขายและผู้ซื้อมาไว้ในที่เดียว เช่น Lazada, Shopee, และ TikTok Shop ซึ่งกลายเป็นที่นิยมในหมู่ผู้ขายออนไลน์เพราะสามารถเข้าถึงลูกค้าได้จำนวนมากในเวลาอันสั้น ข้อดีของ Marketplace 1.เข้าถึงฐานลูกค้าขนาดใหญ่ เพราะมีจำนวนผู้ใช้งานที่เยอะมากและหลากหลายทั้งในแง่ของเพศ อายุ และความสนใจ ทำให้โอกาสที่สินค้าของคุณจะถูกพบเห็นและซื้อมีสูง อีกทั้งยังมีฟีเจอร์ช่วยโปรโมตสินค้า เช่น การแสดงสินค้าในหน้าแนะนำ (Recommended), การจัดอันดับสินค้ายอดนิยม, หรือฟังก์ชัน Search ที่ช่วยให้ลูกค้าเจอสินค้าคุณง่ายขึ้น และมีผู้ใช้งานทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง คุณจึงสามารถขายสินค้าและทำการตลาดได้ต่อเนื่องโดยไม่จำเป็นต้องรอช่วงเวลาหรือกิจกรรมพิเศษ 2.ระบบจัดการที่สะดวก ระบบจัดการที่สะดวก มีเครื่องมือที่ช่วยในเรื่องของการชำระเงิน การจัดส่ง และโปรโมชั่น –การชำระเงิน (Payment) มีระบบชำระเงินอัตโนมัติที่รองรับการจ่ายเงินหลากหลายช่องทาง เช่น บัตรเครดิต/เดบิต, โอนผ่านธนาคาร, และ […]