Knowledge Center

สินค้าถูกตีกลับ แต่ไม่มีหลักฐานยื่นข้อพิพาท? MyCloud Fulfillment ช่วยลดต้นทุนได้อย่างไร

สินค้าถูกตีกลับ แต่ไม่มีหลักฐานยื่นข้อพิพาท? MyCloud Fulfillment ช่วยลดต้นทุนได้อย่างไร

ขายสินค้าได้หนึ่งออเดอร์ ร้านค้าอาจไม่ได้รับเพียงรายได้ แต่ยังต้องรับความเสี่ยงจากการคืนสินค้าและพัสดุตีกลับด้วย

สถานการณ์ที่น่าปวดหัวที่สุดคือ ร้านค้ามั่นใจว่าส่งสินค้าครบและแพ็กอย่างเรียบร้อย แต่เมื่อเกิดคำขอคืนสินค้า กลับไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะยืนยันว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างทาง ไม่รู้ว่าสินค้ากลับถึงคลังแล้วหรือยัง กล่องอยู่ในสภาพใด และสินค้าที่ได้รับคืนตรงกับสิ่งที่ส่งออกไปหรือไม่

เมื่อแพลตฟอร์มกำหนดระยะเวลาในการตอบกลับหรือยื่นข้อพิพาท ร้านค้าที่ต้องรอข้อมูลจากหลายฝ่ายอาจรวบรวมหลักฐานไม่ทัน และต้องรับภาระต้นทุนจากสินค้าที่เสียหาย สูญหาย หรือไม่สามารถนำกลับมาขายได้อีกครั้ง

ระบบ Return Cases ของ MyCloud Fulfillment จึงถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้ร้านค้าเห็นข้อมูลพัสดุตีกลับได้ชัดเจนขึ้น พร้อมตรวจสอบภาพ สภาพพัสดุ และสถานะล่าสุดภายในคลังได้จากระบบเดียว

ทำไม “สินค้าตีกลับ” จึงมีต้นทุนมากกว่าค่าขนส่ง?

เมื่อเกิดพัสดุตีกลับ ร้านค้าไม่ได้เสียเฉพาะค่าจัดส่งไปและกลับ แต่ยังอาจต้องรับต้นทุนแฝงอีกหลายส่วน ได้แก่

  • มูลค่าสินค้าที่เสียหายหรือไม่สามารถขายต่อได้
  • เวลาของทีมงานที่ต้องติดตามพัสดุจากคลังและบริษัทขนส่ง
  • เวลาที่ใช้รวบรวมข้อมูลจากหลายระบบ
  • โอกาสในการยื่นข้อพิพาทที่สูญเสียไปเพราะมีหลักฐานไม่เพียงพอ
  • เงินทุนที่จมอยู่กับสินค้าที่ไม่ทราบสถานะ
  • รายได้ที่หายไปจากสินค้าที่ควรนำกลับมาจำหน่ายได้
  • ค่าแรงในการตรวจสอบและจัดการสินค้าคืนด้วยตนเอง
  • ความเสี่ยงจากการคืนเงินก่อนทราบสภาพสินค้าที่ได้รับกลับมา

ต้นทุนเหล่านี้อาจเกิดขึ้นพร้อมกันในทุกออเดอร์ที่ถูกตีกลับ และยิ่งร้านค้ามีปริมาณคำสั่งซื้อสูง ภาระในการตรวจสอบก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

Pain Point สำคัญ: ไม่มีหลักฐานเพียงพอสำหรับยื่นข้อพิพาท

เมื่อผู้ซื้อแจ้งว่าสินค้าไม่ครบ สินค้าไม่ตรง หรือสินค้าเสียหาย ร้านค้าจำเป็นต้องใช้ข้อมูลประกอบการพิจารณาและยื่นข้อพิพาทผ่าน Marketplace

แต่ในทางปฏิบัติ ร้านค้าจำนวนมากมักพบปัญหา เช่น

  • ไม่มีภาพหรือข้อมูลสภาพพัสดุเมื่อกลับมาถึงคลัง
  • ไม่ทราบว่าสินค้าที่คืนมาตรงกับออเดอร์เดิมหรือไม่
  • ไม่รู้ว่าพัสดุกลับถึงคลังเมื่อใด
  • ต้องรอพนักงานคลังค้นหาสินค้าและถ่ายภาพส่งให้
  • ข้อมูลจาก Marketplace บริษัทขนส่ง และคลังอยู่คนละระบบ
  • กว่าจะรวบรวมข้อมูลครบก็ใกล้หมดเวลายื่นข้อพิพาท
  • ทีมงานไม่ทราบว่ารายการใดตรวจสอบแล้วหรือยังไม่ได้ตรวจสอบ

หากไม่มีหลักฐานการแพ็กสินค้าก่อนส่ง ร้านค้าอาจเสียเปรียบตั้งแต่เริ่มต้นอยู่แล้ว และหากยังไม่มีข้อมูลสภาพพัสดุที่ตีกลับมาเพิ่มเติม การพิจารณาว่าควรคืนเงินหรือยื่นข้อพิพาทก็ยิ่งทำได้ยากขึ้น

ตีกลับเหมือนกัน ไม่ได้แปลขายต่อเหมือนกัน

Return Cases ช่วยเติมข้อมูลส่วนที่ร้านค้ามักขาดไป

ระบบ Return Cases ของ MyCloud ช่วยให้ร้านค้าเข้าดูรายการพัสดุตีกลับที่เดินทางถึงคลังและได้รับการลงทะเบียนแล้ว พร้อมรายละเอียดสำคัญ ได้แก่

  • ข้อมูลของพัสดุตีกลับ
  • ภาพสินค้าและพัสดุ
  • สภาพของพัสดุเมื่ออยู่ภายในคลัง
  • สถานะล่าสุดของรายการ
  • ข้อมูลสำหรับนำไปตรวจสอบกับรายการคืนสินค้าบน Marketplace

ร้านค้าจึงไม่จำเป็นต้องรอการตอบกลับจากหลายฝ่ายก่อนเริ่มตรวจสอบ แต่สามารถค้นหาข้อมูลและพิจารณารายการได้ด้วยตัวเองผ่านระบบ

สรุปแบบสั้น: MyCloud Fulfillment ช่วยลดต้นทุนการจัดการสินค้าตีกลับด้วยการรวบรวมข้อมูล ภาพ สภาพพัสดุ และสถานะไว้ในระบบเดียว ลดเวลาติดตามงาน ช่วยให้ตัดสินใจเรื่องการคืนเงินหรือข้อพิพาทได้เร็วขึ้น และนำสินค้าที่อยู่ในสภาพพร้อมขายกลับเข้าคลังได้อย่างเป็นระบบ

Return Cases ไม่ใช่หลักฐานการแพ็ค แต่ช่วยให้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นปลายทาง

ร้านค้าควรแยกหลักฐานออกเป็น 2 ช่วงอย่างชัดเจน

หลักฐานก่อนจัดส่ง

เป็นข้อมูลที่แสดงว่าสินค้าถูกหยิบ ตรวจสอบ และแพ็กอย่างไร เช่น รายการสินค้า ภาพหรือวิดีโอการแพ็ก และข้อมูลการส่งมอบให้บริษัทขนส่ง

หลักฐานส่วนนี้มีประโยชน์เมื่อต้องยืนยันว่าสินค้าถูกส่งออกไปครบถ้วนและอยู่ในสภาพใด

หลักฐานเมื่อพัสดุตีกลับถึงคลัง

เป็นข้อมูลที่แสดงว่าสินค้าและบรรจุภัณฑ์กลับมาในสภาพใด มีสินค้าอยู่ภายในครบหรือไม่ และพัสดุถูกลงทะเบียนเข้าคลังเมื่อใด

ระบบ Return Cases ของ MyCloud สนับสนุนการตรวจสอบในช่วงนี้ โดยช่วยให้ร้านค้าเห็นข้อมูลและสภาพพัสดุที่ได้รับคืนกลับมา

แม้ข้อมูลจาก Return Cases จะไม่ใช่หลักฐานการแพ็กสินค้าต้นทาง แต่สามารถใช้เป็นข้อมูลอีกด้านหนึ่งเพื่อช่วยเปรียบเทียบกับรายละเอียดคำสั่งซื้อและข้อมูลจาก Marketplace ทำให้ร้านค้ามีภาพรวมประกอบการตัดสินใจมากกว่าการพิจารณาจากคำร้องของผู้ซื้อเพียงอย่างเดียว

MyCloud Fulfillment จัดการพัสดุตีกลับอย่างไร?

เมื่อเกิดการคืนสินค้า กระบวนการโดยสรุปมีดังนี้

  1. ลูกค้าแจ้งคืนสินค้าผ่าน Marketplace เช่น Shopee, Lazada, TikTok Shop
  2. ร้านค้าได้รับรายละเอียดคำขอคืนสินค้า
  3. ลูกค้าส่งพัสดุกลับผ่านบริษัทขนส่ง
  4. เมื่อพัสดุมาถึงคลัง MyCloud เจ้าหน้าที่ดำเนินการ RC และ RE เพื่อรับพัสดุตีกลับเข้าระบบภายใน 24 ชั่วโมง
  5. ร้านค้านำข้อมูลจาก Marketplace มาค้นหาในหน้า Return Cases
  6. ร้านค้าตรวจสอบภาพ ข้อมูล และสภาพพัสดุตีกลับ
  7. ร้านค้าตัดสินใจคืนเงินหรือยื่นหลักฐานเพื่อโต้แย้งผ่าน Marketplace
  8. เมื่อดำเนินการเรียบร้อยแล้ว ร้านค้ากด “รับทราบ” เพื่อบันทึกว่ารายการนั้นได้รับการตรวจสอบกับช่องทางการขายแล้ว

ร้านค้าจึงสามารถมองเห็นความคืบหน้าของพัสดุตีกลับและจัดการแต่ละเคสได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น

RC และ RE ช่วยจัดระเบียบสินค้าตีกลับอย่างไร?

MyCloud ใช้รายการสำคัญ 2 ประเภทในการจัดการพัสดุตีกลับ ได้แก่ RC และ RE

RC – Return Case

RC ใช้บันทึกเคสพัสดุตีกลับแยกตามแต่ละกล่อง หนึ่งออเดอร์จึงสามารถมี RC ได้หลายรายการ หากออเดอร์นั้นประกอบด้วยพัสดุหลายกล่อง

RC ช่วยให้ร้านค้าตรวจสอบข้อมูลของพัสดุแต่ละกล่องได้ละเอียดขึ้น และยังสามารถสร้างรายการได้แม้พัสดุที่กลับมาไม่มีข้อมูลอ้างอิงจากออเดอร์จัดส่งเดิมครบถ้วน

RE – Return Order

RE คือออเดอร์รับสินค้าตีกลับเข้าคลัง หนึ่ง RE สามารถเชื่อมโยงกับ RC ได้หลายรายการ เพื่อให้สินค้าถูกนำเข้าจัดเก็บและเตรียมพร้อมสำหรับการบริหารจัดการหรือส่งออกต่อไป

กล่าวโดยสรุปคือ

RC ช่วยบันทึกและตรวจสอบว่าได้รับพัสดุอะไรกลับมา
RE ช่วยนำสินค้านั้นกลับเข้าสู่ระบบจัดเก็บของคลัง

ทุกการรับคืนมีข้อมูลประกอบการตรวจสอบ มีหลักฐานการตีคืนสินค้าตีคืน

MyCloud Fulfillment ช่วยลดต้นทุนให้ร้านค้าได้อย่างไร?

1. ลดเวลาติดตามพัสดุกับหลายฝ่าย

แทนที่ทีมงานจะต้องส่งข้อความหรืออีเมลสอบถามคลังทีละรายการ ร้านค้าสามารถค้นหาพัสดุตีกลับและตรวจสอบข้อมูลจากหน้า Return Cases ได้ด้วยตัวเอง

เวลาที่ประหยัดได้สามารถนำไปใช้กับงานขาย การตลาด และการดูแลลูกค้าที่สร้างรายได้ให้ธุรกิจมากกว่า

2. ลดค่าแรงในการจัดการข้อมูลด้วยตนเอง

การรวบรวมข้อมูลจากไฟล์ ตาราง แชต และรูปภาพที่ส่งแยกกัน ทำให้ทีมงานต้องใช้เวลาในการจับคู่ข้อมูลกับแต่ละออเดอร์

เมื่อข้อมูลพัสดุตีกลับถูกรวมไว้ในระบบเดียว ภาระของทีมงานในการค้นหาและจัดระเบียบข้อมูลจึงลดลง

3. ลดความเสี่ยงจากการตัดสินใจโดยไม่มีข้อมูล

หากร้านค้าคืนเงินทันทีโดยยังไม่เห็นสภาพสินค้าที่ได้รับกลับมา อาจพลาดโอกาสตรวจพบว่าสินค้าไม่ครบ ไม่ตรงรายการ หรือมีสภาพแตกต่างจากที่แจ้งไว้

ภาพและรายละเอียดใน Return Cases ช่วยให้ร้านค้ามีข้อมูลประกอบก่อนตัดสินใจว่าจะคืนเงินหรือยื่นข้อพิพาท

4. ลดโอกาสพลาดกำหนดเวลาของ Marketplace

การตรวจสอบข้อมูลได้จากระบบช่วยลดเวลารอคอย ทำให้ร้านค้าเริ่มพิจารณาเคสและเตรียมข้อมูลสำหรับตอบกลับแพลตฟอร์มได้เร็วขึ้น

อย่างไรก็ตาม ร้านค้ายังควรตรวจสอบเงื่อนไขและระยะเวลาการยื่นข้อพิพาทของแต่ละ Marketplace ทุกครั้ง เนื่องจากข้อกำหนดอาจแตกต่างกัน

5. ลดระยะเวลาที่สินค้าค้างอยู่โดยไม่สร้างรายได้

สินค้าที่ถูกตีกลับแต่ยังไม่มีการตรวจสอบถือเป็นสต็อกที่ยังไม่สามารถนำไปขายต่อได้

เมื่อร้านค้าเห็นสถานะและจัดการรายการได้เร็วขึ้น สินค้าที่อยู่ในสภาพเหมาะสมก็สามารถเข้าสู่กระบวนการรับกลับเข้าคลังผ่าน RE และเตรียมพร้อมสำหรับการดำเนินการต่อได้เร็วขึ้น

6. ลดความสับสนและการทำงานซ้ำ

ฟังก์ชัน “รับทราบ” ช่วยบันทึกว่ารายการใดได้รับการตรวจสอบกับช่องทางการขายแล้ว ทำให้ทีมงานเห็นสถานะร่วมกันและลดโอกาสที่พนักงานหลายคนจะตรวจสอบเคสเดียวกันซ้ำ

การกดรับทราบเป็นเพียงการบันทึกสถานะการตรวจสอบของร้านค้า ไม่ใช่การยืนยันการทำงานของคลัง

7. ช่วยให้วางแผนลดปัญหาสินค้าตีกลับในระยะยาว

เมื่อข้อมูลการตีกลับถูกรวบรวมอย่างเป็นระบบ ร้านค้าสามารถนำสาเหตุและลักษณะของปัญหาที่พบมาวิเคราะห์ต่อได้ เช่น สินค้าประเภทใดถูกคืนบ่อย บรรจุภัณฑ์รูปแบบใดมีความเสี่ยง หรือช่องทางใดมีอัตราการตีกลับสูง

ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ธุรกิจปรับปรุงสินค้า บรรจุภัณฑ์ และกระบวนการจัดส่ง เพื่อลดต้นทุนจากปัญหาที่เกิดซ้ำในอนาคต

จากต้นทุนที่ควบคุมไม่ได้ สู่กระบวนการที่ตรวจสอบได้

พัสดุตีกลับอาจเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในการขายสินค้าออนไลน์ แต่ต้นทุนจากความล่าช้า ข้อมูลกระจัดกระจาย และการทำงานซ้ำเป็นสิ่งที่ร้านค้าสามารถลดลงได้

ระบบ Return Cases ของ MyCloud ช่วยเปลี่ยนกระบวนการที่ต้องคอยติดตามข้อมูลจากหลายฝ่าย ให้กลายเป็นขั้นตอนที่ร้านค้าสามารถตรวจสอบได้ด้วยตัวเอง ตั้งแต่การค้นหารายการ ดูภาพและสภาพพัสดุ ไปจนถึงการบันทึกว่าดำเนินการกับ Marketplace แล้ว

ยิ่งร้านค้าเห็นข้อมูลเร็วเท่าไร ก็ยิ่งตัดสินใจได้เร็วขึ้น ลดเวลาที่สินค้าและเงินทุนค้างอยู่ในกระบวนการ และเพิ่มโอกาสนำสินค้าที่อยู่ในสภาพเหมาะสมกลับมาสร้างรายได้อีกครั้ง

สรุป

ปัญหาของสินค้าตีกลับไม่ได้จบลงเมื่อพัสดุเดินทางกลับมาถึงคลัง แต่จบเมื่อร้านค้าทราบว่าได้รับอะไรกลับมา สินค้าอยู่ในสภาพใด ควรคืนเงินหรือยื่นข้อพิพาท และสินค้านั้นสามารถนำกลับมาบริหารจัดการต่อได้หรือไม่

MyCloud Fulfillment ช่วยให้ร้านค้าตรวจสอบข้อมูลเหล่านี้ผ่านระบบ Return Cases โดยใช้ RC บันทึกพัสดุตีกลับแต่ละกล่อง และใช้ RE รับสินค้ากลับเข้าสู่ระบบจัดเก็บของคลัง

ผลลัพธ์คือ ร้านค้าใช้เวลาติดตามงานน้อยลง ลดการทำงานซ้ำ ตัดสินใจจากข้อมูลได้เร็วขึ้น และลดต้นทุนแฝงที่เกิดขึ้นตลอดกระบวนการจัดการสินค้าตีกลับ

หากธุรกิจของคุณกำลังเติบโตและไม่ต้องการให้ทุกพัสดุตีกลับกลายเป็นภาระของทีม MyCloud Fulfillment พร้อมช่วยดูแลกระบวนการ Fulfillment ตั้งแต่จัดเก็บ แพ็ก จัดส่ง ไปจนถึงการจัดการพัสดุตีกลับในระบบเดียว

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

A: ข้อมูลจาก Return Cases แสดงรายละเอียดและสภาพของพัสดุเมื่อกลับมาถึงคลัง ไม่ใช่หลักฐานการแพ็กสินค้าก่อนจัดส่ง แต่สามารถใช้เป็นข้อมูลประกอบร่วมกับรายละเอียดออเดอร์และหลักฐานจากแหล่งอื่นได้ ทั้งนี้ การรับพิจารณาหลักฐานขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละ Marketplace

A: ร้านค้าสามารถตรวจสอบรายการพัสดุตีกลับ รายละเอียด ภาพสินค้า สภาพพัสดุ และสถานะล่าสุดภายในคลังได้

A: MyCloud ช่วยลดเวลาติดตามข้อมูล ลดงานที่ต้องทำด้วยตนเอง ลดการตรวจสอบซ้ำ ช่วยให้ตัดสินใจเรื่องคืนเงินหรือข้อพิพาทเร็วขึ้น และทำให้สินค้าที่พร้อมขายสามารถกลับเข้าสู่กระบวนการจัดเก็บได้อย่างเป็นระบบ

A: เมื่อพัสดุมาถึงคลัง MyCloud เจ้าหน้าที่จะดำเนินการ RC และ RE เพื่อรับพัสดุตีกลับเข้าคลังภายใน 24 ชั่วโมง

A: ได้ เพราะ RC บันทึกแยกตามกล่อง หากหนึ่งออเดอร์ประกอบด้วยพัสดุหลายกล่อง ก็สามารถมี RC หลายรายการได้

A: หมายถึงร้านค้าได้ตรวจสอบข้อมูลและดำเนินการยืนยันกับช่องทางการขายแล้ว ไม่ใช่การยืนยันขั้นตอนการทำงานของคลัง

บทความที่เกี่ยวข้อง

อ่านเพิ่มเติม

Shopify คืออะไร? เจาะจุดเด่น ประโยชน์ และวิธีเชื่อมต่อกับ MyCloud Fulfillment ให้ขายได้ 24 ชม.

Shopify คืออะไร? Shopify คือแพลตฟอร์มสร้างร้านค้าออนไลน์ (E-Commerce Platform) แบบ SaaS จากประเทศแคนาดา ที่ช่วยให้เจ้าของธุรกิจสามารถเปิดเว็บไซต์ขายของออนไลน์ของตัวเองได้ภายในไม่กี่นาที โดยไม่ต้องเขียนโค้ดหรือมีทีมพัฒนาเว็บไซต์เอง ผู้ใช้งานสามารถออกแบบหน้าร้าน จัดการสินค้า รับชำระเงิน และเชื่อมต่อระบบขนส่งได้ครบจบในที่เดียว ปัจจุบัน Shopify กลายเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์ม E-Commerce ที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดในโลก ครอบคลุมร้านค้าจากกว่า 175 ประเทศทั่วโลก และเป็นตัวเลือกยอดนิยมของแบรนด์ไทยที่ต้องการเป็นเจ้าของ “เว็บไซต์แบรนด์” (Brand.com) ควบคู่ไปกับการขายบน Marketplace อย่าง Shopee, Lazada และ TikTok Shop จุดเด่นของ Shopify มีอะไรบ้าง? Shopify ได้รับความนิยมเพราะออกแบบมาให้ “ใช้งานง่ายแต่ครบเครื่อง” เหมาะทั้งกับมือใหม่และแบรนด์ระดับองค์กร โดยจุดเด่นหลักที่ทำให้ Shopify แตกต่างจากแพลตฟอร์มอื่น ได้แก่ 1. เปิดร้านได้ในไม่กี่นาที ไม่ต้องเขียนโค้ด Shopify ให้ Template หน้าร้านสำเร็จรูปหลายร้อยแบบ พร้อมระบบ Drag & […]

เจ้าของธุรกิจออนไลน์ควรรู้! เปิดร้านขายของใน Shopee เสียค่าอะไรบ้าง?

ในยุคที่การช้อปปิ้งออนไลน์กำลังเฟื่องฟู Shopee กลายเป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซยอดนิยมที่ผู้ประกอบการหลายคนเลือกเป็นช่องทางในการขายสินค้า แต่หลายคนอาจยังไม่ทราบว่าการขายของใน Shopee มีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง วันนี้เราจะมาไขข้อข้องใจเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ที่ผู้ขายต้องจ่ายเมื่อเปิดร้านบน Shopee เพื่อให้คุณสามารถวางแผนธุรกิจและคำนวณต้นทุนได้อย่างแม่นยำ พร้อมแล้วมาดูกันว่าขายของใน Shopee เสียค่าอะไรบ้าง   ขายของใน shopee เสียค่าอะไรบ้าง ก่อนที่จะเริ่มขายสินค้าบน Shopee ผู้ขายควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ที่จะต้องจ่าย เพื่อให้สามารถตั้งราคาสินค้าได้อย่างเหมาะสมและทำกำไรได้ตามเป้าหมาย มาดูกันว่ามีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง   1. ค่าธรรมเนียมจากการขาย การขายของใน Shopee มีค่าธรรมเนียมการขายที่แตกต่างกันตามประเภทของร้านค้าและหมวดหมู่สินค้า ซึ่งทางช้อปปี้จะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในส่วนนี้จากทั้ง Shopee Seller ที่ลงขายแบบ Mall Sellers และ Non-Mall Sellers นั้น ทางช้อปปี้จะเริ่มเก็บค่าธรรมเนียมเมื่อได้รับคำสั่งซื้อและจัดการคำสั่งซื้อจนเสร็จ ซึ่งจะเก็บค่าธรรมเนียมตามประเภทของสินค้า ดังนี้ หมวดหมู่สินค้า Shopee Mall Seller (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) Non-Mall Seller(รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) สินค้าในหมวดหมู่อิเล็กทรอนิกส์ 9% – 11% 8% สินค้าในหมวดหมู่อิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ […]

CRM คืออะไร? จำเป็นไหมที่ทุกธุรกิจออนไลน์ต้องมี

ในยุคที่ใครๆก็ต้องมีช่องทางการขายทางออนไลน์ หลายร้านค้าต่างมุ่งเป้าไปยังการเพิ่มยอดขายและหาลูกค้าใหม่ผ่านช่องทาง Marketplace ยอดนิยม เช่น Lazada, Shopee, และ TikTok Shop อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่พบบ่อยคือร้านค้าไม่สามารถเก็บข้อมูลลูกค้าโดยตรงจากช่องทางเหล่านี้ได้ ซึ่งอาจจะเสียโอกาสสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้า และเปลี่ยนจากลูกค้าขาจรให้กลายเป็นลูกค้าประจำที่ซื้อซ้ำในระยะยาวได้ยาก แต่วันนี้ MyCloud เราจะพาทุกท่านมาทำความเข้าใจกันก่อนว่าจริงๆแล้วปัญหานี้ก็มีวิธีที่แก้ได้เช่นกัน นั่นก็คือการใช้ระบบ CRM (Customer Relationship Management) เข้ามาช่วยเก็บข้อมูลลูกค้า แต่ว่า CRM คืออะไร แล้วจะตอบโจทย์กับร้านค้าออนไลน์ในปัจจุบันกันได้มากน้อยแค่ไหน มาอ่านจากบทความต่อไปนี้กันได้เลยค่ะ CRM คืออะไร และทำไมจึงสำคัญกับธุรกิจออนไลน์? CRM หรือ Customer Relationship Management คือ ระบบบริหารจัดการความสัมพันธ์กับลูกค้า โดยการจัดเก็บข้อมูล วิเคราะห์ และบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้าในรูปแบบต่างๆ ทั้งการติดตามประวัติการซื้อสินค้า ความสนใจ พฤติกรรมการซื้อ รวมถึงข้อมูลส่วนบุคคลต่างๆ เพื่อให้ธุรกิจสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างตรงจุด และสร้างความประทับใจสูงสุดในการซื้อขายแต่ละครั้ง ปัญหาเมื่อขายผ่าน Marketplace โดยไม่มี CRM คืออะไร? การขายผ่าน Marketplace มีข้อดีเรื่องความสะดวกและการเข้าถึงลูกค้าใหม่จำนวนมากก็จริง […]

Shopify คืออะไร? เจาะจุดเด่น ประโยชน์ และวิธีเชื่อมต่อกับ MyCloud Fulfillment ให้ขายได้ 24 ชม.

Shopify คืออะไร? Shopify คือแพลตฟอร์มสร้างร้านค้าออนไลน์ (E-Commerce Platform) แบบ SaaS จากประเทศแคนาดา ที่ช่วยให้เจ้าของธุรกิจสามารถเปิดเว็บไซต์ขายของออนไลน์ของตัวเองได้ภายในไม่กี่นาที โดยไม่ต้องเขียนโค้ดหรือมีทีมพัฒนาเว็บไซต์เอง ผู้ใช้งานสามารถออกแบบหน้าร้าน จัดการสินค้า รับชำระเงิน และเชื่อมต่อระบบขนส่งได้ครบจบในที่เดียว ปัจจุบัน Shopify กลายเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์ม E-Commerce ที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดในโลก ครอบคลุมร้านค้าจากกว่า 175 ประเทศทั่วโลก และเป็นตัวเลือกยอดนิยมของแบรนด์ไทยที่ต้องการเป็นเจ้าของ “เว็บไซต์แบรนด์” (Brand.com) ควบคู่ไปกับการขายบน Marketplace อย่าง Shopee, Lazada และ TikTok Shop จุดเด่นของ Shopify มีอะไรบ้าง? Shopify ได้รับความนิยมเพราะออกแบบมาให้ “ใช้งานง่ายแต่ครบเครื่อง” เหมาะทั้งกับมือใหม่และแบรนด์ระดับองค์กร โดยจุดเด่นหลักที่ทำให้ Shopify แตกต่างจากแพลตฟอร์มอื่น ได้แก่ 1. เปิดร้านได้ในไม่กี่นาที ไม่ต้องเขียนโค้ด Shopify ให้ Template หน้าร้านสำเร็จรูปหลายร้อยแบบ พร้อมระบบ Drag & […]

เจ้าของธุรกิจออนไลน์ควรรู้! เปิดร้านขายของใน Shopee เสียค่าอะไรบ้าง?

ในยุคที่การช้อปปิ้งออนไลน์กำลังเฟื่องฟู Shopee กลายเป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซยอดนิยมที่ผู้ประกอบการหลายคนเลือกเป็นช่องทางในการขายสินค้า แต่หลายคนอาจยังไม่ทราบว่าการขายของใน Shopee มีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง วันนี้เราจะมาไขข้อข้องใจเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ที่ผู้ขายต้องจ่ายเมื่อเปิดร้านบน Shopee เพื่อให้คุณสามารถวางแผนธุรกิจและคำนวณต้นทุนได้อย่างแม่นยำ พร้อมแล้วมาดูกันว่าขายของใน Shopee เสียค่าอะไรบ้าง   ขายของใน shopee เสียค่าอะไรบ้าง ก่อนที่จะเริ่มขายสินค้าบน Shopee ผู้ขายควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ที่จะต้องจ่าย เพื่อให้สามารถตั้งราคาสินค้าได้อย่างเหมาะสมและทำกำไรได้ตามเป้าหมาย มาดูกันว่ามีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง   1. ค่าธรรมเนียมจากการขาย การขายของใน Shopee มีค่าธรรมเนียมการขายที่แตกต่างกันตามประเภทของร้านค้าและหมวดหมู่สินค้า ซึ่งทางช้อปปี้จะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในส่วนนี้จากทั้ง Shopee Seller ที่ลงขายแบบ Mall Sellers และ Non-Mall Sellers นั้น ทางช้อปปี้จะเริ่มเก็บค่าธรรมเนียมเมื่อได้รับคำสั่งซื้อและจัดการคำสั่งซื้อจนเสร็จ ซึ่งจะเก็บค่าธรรมเนียมตามประเภทของสินค้า ดังนี้ หมวดหมู่สินค้า Shopee Mall Seller (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) Non-Mall Seller(รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) สินค้าในหมวดหมู่อิเล็กทรอนิกส์ 9% – 11% 8% สินค้าในหมวดหมู่อิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ […]

CRM คืออะไร? จำเป็นไหมที่ทุกธุรกิจออนไลน์ต้องมี

ในยุคที่ใครๆก็ต้องมีช่องทางการขายทางออนไลน์ หลายร้านค้าต่างมุ่งเป้าไปยังการเพิ่มยอดขายและหาลูกค้าใหม่ผ่านช่องทาง Marketplace ยอดนิยม เช่น Lazada, Shopee, และ TikTok Shop อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่พบบ่อยคือร้านค้าไม่สามารถเก็บข้อมูลลูกค้าโดยตรงจากช่องทางเหล่านี้ได้ ซึ่งอาจจะเสียโอกาสสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้า และเปลี่ยนจากลูกค้าขาจรให้กลายเป็นลูกค้าประจำที่ซื้อซ้ำในระยะยาวได้ยาก แต่วันนี้ MyCloud เราจะพาทุกท่านมาทำความเข้าใจกันก่อนว่าจริงๆแล้วปัญหานี้ก็มีวิธีที่แก้ได้เช่นกัน นั่นก็คือการใช้ระบบ CRM (Customer Relationship Management) เข้ามาช่วยเก็บข้อมูลลูกค้า แต่ว่า CRM คืออะไร แล้วจะตอบโจทย์กับร้านค้าออนไลน์ในปัจจุบันกันได้มากน้อยแค่ไหน มาอ่านจากบทความต่อไปนี้กันได้เลยค่ะ CRM คืออะไร และทำไมจึงสำคัญกับธุรกิจออนไลน์? CRM หรือ Customer Relationship Management คือ ระบบบริหารจัดการความสัมพันธ์กับลูกค้า โดยการจัดเก็บข้อมูล วิเคราะห์ และบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้าในรูปแบบต่างๆ ทั้งการติดตามประวัติการซื้อสินค้า ความสนใจ พฤติกรรมการซื้อ รวมถึงข้อมูลส่วนบุคคลต่างๆ เพื่อให้ธุรกิจสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างตรงจุด และสร้างความประทับใจสูงสุดในการซื้อขายแต่ละครั้ง ปัญหาเมื่อขายผ่าน Marketplace โดยไม่มี CRM คืออะไร? การขายผ่าน Marketplace มีข้อดีเรื่องความสะดวกและการเข้าถึงลูกค้าใหม่จำนวนมากก็จริง […]