Knowledge Center

Shopify กับ Shopee, Lazada ต่างกันยังไง? เลือกขายบนเว็บตัวเองหรือ Marketplace หรือขายทั้งสองทาง

Shopify กับ Shopee, Lazada ขายที่ไหนดี เทียบเว็บตัวเองกับ Marketplace

Shopee และ Lazada เป็น Marketplace เหมือนเปิดร้านในห้างที่มีคนเดินอยู่แล้ว เปิดร้านฟรี ขายได้เร็ว จ่ายค่าธรรมเนียมเป็นเปอร์เซ็นต์ต่อออเดอร์ ส่วน Shopify คือเครื่องมือสร้างเว็บร้านของแบรนด์เอง จ่ายค่าแพ็กเกจรายเดือน คุมหน้าร้านและข้อมูลสมาชิกได้เต็มที่ แต่ต้องหาลูกค้าเข้าเว็บเอง ร้านที่เพิ่งเริ่มมักเหมาะกับ Marketplace ก่อน ส่วนแบรนด์ที่มีลูกค้าประจำแล้วมักขายทั้งสองทาง ซึ่งเรื่องที่ต้องเตรียมคือสต็อกกลางและงานแพ็กที่รองรับทุกช่องทาง

Shopify กับ Shopee/Lazada ต่างกันที่โมเดลธุรกิจ

คำตอบสั้น: Shopee และ Lazada คือ Marketplace ที่รวมร้านค้าหลายพันร้านไว้ในแอปเดียว ส่วน Shopify คือระบบสำเร็จรูปสำหรับสร้างเว็บไซต์ขายของของแบรนด์เอง สองแบบนี้ไม่ได้แข่งกันตรง ๆ แต่ทำหน้าที่ต่างกัน

เปรียบเทียบร้านบน Marketplace Shopee Lazada กับหน้าร้านของแบรนด์บน Shopify
  • Marketplace (Shopee, Lazada): ร้านเปิดร้านในแพลตฟอร์มที่มีผู้ซื้ออยู่แล้ว ได้ทั้งทราฟฟิก ระบบชำระเงิน ขนส่ง แคมเปญอย่าง Double Day และเครื่องมือโฆษณาในแอป แลกกับค่าธรรมเนียมต่อออเดอร์ และต้องทำตามกฎของแพลตฟอร์ม
  • Shopify: ร้านจ่ายค่าแพ็กเกจรายเดือนเพื่อใช้ระบบสร้างเว็บ ได้โดเมนและหน้าร้านของตัวเอง แต่งได้ตามแบรนด์ ตั้งโปรได้เอง แต่ทุกอย่างที่ Marketplace ทำให้ ร้านต้องจัดการเองทั้งหมด ตั้งแต่ดึงคนเข้าเว็บ ตั้งค่าการชำระเงิน ไปจนถึงขนส่ง

ถ้ายังไม่รู้จัก Shopify อ่านพื้นฐานได้ที่ Shopify คืออะไร

ตารางเปรียบเทียบ Shopify vs Shopee vs Lazada

หัวข้อ

Shopify

Shopee

Lazada

รูปแบบ

เว็บร้านของแบรนด์เอง

Marketplace

Marketplace (มีโซน LazMall สำหรับแบรนด์)

ค่าเปิดร้าน

ทดลองใช้ แล้วจ่ายแพ็กเกจรายเดือน

เปิดร้านฟรี

เปิดร้านฟรี

ค่าใช้จ่ายหลัก

ค่าแพ็กเกจ + ค่า payment gateway + ค่าแอปเสริม + ค่าโฆษณา

ค่าธรรมเนียมการขาย + ค่าธรรมเนียมการชำระเงิน + โปรแกรมเสริมที่ร้านเลือกเข้าร่วม

ค่าธรรมเนียมการขาย + ค่าธรรมเนียมการชำระเงิน + โปรแกรมเสริมที่ร้านเลือกเข้าร่วม

ทราฟฟิก

ต้องหาเอง (โฆษณา, SEO, โซเชียล, LINE)

มีผู้ซื้อในแอปอยู่แล้ว

มีผู้ซื้อในแอปอยู่แล้ว

หน้าร้านและแบรนด์

แต่งได้เกือบทั้งหมด

ตามเทมเพลตของแพลตฟอร์ม

ตามเทมเพลตของแพลตฟอร์ม

ข้อมูลลูกค้า

ร้านดูแลข้อมูลสมาชิกเอง (ต้องทำตาม PDPA เอง)

แพลตฟอร์มคุ้มครองข้อมูลผู้ซื้อตาม PDPA

แพลตฟอร์มคุ้มครองข้อมูลผู้ซื้อตาม PDPA

การชำระเงิน

ต่อ payment provider ไทยเอง (PromptPay, บัตร, e-wallet ตามที่ provider รองรับ)

แพลตฟอร์มจัดการให้

แพลตฟอร์มจัดการให้

ขนส่ง

ต่อแอปขนส่งหรือ Fulfillment เอง

ขนส่งที่แพลตฟอร์มกำหนด

ขนส่งที่แพลตฟอร์มกำหนด

แคมเปญ

ร้านจัดเองได้ทุกเมื่อ

Double Day, โค้ดส่วนลด, Shopee Ads

Double Day, โค้ดส่วนลด, Sponsored Solutions

ความยากในการเริ่ม

ปานกลาง (ต้องตั้งค่าหลายอย่าง)

ง่าย

ง่าย

ค่าใช้จ่ายจริงของแต่ละทาง

คำตอบสั้น: Marketplace เก็บเงินตามยอดขาย ขายน้อยจ่ายน้อย ส่วน Shopify มีค่าใช้จ่ายคงที่รายเดือน แต่ตัวที่กินงบจริงของเว็บตัวเองมักเป็น ค่าโฆษณาที่ใช้ดึงคนเข้าเว็บ ถ้าเทียบโดยไม่นับส่วนนี้ ตัวเลขจะออกมาดูถูกกว่าความจริง

ค่าใช้จ่ายฝั่ง Shopify

1. ค่าแพ็กเกจ (ราคาสำหรับร้านในไทย เป็นดอลลาร์สหรัฐ ข้อมูล ณ ต.ค. 2569)

แพ็กเกจ

จ่ายรายเดือน

จ่ายรายปี (เฉลี่ยต่อเดือน)

ค่าธรรมเนียมเมื่อใช้ payment provider ภายนอก

Basic

$25

$19

2%

Grow

$65

$49

1%

Advanced

$399

$299

0.6%

Plus

เริ่มต้น $2,300

–

0.2%

ที่มา: Shopify ราคาแพ็กเกจ · ราคาและโปรทดลองใช้เปลี่ยนได้ เช็กหน้าทางการอีกครั้งก่อนสมัคร

2. ค่า payment gateway + ค่าธรรมเนียม third-party ข้อนี้ร้านไทยมักมองข้าม Shopify มีระบบรับเงินของตัวเองชื่อ Shopify Payments แต่ยังไม่เปิดให้ร้านในไทยใช้ ร้านไทยจึงต้องต่อ payment provider ภายนอกเพื่อรับ PromptPay บัตรเครดิต หรือ e-wallet ทำให้จ่ายสองชั้น คือ

  • ค่าธรรมเนียมของ payment provider (ดูอัตราจากผู้ให้บริการแต่ละเจ้า)
  • ค่าธรรมเนียม third-party ที่ Shopify เก็บเพิ่มตามแพ็กเกจ (2% / 1% / 0.6% / 0.2% ตามตารางข้างบน)

3. ค่าแอปเสริม เช่น แอปรีวิว แอปขนส่ง แอปสมาชิก บางตัวฟรี บางตัวคิดรายเดือน

4. ค่าโฆษณาและการตลาด ค่า Facebook/TikTok/Google Ads ค่าทำคอนเทนต์ และค่า SEO เพื่อให้คนรู้จักเว็บ

ค่าใช้จ่ายฝั่ง Shopee/Lazada

หลัก ๆ คือค่าธรรมเนียมการขายที่ต่างกันตามหมวดสินค้าและประเภทร้าน ค่าธรรมเนียมการชำระเงิน และค่าโปรแกรมเสริมที่ร้านเลือกเข้าร่วม เช่น โปรแกรมส่งฟรีหรือโค้ดส่วนลด ค่าธรรมเนียมเหล่านี้คือค่าที่ร้านจ่ายเพื่อได้ทราฟฟิก ระบบชำระเงิน และเครื่องมือของแพลตฟอร์ม อัตราปรับเป็นระยะ ดูตัวเลขล่าสุดได้ที่ ค่าธรรมเนียม Shopee Lazada TikTok Shop 2569 หรือใน Seller Center ของแต่ละแพลตฟอร์ม

ตัวอย่างต้นทุน (ตัวเลขสมมติ)

สมมติร้านขายสินค้าราคาเฉลี่ย 500 บาทต่อออเดอร์ ลองเทียบ 2 ระดับยอดขาย

สมมติฐาน: ค่าธรรมเนียม Marketplace รวม 20% ของยอดขาย · ค่า payment gateway 3% · อัตราแลกเปลี่ยน 34 บาท/USD · ตัวเลขเหล่านี้ใช้อธิบายแนวคิด ไม่ใช่อัตราจริงของแพลตฟอร์มใด อัตราจริงขึ้นกับหมวดสินค้า โปรแกรมที่เข้าร่วม และผู้ให้บริการที่เลือก

กรณี A: ร้านเพิ่งเริ่ม ยอดขาย 50,000 บาท/เดือน (100 ออเดอร์)

รายการ

Marketplace

Shopify (Basic)

ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม / แพ็กเกจ

10,000

850

ค่า payment gateway

รวมแล้ว

1,500

ค่าธรรมเนียม third-party (2%)

–

1,000

ค่าแอปเสริม

–

500

ค่าโฆษณา

2,500 (5%)

15,000 (30% เพราะเว็บใหม่ยังไม่มีคนรู้จัก)

รวม

12,500 (25%)

18,850 (≈38%)

กรณี B: แบรนด์ที่มีลูกค้าประจำ ยอดขาย 300,000 บาท/เดือน (600 ออเดอร์)

รายการ

Marketplace

Shopify (Grow)

ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม / แพ็กเกจ

60,000

2,210

ค่า payment gateway

รวมแล้ว

9,000

ค่าธรรมเนียม third-party (1%)

–

3,000

ค่าแอปเสริม

–

1,500

ค่าโฆษณา

15,000 (5%)

45,000 (15% เพราะมีลูกค้าซื้อซ้ำแล้ว)

รวม

75,000 (25%)

60,710 (≈20%)

อ่านตัวอย่างนี้ยังไง:

  • ตอนยอดขายน้อย ต้นทุนต่อออเดอร์ของเว็บตัวเองมักสูงกว่า เพราะต้องจ่ายโฆษณาเพื่อหาลูกค้าใหม่ทุกคน
  • เว็บตัวเองเริ่มคุ้มเมื่อมี ลูกค้าซื้อซ้ำ มากพอ ค่าโฆษณาต่อออเดอร์จึงลดลง
  • ตัวแปรที่ชี้ขาดจริงคือค่าโฆษณาต่อออเดอร์ (CAC) ของร้านเอง ลองใส่ตัวเลขจริงของร้านแทนตัวเลขสมมติก่อนตัดสินใจ

ทราฟฟิกและเวลา: ขายได้เร็วแค่ไหน

คำตอบสั้น: Marketplace ขายได้ตั้งแต่สัปดาห์แรกถ้าสินค้าและราคาโดน เพราะมีคนค้นหาสินค้าในแอปอยู่แล้ว ส่วนเว็บ Shopify ที่เพิ่งเปิดจะยังไม่มีใครรู้จัก ต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่า SEO จะเริ่มส่งทราฟฟิก และระหว่างนั้นต้องพึ่งโฆษณาหรือฐานลูกค้าที่มีอยู่

ช่องทางที่ร้านใช้ดึงคนเข้าเว็บ Shopify บ่อย ๆ

  • โฆษณา Facebook, Instagram, TikTok และ Google
  • คอนเทนต์และ SEO (บทความ วิดีโอ รีวิว)
  • LINE OA และอีเมลถึงสมาชิกที่สมัครผ่านเว็บ
  • KOL และ affiliate ที่ลิงก์ตรงเข้าหน้าสินค้า

ถ้าร้านยังไม่มีช่องทางเหล่านี้เลย การเปิดเว็บตัวเองก่อนอาจได้ร้านสวยแต่ยังไม่มีออเดอร์

ข้อมูลลูกค้าและการสร้างฐานสมาชิก

บน Shopee และ Lazada ข้อมูลผู้ซื้อได้รับการคุ้มครองตาม PDPA ร้านเห็นข้อมูลเท่าที่ต้องใช้ในการจัดส่งและบริการหลังการขาย ซึ่งช่วยให้ผู้ซื้อมั่นใจที่จะสั่งของจากร้านที่ไม่เคยรู้จัก

บน Shopify ร้านดูแลระบบสมาชิกของตัวเอง ทำโปรแกรมสะสมแต้ม แบ่งกลุ่มลูกค้า หรือส่งโปรให้สมาชิกได้ตามที่ลูกค้ายินยอม แต่ร้านก็ต้องรับผิดชอบเรื่อง PDPA เองทั้งหมด ตั้งแต่ขอความยินยอม เก็บข้อมูลให้ปลอดภัย ไปจนถึงลบข้อมูลเมื่อลูกค้าขอ

ข้อควรรู้: การสร้างฐานสมาชิกควรทำผ่านช่องทางของแบรนด์เอง เช่น เว็บไซต์ โซเชียล และ LINE OA ส่วนลูกค้าที่ซื้อผ่าน Marketplace ให้ทำตามนโยบายของแต่ละแพลตฟอร์ม และเช็กเงื่อนไขล่าสุดใน Seller Center ก่อนติดต่อผู้ซื้อหรือใส่สื่อการตลาดในพัสดุ

ร้านแบบไหนเหมาะกับช่องทางไหน

ร้านแบบไหนเหมาะกับ Marketplace, Shopify หรือขายทั้งสองทาง

เริ่มจาก Marketplace ก่อน ถ้า…

  • เพิ่งเริ่มขาย ยังทดสอบว่าสินค้าตัวไหนขายได้
  • ยังไม่มีงบโฆษณา หรือยังไม่มีฐานผู้ติดตามในโซเชียล
  • สินค้าเป็นของที่คนค้นหาในแอปบ่อย และแข่งด้วยราคาหรือความเร็วในการส่ง

เพิ่มเว็บ Shopify เมื่อ…

  • มีลูกค้าซื้อซ้ำ และอยากทำโปรแกรมสมาชิกของแบรนด์เอง
  • แบรนด์ชัด มีเรื่องเล่า และอยากคุมประสบการณ์ในหน้าร้านเต็มที่
  • มีช่องทางดึงคนเข้าเว็บอยู่แล้ว เช่น ยิงโฆษณาเป็นประจำ หรือมีผู้ติดตามในโซเชียลมาก
  • อยากขายลูกค้าต่างประเทศผ่านเว็บที่รองรับหลายภาษาและหลายสกุลเงิน

ขายทั้งสองทาง เมื่อ…

  • อยากได้ทั้งยอดขายจาก Marketplace และฐานลูกค้าของแบรนด์ ซึ่งเป็นทางที่แบรนด์ที่โตแล้วจำนวนมากเลือก

ขายทั้งสองทาง ต้องเตรียมหลังบ้านอะไรบ้าง

คำตอบสั้น: ปัญหาของการขายหลายช่องทางมักไม่ได้อยู่ที่หน้าร้าน แต่อยู่ที่หลังบ้าน เมื่อออเดอร์เข้ามาจาก Shopify, Shopee และ Lazada พร้อมกัน ร้านต้องมีสต็อกกลางที่ตรงกันทุกช่องทาง และทีมแพ็กที่ส่งได้ทันเงื่อนไขของทุกแพลตฟอร์ม

สิ่งที่ต้องเตรียม:

  1. สต็อกกลางที่ sync ทุกช่องทาง ถ้าตัดสต็อกด้วยมือ ช่วงที่ขายดีจะเจอปัญหาขายเกิน (overselling) ลูกค้าสั่งแล้วไม่มีของ ร้านต้องยกเลิกออเดอร์ ซึ่งกระทบคะแนนร้านใน Marketplace
  2. กันสต็อกช่วงแคมเปญ ช่วง Double Day ออเดอร์จาก Marketplace พุ่งเร็วมาก ควรกันสต็อกบางส่วนไว้ให้แต่ละช่องทาง (safety stock / buffer stock) เพื่อไม่ให้ช่องทางเดียวกินสต็อกหมด
  3. มาตรฐานการแพ็กเดียวกันทุกช่องทาง ลูกค้าที่ซื้อผ่านเว็บแบรนด์มักคาดหวังการแพ็กที่ดีกว่า และลูกค้า Marketplace ก็ต้องได้ของถูกต้องครบ
  4. รอบส่งที่ทันทุกแพลตฟอร์ม Shopee และ Lazada มีกรอบเวลาส่งของที่วัดผลกับคะแนนร้าน ส่วนเว็บของตัวเอง ร้านต้องกำหนดและรักษาสัญญาที่ให้ลูกค้าเอง
  5. ระบบรับคืนสินค้า แต่ละช่องทางมีขั้นตอนคืนสินค้าต่างกัน ต้องมีคนตรวจของคืนและนำกลับเข้าสต็อกให้ถูกต้อง

ถ้ากำลังคิดจะขยายไปช่องทางอื่นเพิ่ม อ่านต่อได้ที่ เจาะตลาด Marketplace ไทย 2026

ให้ MyCloud Fulfillment ดูแลหลังบ้านทุกช่องทาง

ออเดอร์จาก Shopify Shopee Lazada เข้าระบบ OMS และคลังเดียว สต็อกอัปเดตทุก 3 นาที

Fulfillment คือบริการรับฝากสินค้า แพ็ก และจัดส่งแทนร้านค้า สำหรับแบรนด์ที่ขายทั้ง Shopify และ Marketplace ประโยชน์หลักคือมีสต็อกเดียวและทีมแพ็กเดียวที่ดูแลออเดอร์จากทุกช่องทาง ร้านจึงมีเวลาไปทำการตลาดและพัฒนาสินค้า

ฝากของกับ MyCloud Fulfillment ไลฟ์จบ ออเดอร์เข้าคลังได้เลย

MyCloud Fulfillment ช่วยแบรนด์ที่ขายหลายช่องทางได้อย่างไร

  • เชื่อม Shopify, Shopee และ Lazada เข้าระบบ OMS/WMS เดียว ออเดอร์จากทุกช่องทางไหลเข้าคลังอัตโนมัติ ไม่ต้องดึงออเดอร์ทีละแพลตฟอร์ม
  • สต็อกอัปเดตขึ้นทุกช่องแบบเรียลไทม์ ลดปัญหาขายเกิน
  • ตั้ง safety stock และ buffer stock ได้ กันสต็อกให้แต่ละช่องทางช่วงแคมเปญ
  • คลังเปิดทุกวัน 365 วัน ตลอด 24 ชั่วโมง คลังสินค้า 2 สาขา มีนบุรีและลาดกระบัง
  • วิดีโอการแพ็กทุกออเดอร์ เก็บไว้ 3 เดือน ส่งลิงก์ให้ลูกค้าดูได้โดยไม่ต้องล็อกอิน ใช้ตอนมีเคลมได้ทุกช่องทาง
  • ไม่มีสัญญาผูกมัด และใช้ระบบ OMS ได้ฟรี

ดูรายละเอียดการขายบน Shopify กับ MyCloud ได้ที่ Omnichannel Shopify และช่องทางอื่นที่ Shopee · Lazada

👉 ปรึกษาฟรี วางแผนหลังบ้านสำหรับขายหลายช่องทาง

สรุป

Shopee และ Lazada ให้ทราฟฟิกและความง่ายในการเริ่ม ส่วน Shopify ให้ความเป็นเจ้าของหน้าร้านและฐานสมาชิกของแบรนด์ ร้านส่วนใหญ่ไม่ต้องเลือกแค่ทางเดียว เริ่มจากช่องทางที่ขายได้ก่อน แล้วค่อยเพิ่มช่องทางเมื่อพร้อม สิ่งที่ควรเตรียมไว้ตั้งแต่วันแรกที่ขายหลายช่องทางคือหลังบ้านที่รองรับทุกช่องทางได้

ถ้ากำลังวางแผนเปิดเว็บ Shopify คู่กับร้านใน Marketplace และอยากให้สต็อกกับงานแพ็กไม่เป็นคอขวด ปรึกษาทีม MyCloud Fulfillment ฟรี

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Shopify กับ Shopee และ Lazada

Shopee เป็น Marketplace ที่มีผู้ซื้ออยู่ในแอปแล้ว เปิดร้านฟรีและจ่ายค่าธรรมเนียมตามยอดขาย ส่วน Shopify เป็นระบบสร้างเว็บร้านของแบรนด์เอง จ่ายค่าแพ็กเกจรายเดือน คุมหน้าร้านและข้อมูลสมาชิกได้เอง แต่ต้องหาลูกค้าเข้าเว็บเอง

ร้านที่เพิ่งเริ่มและยังทดสอบสินค้าอยู่ ส่วนใหญ่เหมาะกับการเริ่มจาก Marketplace อย่าง Shopee หรือ Lazada ก่อน เพราะมีผู้ซื้ออยู่แล้วและไม่มีค่าใช้จ่ายคงที่ แล้วค่อยเพิ่มเว็บ Shopify เมื่อมีลูกค้าซื้อซ้ำและมีช่องทางดึงคนเข้าเว็บ

ได้ และเป็นทางที่หลายแบรนด์เลือก สิ่งที่ต้องเตรียมคือสต็อกกลางที่ sync ทุกช่องทาง เพื่อไม่ให้ขายเกิน และทีมแพ็กที่ส่งของได้ทันเงื่อนไขของทุกแพลตฟอร์ม ร้านจะทำเองด้วยระบบ OMS หรือใช้บริการ Fulfillment ก็ได้

ข้อมูล ณ ต.ค. 2569 ราคาสำหรับร้านในไทยเริ่มที่แพ็กเกจ Basic $25 ต่อเดือนเมื่อจ่ายรายเดือน หรือเฉลี่ย $19 ต่อเดือนเมื่อจ่ายรายปี แต่ต้องรวมค่า payment gateway ค่าธรรมเนียม third-party ตามแพ็กเกจ ค่าแอปเสริม และค่าโฆษณาด้วย ควรเช็กราคาล่าสุดที่หน้า pricing ของ Shopify

เพราะ Shopify Payments ยังไม่เปิดให้ร้านในไทยใช้ ร้านไทยจึงต้องรับเงินผ่าน payment provider ภายนอก และ Shopify เก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มตามแพ็กเกจ คือ Basic 2% Grow 1% Advanced 0.6% และ Plus 0.2% นอกเหนือจากค่าธรรมเนียมของ payment provider

ได้ ผ่าน payment provider ในไทยที่มีแอปเชื่อมกับ Shopify และรองรับ PromptPay ร้านควรเทียบช่องทางชำระเงินที่รองรับและค่าธรรมเนียมของแต่ละเจ้าก่อนเลือก

ใช้ระบบที่รวมสต็อกไว้ที่เดียวแล้ว sync ไปทุกช่องทางอัตโนมัติ แทนการตัดสต็อกด้วยมือ และกันสต็อกบางส่วนไว้ให้แต่ละช่องทางช่วงแคมเปญ เช่น MyCloud Fulfillment เชื่อม Shopify, Shopee และ Lazada เข้า OMS เดียว และอัปเดตสต็อกทุก 3 นาที

บทความที่เกี่ยวข้อง

อ่านเพิ่มเติม

FFR คืออะไร? ทำไมร้านค้าบน Shopee ถึงต้องรู้ ถ้าไม่อยากถูกคู่แข่งทิ้งห่าง!

ในยุคที่สงคราม E-Commerce ไม่ได้แข่งกันแค่เรื่อง “ราคา” แต่แข่งกันที่ “ความเร็ว” ลูกค้าในปัจจุบันมีความคาดหวังสูงมากว่ากดสั่งปุ๊บ ของต้องถึงมือปั๊บ! คุณอาจจะคุ้นเคยกับคำว่า SLA หรือ LSR (อัตราการจัดส่งล่าช้า) กันมาบ้าง แต่ตอนนี้มีอีกหนึ่งตัวชี้วัดที่กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่ร้านค้าออนไลน์ต้องตามให้ทัน นั่นก็คือ FFR บทความนี้ MyCloud Fulfillment จะพาไปเจาะลึกว่า FFR คืออะไร และทำไมร้านค้าบน Shopee (รวมถึงแพลตฟอร์มอื่นๆ) ถึงต้องให้ความสำคัญกับค่านี้ขั้นสุด! FFR (Fast Fulfillment Rate) คืออะไร? FFR (Fast Fulfillment Rate) คือ “อัตราการจัดส่งสินค้าเร็ว” เป็นตัวชี้วัดประสิทธิภาพที่ประเมินว่า ร้านค้าสามารถแพ็คสินค้าและส่งมอบให้บริษัทขนส่ง (Handover) ได้ทันภายในระยะเวลาที่กำหนด (เช่น ภายใน 24 ชั่วโมง หรือส่งภายในวันเดียวกัน Same-Day) ยิ่งคะแนน FFR สูง ยิ่งสะท้อนถึงระบบหลังบ้านที่แข็งแกร่ง ซึ่งจะช่วยให้ร้านค้าบน Shopee ได้รับการดันยอดการมองเห็น […]

Content Marketing มาแรง 2025 ที่เจ้าของแบรนด์ต้องรู้ไว้!

ในยุคที่เทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เจ้าของแบรนด์และนักการตลาดจำเป็นต้องก้าวตามให้ทันเทรนด์ใหม่ ๆ เพื่อไม่ให้ธุรกิจหลุดออกจากสายตาของผู้บริโภค โดยในปี 2025 Content Marketing จะไม่ใช่แค่การสร้างเนื้อหาเพื่อตอบโจทย์ แต่จะต้องผสานกับประสบการณ์ที่น่าจดจำ สร้างความผูกพัน และเสริมความไว้วางใจให้กับแบรนด์อย่างยั่งยืน อย่าปล่อยให้แบรนด์ของคุณหลุดออกจากเกม! บทความนี้จะพาคุณไปสำรวจเทรนด์ Content แห่งอนาคตที่คุณต้องรู้ พร้อมไอเดียเด็ด ๆ ที่จะเปลี่ยนการตลาดให้ทรงพลัง จับใจ และพาธุรกิจคุณไปสู่ความสำเร็จในปี 2025 อย่างแท้จริง Content Marketing คืออะไร? Content marketing คือการใช้คอนเทนต์เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค ผ่านการให้ข้อมูลที่มีคุณค่าและตรงความต้องการของลูกค้า การทำคอนเทนต์ที่เหมาะสมไม่เพียงช่วยสร้างการรับรู้ (Brand Awareness) แต่ยังสามารถเพิ่มยอดขายได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย ในปี 2025 คอนเทนต์ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของเทรนการขายออนไลน์ แต่รูปแบบและวิธีการสื่อสารจะเปลี่ยนไปตามพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ต้องการความรวดเร็วและความเฉพาะตัวและนี่คือ 5 เทรนด์รูปแบบคอนเทนต์ ที่ MyCloud ได้รวบรวมมาให้ดังนี้ค่ะ 1. Content Marketing การเล่าเรื่องแบบ Humanized Storytelling ในปี 2025 การเล่าเรื่องที่สะท้อนความเป็นมนุษย์และเข้าถึงผู้บริโภคในระดับอารมณ์จะกลายเป็นหัวใจของการตลาด คอนเทนต์ไม่ได้แค่บอกว่าผลิตภัณฑ์ดีอย่างไร แต่ยังต้องเล่าถึงเบื้องหลัง แรงบันดาลใจ […]

Shopee ปรับระบบขนส่ง (Standard Delivery) ผู้ซื้อ-ผู้ขายเลือกไม่ได้เลยหรอ?

หลังปีใหม่มานี้ผู้ขายบน Shopee ยอดตกลงมาก ๆ เกิดจากโควิดรอบสอง หรือ การปรับเปลี่ยนวิธีจัดส่งสินค้าของ shopee กันแน่นะ? ร้านค้าหลาย ๆ ร้านบน Shopee เริ่มตั้งคำถามกันแล้วค่ะสำหรับยอดขายที่ตกลงกันแบบถ้วนหน้าจริง ๆ เท่าที่ทำการสำรวจมาผู้ขายบน Shopee ส่วนใหญ่ช่วงนี้บ่นยอดตกกันเป็นประจำ หรือไม่ก็มีลูกค้าทักมาถามเรื่องขนส่งแล้วก็ยกเลิกออเดอร์ทันที วันนี้ MyCloud พาไปวิเคราะห์กันแบบเจาะลึกดีกว่าค่ะ ว่าที่ยอดตกจริง ๆ แล้วเป็นเพราะอะไรกันแน่นะ            สำหรับยอดขายที่ตกลงอาจเป็นเพราะเศรษฐกิจช่วงนี้ก็เป็นไปได้ค่ะ เพราะทั้งการขายแบบออฟไลน์ หรือหน้าร้านเองก็ยอดน้อยลงมาก ๆ รวมถึงการขายออนไลน์เองที่ดูเหมือนจะขายได้ดีกว่า แต่ก็ยังมียอดขายไม่น่าประทับใจสักเท่าไหร่ เราจึงทำการค้นหา และพบว่าสาเหตุอื่น ๆ 3 สาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้ยอดขายบน Shopee ตกมีดังนี้ค่ะ 1. ค่าขนส่งที่แพงขึ้น (เลือกขนส่งเองไม่ได้)           Shopee ได้เปลี่ยนระบบขนส่งเป็นแบบStandard […]

FFR คืออะไร? ทำไมร้านค้าบน Shopee ถึงต้องรู้ ถ้าไม่อยากถูกคู่แข่งทิ้งห่าง!

ในยุคที่สงคราม E-Commerce ไม่ได้แข่งกันแค่เรื่อง “ราคา” แต่แข่งกันที่ “ความเร็ว” ลูกค้าในปัจจุบันมีความคาดหวังสูงมากว่ากดสั่งปุ๊บ ของต้องถึงมือปั๊บ! คุณอาจจะคุ้นเคยกับคำว่า SLA หรือ LSR (อัตราการจัดส่งล่าช้า) กันมาบ้าง แต่ตอนนี้มีอีกหนึ่งตัวชี้วัดที่กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่ร้านค้าออนไลน์ต้องตามให้ทัน นั่นก็คือ FFR บทความนี้ MyCloud Fulfillment จะพาไปเจาะลึกว่า FFR คืออะไร และทำไมร้านค้าบน Shopee (รวมถึงแพลตฟอร์มอื่นๆ) ถึงต้องให้ความสำคัญกับค่านี้ขั้นสุด! FFR (Fast Fulfillment Rate) คืออะไร? FFR (Fast Fulfillment Rate) คือ “อัตราการจัดส่งสินค้าเร็ว” เป็นตัวชี้วัดประสิทธิภาพที่ประเมินว่า ร้านค้าสามารถแพ็คสินค้าและส่งมอบให้บริษัทขนส่ง (Handover) ได้ทันภายในระยะเวลาที่กำหนด (เช่น ภายใน 24 ชั่วโมง หรือส่งภายในวันเดียวกัน Same-Day) ยิ่งคะแนน FFR สูง ยิ่งสะท้อนถึงระบบหลังบ้านที่แข็งแกร่ง ซึ่งจะช่วยให้ร้านค้าบน Shopee ได้รับการดันยอดการมองเห็น […]

Content Marketing มาแรง 2025 ที่เจ้าของแบรนด์ต้องรู้ไว้!

ในยุคที่เทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เจ้าของแบรนด์และนักการตลาดจำเป็นต้องก้าวตามให้ทันเทรนด์ใหม่ ๆ เพื่อไม่ให้ธุรกิจหลุดออกจากสายตาของผู้บริโภค โดยในปี 2025 Content Marketing จะไม่ใช่แค่การสร้างเนื้อหาเพื่อตอบโจทย์ แต่จะต้องผสานกับประสบการณ์ที่น่าจดจำ สร้างความผูกพัน และเสริมความไว้วางใจให้กับแบรนด์อย่างยั่งยืน อย่าปล่อยให้แบรนด์ของคุณหลุดออกจากเกม! บทความนี้จะพาคุณไปสำรวจเทรนด์ Content แห่งอนาคตที่คุณต้องรู้ พร้อมไอเดียเด็ด ๆ ที่จะเปลี่ยนการตลาดให้ทรงพลัง จับใจ และพาธุรกิจคุณไปสู่ความสำเร็จในปี 2025 อย่างแท้จริง Content Marketing คืออะไร? Content marketing คือการใช้คอนเทนต์เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค ผ่านการให้ข้อมูลที่มีคุณค่าและตรงความต้องการของลูกค้า การทำคอนเทนต์ที่เหมาะสมไม่เพียงช่วยสร้างการรับรู้ (Brand Awareness) แต่ยังสามารถเพิ่มยอดขายได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย ในปี 2025 คอนเทนต์ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของเทรนการขายออนไลน์ แต่รูปแบบและวิธีการสื่อสารจะเปลี่ยนไปตามพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ต้องการความรวดเร็วและความเฉพาะตัวและนี่คือ 5 เทรนด์รูปแบบคอนเทนต์ ที่ MyCloud ได้รวบรวมมาให้ดังนี้ค่ะ 1. Content Marketing การเล่าเรื่องแบบ Humanized Storytelling ในปี 2025 การเล่าเรื่องที่สะท้อนความเป็นมนุษย์และเข้าถึงผู้บริโภคในระดับอารมณ์จะกลายเป็นหัวใจของการตลาด คอนเทนต์ไม่ได้แค่บอกว่าผลิตภัณฑ์ดีอย่างไร แต่ยังต้องเล่าถึงเบื้องหลัง แรงบันดาลใจ […]

Shopee ปรับระบบขนส่ง (Standard Delivery) ผู้ซื้อ-ผู้ขายเลือกไม่ได้เลยหรอ?

หลังปีใหม่มานี้ผู้ขายบน Shopee ยอดตกลงมาก ๆ เกิดจากโควิดรอบสอง หรือ การปรับเปลี่ยนวิธีจัดส่งสินค้าของ shopee กันแน่นะ? ร้านค้าหลาย ๆ ร้านบน Shopee เริ่มตั้งคำถามกันแล้วค่ะสำหรับยอดขายที่ตกลงกันแบบถ้วนหน้าจริง ๆ เท่าที่ทำการสำรวจมาผู้ขายบน Shopee ส่วนใหญ่ช่วงนี้บ่นยอดตกกันเป็นประจำ หรือไม่ก็มีลูกค้าทักมาถามเรื่องขนส่งแล้วก็ยกเลิกออเดอร์ทันที วันนี้ MyCloud พาไปวิเคราะห์กันแบบเจาะลึกดีกว่าค่ะ ว่าที่ยอดตกจริง ๆ แล้วเป็นเพราะอะไรกันแน่นะ            สำหรับยอดขายที่ตกลงอาจเป็นเพราะเศรษฐกิจช่วงนี้ก็เป็นไปได้ค่ะ เพราะทั้งการขายแบบออฟไลน์ หรือหน้าร้านเองก็ยอดน้อยลงมาก ๆ รวมถึงการขายออนไลน์เองที่ดูเหมือนจะขายได้ดีกว่า แต่ก็ยังมียอดขายไม่น่าประทับใจสักเท่าไหร่ เราจึงทำการค้นหา และพบว่าสาเหตุอื่น ๆ 3 สาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้ยอดขายบน Shopee ตกมีดังนี้ค่ะ 1. ค่าขนส่งที่แพงขึ้น (เลือกขนส่งเองไม่ได้)           Shopee ได้เปลี่ยนระบบขนส่งเป็นแบบStandard […]