Knowledge Center

8 แพลตฟอร์มขายของออนไลน์ ขายที่ไหนดีที่สุด?

ผู้หญิงคิดว่าจะขายของออนไลน์แพลตฟอร์มไหนดี

จะเห็นได้ว่าหลายคนเริ่มหันมาช้อปปิ้งออนไลน์แทนการไปหยิบจับของเองที่หน้าร้านแล้ว ซึ่งสิ่งนี้นี่แหละที่ได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ส่งผลให้ผู้ประกอบการจำนวนมากหันมาให้ความสนใจกับการขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์มากขึ้น แต่ท่ามกลางตัวเลือกที่หลากหลาย หลายคนก็อาจสงสัยว่าควรเลือกขายบนแพลตฟอร์มไหนดี วันนี้ MyCloud จะพาคุณไปรู้จักกับ 8 แพลตฟอร์มขายของออนไลน์ยอดนิยมที่น่าสนใจ พร้อมแนะนำวิธีการจัดการร้านค้าให้มีประสิทธิภาพสูงสุดกัน   

แพลตฟอร์มขายของออนไลน์ คืออะไร

แพลตฟอร์มขายของออนไลน์ คือพื้นที่กลางที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถนำเสนอสินค้าสู่ผู้บริโภคได้โดยตรง เปรียบเสมือนตลาดดิจิทัลที่เชื่อมโยงผู้ขายและผู้ซื้อเข้าด้วยกัน จึงทำให้การซื้อขายเกิดขึ้นได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไร้ข้อจำกัดด้านพื้นที่และเวลา แพลตฟอร์มขายของออนไลน์เหล่านี้ จึงมาพร้อมระบบจัดการร้านค้าที่ครบครัน ตั้งแต่การจัดการสินค้า ระบบชำระเงิน การจัดการคำสั่งซื้อไปจนถึงระบบขนส่ง ทำให้ผู้ขายสามารถเริ่มต้นธุรกิจได้ง่าย โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนสูง นอกจากนี้ ยังมีฐานลูกค้าที่พร้อมจะเข้าถึงสินค้าของคุณอยู่แล้วอีกด้วย  

8 อันดับแพลตฟอร์มขายของออนไลน์ที่นิยมในไทย

มาดูกันว่าแพลตฟอร์มไหนที่น่าสนใจสำหรับการเริ่มต้นธุรกิจออนไลน์ของคุณบ้าง ดังนี้   

1. TikTok Shop

ม้ามืดแซงทุกแพลตฟอร์มในตอนนี้ TikTok Shop คือพื้นที่ที่กำลังมาแรงในวงการอีคอมเมิร์ซ ด้วยจุดเด่นของการผสมผสานความบันเทิงเข้าในรูปแบบคลิปวิดีโอสั้นพร้อมกับสามารถช้อปปิ้งซื้อ-ขายสินค้าได้ภายในแอปพลิเคชันเดียว ทำให้ผู้ขายสามารถนำเสนอสินค้าที่สร้างสรรค์และน่าสนใจ เข้าถึงกลุ่มผู้ใช้งานรุ่นใหม่ได้อย่างตรงเป้า โดยการขายสินค้าผ่านติ๊กต๊อกนั้น ระบบจะเชื่อมต่อกับคอนเทนต์วิดีโอโดยตรง ผู้ซื้อสามารถเห็นการสาธิตสินค้าผ่านคลิปวิดีโอ หรือ Live ขายของและกดซื้อสินค้าผ่านได้ทันที โดยไม่ต้องออกจากแอปพลิเคชัน นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ TikTok Live ที่ช่วยให้ผู้ขายสามารถไลฟ์สดขายสินค้าและโต้ตอบกับลูกค้าได้แบบเรียลไทม์อีกด้วย  

คนซื้อของผ่าน TikTok Shop

2. Shopee

สำหรับ Shopee ก็ยังคงครองตำแหน่งแพลตฟอร์มขายของออนไลน์ที่ใช้งานง่าย ด้วยฐานผู้ใช้งานที่แข็งแกร่งและระบบ Shopee Fulfillment ที่ช่วยการจัดการร้านค้าอย่างครบครัน ผู้ขายสามารถเริ่มต้นได้ง่าย ๆ โดยจุดเด่นของ Shopee จะอยู่ที่ระบบโปรโมชั่นที่หลากหลาย ทั้งคูปองส่วนลด แคมเปญและโปรแกรมสะสมคะแนน นอกจากนี้ยังมีระบบขนส่งที่ครอบคลุม พร้อมส่วนลดค่าจัดส่งที่น่าสนใจ ทำให้ผู้ขายสามารถบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

3. Lazada

Lazada เป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ที่มีประสบการณ์ในตลาดมายาวนาน โดดเด่นด้วยระบบ Lazada Fulfillment ช่วยจัดการร้านค้าที่เป็นมืออาชีพและการสนับสนุนผู้ขายอย่างครบวงจร ตั้งแต่การจัดเก็บสินค้า แพ็คและจัดส่งสินค้า และอย่างที่รู้กันว่าลาซาด้าเป็นแพลตฟอร์มแรก ๆ ที่มีในประเทศไทย จึงทำให้มีฐานลูกค้าอยู่เป็นจำนวนมาก ดังนั้น หากคุณต้องการหาฐานลูกค้าหรือขยายกลุ่มเป้าหมาย Lazada ก็ถือเป็นช่องทางที่น่าสนใจเช่นกัน 

4. LINE Shopping

LINE Shopping คือส่วนขยายของแอปพลิเคชัน LINE ที่คนไทยคุ้นเคย ซึ่งแพลตฟอร์มขายของออนไลน์นี้จะสามารถเชื่อมต่อกับระบบแชตที่ผู้ใช้งานใช้อยู่แล้ว เพื่อให้การสื่อสารระหว่างผู้ขายและผู้ซื้อเป็นไปอย่างสะดวกและเป็นธรรมชาติ มีระบบจัดการร้านค้า Line MyShop ที่ใช้งานง่ายสามารถจัดการสินค้า สต๊อกสินค้าและขนส่งได้อย่างสะดวก 

แต่สำหรับผู้ขายคนไหนที่ยังขายทาง LINE OA ซึ่งจะเป็นการขายผ่านทางแชทข้อความ ไม่ได้มีระบบจัดการออเดอร์แบบ Line Shopping ก็ไม่ต้องกังวลไปเพราะสามารถใช้ลิงก์ตัวช่วยการชำระเงิน Cloudy Link ของ MyCloud ทำการสรุปคำสั่งซื้อของลูกค้าแล้วส่งลิงก์นี้ให้ลูกค้าชำระเงินได้ทันที หลังจากที่ลูกค้าชำระเงินสำเร็จร้านค้าสามารถกดอนุมัติยอดเงินเข้าและคำสั่งซื้อจะถูกส่งไปยังระบบคลังสินค้า (WMS) ของ MyCloud เพื่อทำการแพ็กจัดส่งทันที โดยร้านค้าไม่ต้องเสียเวลามาคีย์ออเดอร์เข้าระบบย้อนหลัง ช่วยป้องกันออเดอร์ตกหล่นได้อีกด้วย 

5. Facebook Marketplace

Facebook Marketplace เป็นฟีเจอร์ที่ช่วยให้การซื้อขายบน Facebook เป็นเรื่องง่าย ด้วยการเข้าถึงผู้ใช้งาน Facebook กว่าล้านคน ผู้ขายสามารถนำเสนอสินค้าได้ทั้งในรูปแบบโพสต์ปกติและการไลฟ์สด ซึ่งจะมีจุดเด่นอยู่ที่ความยืดหยุ่นในการนำเสนอสินค้า ผู้ขายสามารถใช้ประโยชน์จากฟีเจอร์ต่าง ๆ ของ Facebook ไม่ว่าจะเป็นการสร้างกลุ่ม การโพสต์ในเพจหรือการทำโฆษณาแบบมีเป้าหมาย เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่สนใจสินค้าของคุณโดยเฉพาะ  

ดูสินค้าผ่าน Instagram

6.Instagram 

Instagram เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของ Social Commerce คือการผสมผสานระหว่างโซเชียลมีเดียและการขายสินค้าออนไลน์ แพลตฟอร์มนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับสินค้าที่เน้นภาพลักษณ์และการนำเสนอที่สวยงาม ด้วยฟีเจอร์การแชร์รูปภาพและวิดีโอที่หลากหลาย ทั้ง Feed, Stories, Reels และ IGTV ทำให้ผู้ขายสามารถสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่น่าสนใจ ดึงดูดฐานลูกค้าได้ และยังมีฟีเจอร์ Instagram Shopping ที่ช่วยให้ผู้ซื้อสามารถกดซื้อสินค้าได้ทันทีจากรูปภาพได้อีกด้วย   

7. X

X หรือ Twitter เป็นแพลตฟอร์มขายของออนไลน์ที่เหมาะกับการขายสินค้าแบบเฉพาะกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มแฟนคลับศิลปินดาราทั้งไทยและเทศ ด้วยการใช้แฮชแท็กและการสร้างคอนเทนต์ที่กระชับ ทำให้สินค้าสามารถเข้าถึงผู้ที่สนใจได้อย่างตรงจุด เช่น #ตลาดนัดGOT7 #ตลาดนัดRIIZE หรือ #พรีออเดอร์เกาหลี #พรีออเดอร์ญี่ปุ่น นอกจากนี้ ผู้ขายยังสามารถใช้ประโยชน์จากการสร้างกระแสและการบอกต่อบน X ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะสินค้าที่มีความเฉพาะตัวหรือเทรนด์ใหม่ ๆ ที่กำลังได้รับความนิยมนั่นเอง   

8. Shopify 

แพลตฟอร์มขายของสุดท้ายที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ Shopify เป็นแพลตฟอร์มที่ใช้งานง่ายและยังมีการบริการที่ครอบคลุมตั้งแต่การจัดการสินค้า ตั้งราคาขาย ระบบสต๊อกสินค้า พร้อมการจัดส่ง ช่วยให้คุณสามารถบริหารงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังมีเทมเพลตร้านค้าให้คุณได้เลือกปรับแต่งหน้าร้านได้ตามใจชอบ นอกจากนี้ยังสามารถเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มอื่น ๆ เพื่อขยายช่องทางการขาย 

ขายสินค้าลงหลาย ๆ แพลตฟอร์มขายของออนไลน์ดีอย่างไร

การขายสินค้าบนหลายแพลตฟอร์มขายของออนไลน์เป็นกลยุทธ์ที่ช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจในปัจจุบันได้เช่นกัน

  • เพิ่มการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย เนื่องจากแต่ละแพลตฟอร์มมีกลุ่มผู้ใช้งานที่แตกต่างกัน ทำให้การขายหลายแพลตฟอร์มจึงช่วยให้สินค้าของคุณเข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น
  • กระจายความเสี่ยงทางธุรกิจ หากแพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่งประสบปัญหา คุณยังมีช่องทางการขายอื่น ๆ รองรับธุรกิจของคุณอยู่ 
  • เพิ่มโอกาสในการขาย เพราะผู้บริโภคยุคใหม่มักใช้หลายแพลตฟอร์มในการช้อปปิ้ง การมีตัวตนในหลายช่องทางจึงเพิ่มโอกาสในการพบเจอสินค้าของคุณ
  • สร้างความน่าเชื่อถือให้แบรนด์ การมีตัวตนบนแพลตฟอร์มที่หลากหลายช่วยเสริมภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของธุรกิจ
  • เรียนรู้พฤติกรรมผู้บริโภคได้หลากหลายมิติ แต่ละแพลตฟอร์มจะให้ข้อมูลเชิงลึกที่แตกต่างกัน ช่วยให้คุณเข้าใจตลาดได้ดียิ่งขึ้น 

ขายหลายช่องทาง จัดการออเดอร์ยังไงให้ไม่พลาด?

การขายสินค้าบนหลายแพลตฟอร์มขายของออนไลน์ถึงแม้จะมีข้อดีมากมาย แต่แน่นอนหล่ะ มันก็มักจะมาพร้อมความท้าทายในการบริหารจัดการ โดยเฉพาะการจัดการออเดอร์ที่เข้ามาจากหลายช่องทาง ซึ่งหากไม่มีระบบจัดการที่ดีอาจเกิดปัญหาต่าง ๆ เช่น นับสต๊อกสินค้าไม่ตรงกัน สินค้าไม่พอจัดส่ง ส่งสินค้าผิดหรือลืมจัดส่งออเดอร์

เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความผิดพลาดในการจัดการคลังสินค้า MyCloud พร้อมเข้ามาเป็นพาร์ทเนอร์ที่ช่วยยกระดับการจัดการหลังบ้านของคุณให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ด้วยโซลูชัน Order Management System (OMS) จัดการออเดอร์จากในแต่ละแพลตฟอร์มขายของออนไลน์ เชื่อมต่อกับ API จัดการคำสั่งซื้อตามลำดับ ไร้กังวลว่าจะตกหล่นออเดอร์ไหนไปหรือไม่ ส่งสินค้าถึงมือลูกค้าได้อย่างปลอดภัย ร้านค้าก็สามารถรักษาระดับ SLA ได้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะส่งไม่ทัน พร้อมอัปเดตสต๊อกสินค้าในคลังสินค้าออนไลน์แบบเรียลไทม์ทุก ๆ 3 นาที ผ่านระบบการจัดการคลังสินค้า WMS (Warehouse Management System) ทำให้การขายหลายช่องทางเป็นเรื่องที่จัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

ระบบการจัดการร้านที่ดี

สรุปบทความ

การเลือกแพลตฟอร์มขายของออนไลน์ที่เหมาะสมเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งแต่ละแพลตฟอร์มก็มีจุดเด่นและข้อดีที่แตกต่างกัน หากต้องการขยายโอกาสทางการขายให้มากขึ้น การขายสินค้าบนหลายแพลตฟอร์มเป็นทางเลือกที่ช่วยเพิ่มการเข้าถึงลูกค้า กระจายความเสี่ยง และสร้างความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ของคุณ 

ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะเป็นมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นหรือเจ้าของธุรกิจที่ต้องการขยายช่องทางการขาย การเลือกใช้แพลตฟอร์มที่เหมาะสมจะช่วยให้คุณเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้นทั้งนี้ ไม่ว่าคุณจะเลือกขายสินค้าบนแพลตฟอร์มไหน การมีระบบจัดการร้านค้าที่มีประสิทธิภาพสิ่งสำคัญในการเพิ่มยอดขายและขยายธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน MyCloud เป็นโซลูชันที่ช่วยให้คุณบริหารร้านค้าออนไลน์ได้ง่ายขึ้น ด้วยโซลูชัน Fulfillment ครบวงจร แก้ไขปัญหาการจัดการคำสั่งซื้อจากหลากหลายแพลตฟอร์ม โดยเฉพาะเมื่อออเดอร์เข้ามาพร้อมกันจากทุกช่องทาง อาจทำให้เกิดความท้าทายมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการจัดการออเดอร์ให้พร้อมส่งภายในวันไม่ได้ จนทำให้ร้านค้าโดนหักคะแนน Late Shipment Rate (LSR) หรือ Late Dispatch Rate (LDR) ซึ่งส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของร้านโดยตรง หรือความผิดพลาดที่เกิดจาก Human Error เช่น การแพ็กสินค้าผิดพลาดหรือส่งของไม่ถูกต้อง ที่ทำให้เสียลูกค้าและเสียเวลาแก้ไขปัญหา 

นอกจากนี้ ผู้ขายหลายรายยังต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ขนส่งไม่เข้ามารับสินค้าตามนัดหมาย ทำให้การจัดส่งล่าช้าไปอีก เมื่อปัญหาเหล่านี้สะสมจนถูกหักคะแนนร้านค้าเป็นจำนวนมาก ผลลัพธ์ที่ตามมาคือการถูกลดการมองเห็นของสินค้าและร้านค้า และอาจรุนแรงถึงขั้นติดเพดานการขายบนบางแพลตฟอร์มอย่าง TikTok Shop ทำให้ยอดขายไม่สามารถเติบโตต่อไปได้ MyCloud Fulfillment จึงเข้ามาช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ด้วยระบบจัดการคลังสินค้าและจัดส่งที่มีประสิทธิภาพ ให้การดำเนินธุรกิจของคุณเป็นไปอย่างราบรื่น  

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ แพลตฟอร์มขายของออนไลน์

คือพื้นที่กลางที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถนำเสนอสินค้าสู่ผู้บริโภคได้โดยตรง เปรียบเสมือนตลาดดิจิทัลที่เชื่อมโยงผู้ขายและผู้ซื้อเข้าด้วยกัน มาพร้อมระบบจัดการร้านค้าที่ครบครัน ตั้งแต่การจัดการสินค้า ระบบชำระเงิน การจัดการคำสั่งซื้อไปจนถึงระบบขนส่ง

เป็นพื้นที่ที่กำลังมาแรงในวงการอีคอมเมิร์ซ ด้วยจุดเด่นของการผสมผสานความบันเทิงเข้าในรูปแบบคลิปวิดีโอสั้นพร้อมกับสามารถช้อปปิ้งซื้อ-ขายสินค้าได้ภายในแอปพลิเคชันเดียว ผู้ซื้อสามารถเห็นการสาธิตสินค้าผ่านคลิปวิดีโอหรือ Live ขายของ และกดซื้อสินค้าได้ทันทีโดยไม่ต้องออกจากแอป

ช่วยให้การซื้อขายบน Facebook เป็นเรื่องง่าย ด้วยการเข้าถึงผู้ใช้งาน Facebook กว่าล้านคน ผู้ขายสามารถนำเสนอสินค้าได้ทั้งในรูปแบบโพสต์ปกติและการไลฟ์สด มีความยืดหยุ่นในการนำเสนอสินค้า สามารถใช้ประโยชน์จากการสร้างกลุ่ม โพสต์ในเพจ หรือทำโฆษณาแบบมีเป้าหมาย

เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของ Social Commerce เหมาะอย่างยิ่งสำหรับสินค้าที่เน้นภาพลักษณ์และการนำเสนอที่สวยงาม ด้วยฟีเจอร์การแชร์รูปภาพและวิดีโอที่หลากหลาย ทั้ง Feed, Stories, Reels และ IGTV

การขายสินค้าบนหลายแพลตฟอร์มเป็นทางเลือกที่ช่วยเพิ่มการเข้าถึงลูกค้า กระจายความเสี่ยง และสร้างความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ เหมาะทั้งมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นและเจ้าของธุรกิจที่ต้องการขยายช่องทางการขาย

MyCloud Fulfillment มีโซลูชัน Order Management System (OMS) จัดการออเดอร์จากแต่ละแพลตฟอร์ม เชื่อมต่อ API จัดการคำสั่งซื้อตามลำดับ พร้อมอัปเดตสต๊อกสินค้าแบบเรียลไทม์ทุก ๆ 3 นาทีผ่านระบบ WMS (Warehouse Management System) ทำให้การขายหลายช่องทางเป็นเรื่องที่จัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

บทความที่เกี่ยวข้อง

อ่านเพิ่มเติม

Return Case คืออะไร? รู้จัก RC และ RE ระบบจัดการพัสดุตีกลับของ MyCloud Fulfillment

การขายสินค้าผ่าน Marketplace อาจเกิดกรณีที่พัสดุถูกตีกลับหรือผู้ซื้อขอคืนสินค้า ไม่ว่าจะมาจากการจัดส่งไม่สำเร็จ ลูกค้าปฏิเสธรับสินค้า หรือสินค้าไม่ตรงตามเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้ ปัญหาสำคัญของร้านค้าคือ จะทราบได้อย่างไรว่าพัสดุกลับถึงคลังแล้วหรือยัง สินค้ามีสภาพอย่างไร และมีข้อมูลเพียงพอสำหรับการคืนเงินหรือยื่นข้อโต้แย้งกับ Marketplace หรือไม่ MyCloud Fulfillment จึงพัฒนาระบบ Return Cases เพื่อให้ร้านค้าตรวจสอบรายการพัสดุตีกลับ ภาพสินค้า สภาพพัสดุ และสถานะล่าสุดภายในคลังได้ด้วยตัวเอง ช่วยลดการติดตามข้อมูลจากหลายฝ่ายและทำให้การตัดสินใจเกี่ยวกับสินค้าคืนรวดเร็วยิ่งขึ้น Return Case คืออะไร? Return Case หรือ RC คือรายการที่ใช้บันทึกพัสดุตีกลับแต่ละกล่องเมื่อพัสดุเดินทางกลับมาถึงคลัง MyCloud โดยระบบจะแสดงข้อมูลที่จำเป็นต่อการตรวจสอบ เช่น รายละเอียดพัสดุ ภาพสินค้า สภาพของพัสดุ และสถานะล่าสุดภายในคลัง ร้านค้าสามารถนำข้อมูลจาก Marketplace มาค้นหาและเปรียบเทียบกับข้อมูลใน Return Cases ก่อนตัดสินใจคืนเงินให้ผู้ซื้อหรือยื่นหลักฐานเพื่อโต้แย้งกับช่องทางการขาย สรุป: ระบบจัดการพัสดุตีกลับของ MyCloud ประกอบด้วย 2 รายการสำคัญ ได้แก่ RC สำหรับบันทึกและตรวจสอบพัสดุตีกลับแต่ละกล่อง และ RE สำหรับรับสินค้าตีกลับเข้าจัดเก็บในคลัง […]

Shopee ปรับระบบขนส่ง (Standard Delivery) ผู้ซื้อ-ผู้ขายเลือกไม่ได้เลยหรอ?

หลังปีใหม่มานี้ผู้ขายบน Shopee ยอดตกลงมาก ๆ เกิดจากโควิดรอบสอง หรือ การปรับเปลี่ยนวิธีจัดส่งสินค้าของ shopee กันแน่นะ? ร้านค้าหลาย ๆ ร้านบน Shopee เริ่มตั้งคำถามกันแล้วค่ะสำหรับยอดขายที่ตกลงกันแบบถ้วนหน้าจริง ๆ เท่าที่ทำการสำรวจมาผู้ขายบน Shopee ส่วนใหญ่ช่วงนี้บ่นยอดตกกันเป็นประจำ หรือไม่ก็มีลูกค้าทักมาถามเรื่องขนส่งแล้วก็ยกเลิกออเดอร์ทันที วันนี้ MyCloud พาไปวิเคราะห์กันแบบเจาะลึกดีกว่าค่ะ ว่าที่ยอดตกจริง ๆ แล้วเป็นเพราะอะไรกันแน่นะ            สำหรับยอดขายที่ตกลงอาจเป็นเพราะเศรษฐกิจช่วงนี้ก็เป็นไปได้ค่ะ เพราะทั้งการขายแบบออฟไลน์ หรือหน้าร้านเองก็ยอดน้อยลงมาก ๆ รวมถึงการขายออนไลน์เองที่ดูเหมือนจะขายได้ดีกว่า แต่ก็ยังมียอดขายไม่น่าประทับใจสักเท่าไหร่ เราจึงทำการค้นหา และพบว่าสาเหตุอื่น ๆ 3 สาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้ยอดขายบน Shopee ตกมีดังนี้ค่ะ 1. ค่าขนส่งที่แพงขึ้น (เลือกขนส่งเองไม่ได้)           Shopee ได้เปลี่ยนระบบขนส่งเป็นแบบStandard […]

สินค้าถูกตีกลับ แต่ไม่มีหลักฐานยื่นข้อพิพาท? MyCloud Fulfillment ช่วยลดต้นทุนได้อย่างไร

ขายสินค้าได้หนึ่งออเดอร์ ร้านค้าอาจไม่ได้รับเพียงรายได้ แต่ยังต้องรับความเสี่ยงจากการคืนสินค้าและพัสดุตีกลับด้วย สถานการณ์ที่น่าปวดหัวที่สุดคือ ร้านค้ามั่นใจว่าส่งสินค้าครบและแพ็กอย่างเรียบร้อย แต่เมื่อเกิดคำขอคืนสินค้า กลับไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะยืนยันว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างทาง ไม่รู้ว่าสินค้ากลับถึงคลังแล้วหรือยัง กล่องอยู่ในสภาพใด และสินค้าที่ได้รับคืนตรงกับสิ่งที่ส่งออกไปหรือไม่ เมื่อแพลตฟอร์มกำหนดระยะเวลาในการตอบกลับหรือยื่นข้อพิพาท ร้านค้าที่ต้องรอข้อมูลจากหลายฝ่ายอาจรวบรวมหลักฐานไม่ทัน และต้องรับภาระต้นทุนจากสินค้าที่เสียหาย สูญหาย หรือไม่สามารถนำกลับมาขายได้อีกครั้ง ระบบ Return Cases ของ MyCloud Fulfillment จึงถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้ร้านค้าเห็นข้อมูลพัสดุตีกลับได้ชัดเจนขึ้น พร้อมตรวจสอบภาพ สภาพพัสดุ และสถานะล่าสุดภายในคลังได้จากระบบเดียว ทำไม “สินค้าตีกลับ” จึงมีต้นทุนมากกว่าค่าขนส่ง? เมื่อเกิดพัสดุตีกลับ ร้านค้าไม่ได้เสียเฉพาะค่าจัดส่งไปและกลับ แต่ยังอาจต้องรับต้นทุนแฝงอีกหลายส่วน ได้แก่ ต้นทุนเหล่านี้อาจเกิดขึ้นพร้อมกันในทุกออเดอร์ที่ถูกตีกลับ และยิ่งร้านค้ามีปริมาณคำสั่งซื้อสูง ภาระในการตรวจสอบก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย Pain Point สำคัญ: ไม่มีหลักฐานเพียงพอสำหรับยื่นข้อพิพาท เมื่อผู้ซื้อแจ้งว่าสินค้าไม่ครบ สินค้าไม่ตรง หรือสินค้าเสียหาย ร้านค้าจำเป็นต้องใช้ข้อมูลประกอบการพิจารณาและยื่นข้อพิพาทผ่าน Marketplace แต่ในทางปฏิบัติ ร้านค้าจำนวนมากมักพบปัญหา เช่น หากไม่มีหลักฐานการแพ็กสินค้าก่อนส่ง ร้านค้าอาจเสียเปรียบตั้งแต่เริ่มต้นอยู่แล้ว และหากยังไม่มีข้อมูลสภาพพัสดุที่ตีกลับมาเพิ่มเติม การพิจารณาว่าควรคืนเงินหรือยื่นข้อพิพาทก็ยิ่งทำได้ยากขึ้น Return Cases ช่วยเติมข้อมูลส่วนที่ร้านค้ามักขาดไป ระบบ […]

Return Case คืออะไร? รู้จัก RC และ RE ระบบจัดการพัสดุตีกลับของ MyCloud Fulfillment

การขายสินค้าผ่าน Marketplace อาจเกิดกรณีที่พัสดุถูกตีกลับหรือผู้ซื้อขอคืนสินค้า ไม่ว่าจะมาจากการจัดส่งไม่สำเร็จ ลูกค้าปฏิเสธรับสินค้า หรือสินค้าไม่ตรงตามเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้ ปัญหาสำคัญของร้านค้าคือ จะทราบได้อย่างไรว่าพัสดุกลับถึงคลังแล้วหรือยัง สินค้ามีสภาพอย่างไร และมีข้อมูลเพียงพอสำหรับการคืนเงินหรือยื่นข้อโต้แย้งกับ Marketplace หรือไม่ MyCloud Fulfillment จึงพัฒนาระบบ Return Cases เพื่อให้ร้านค้าตรวจสอบรายการพัสดุตีกลับ ภาพสินค้า สภาพพัสดุ และสถานะล่าสุดภายในคลังได้ด้วยตัวเอง ช่วยลดการติดตามข้อมูลจากหลายฝ่ายและทำให้การตัดสินใจเกี่ยวกับสินค้าคืนรวดเร็วยิ่งขึ้น Return Case คืออะไร? Return Case หรือ RC คือรายการที่ใช้บันทึกพัสดุตีกลับแต่ละกล่องเมื่อพัสดุเดินทางกลับมาถึงคลัง MyCloud โดยระบบจะแสดงข้อมูลที่จำเป็นต่อการตรวจสอบ เช่น รายละเอียดพัสดุ ภาพสินค้า สภาพของพัสดุ และสถานะล่าสุดภายในคลัง ร้านค้าสามารถนำข้อมูลจาก Marketplace มาค้นหาและเปรียบเทียบกับข้อมูลใน Return Cases ก่อนตัดสินใจคืนเงินให้ผู้ซื้อหรือยื่นหลักฐานเพื่อโต้แย้งกับช่องทางการขาย สรุป: ระบบจัดการพัสดุตีกลับของ MyCloud ประกอบด้วย 2 รายการสำคัญ ได้แก่ RC สำหรับบันทึกและตรวจสอบพัสดุตีกลับแต่ละกล่อง และ RE สำหรับรับสินค้าตีกลับเข้าจัดเก็บในคลัง […]

Shopee ปรับระบบขนส่ง (Standard Delivery) ผู้ซื้อ-ผู้ขายเลือกไม่ได้เลยหรอ?

หลังปีใหม่มานี้ผู้ขายบน Shopee ยอดตกลงมาก ๆ เกิดจากโควิดรอบสอง หรือ การปรับเปลี่ยนวิธีจัดส่งสินค้าของ shopee กันแน่นะ? ร้านค้าหลาย ๆ ร้านบน Shopee เริ่มตั้งคำถามกันแล้วค่ะสำหรับยอดขายที่ตกลงกันแบบถ้วนหน้าจริง ๆ เท่าที่ทำการสำรวจมาผู้ขายบน Shopee ส่วนใหญ่ช่วงนี้บ่นยอดตกกันเป็นประจำ หรือไม่ก็มีลูกค้าทักมาถามเรื่องขนส่งแล้วก็ยกเลิกออเดอร์ทันที วันนี้ MyCloud พาไปวิเคราะห์กันแบบเจาะลึกดีกว่าค่ะ ว่าที่ยอดตกจริง ๆ แล้วเป็นเพราะอะไรกันแน่นะ            สำหรับยอดขายที่ตกลงอาจเป็นเพราะเศรษฐกิจช่วงนี้ก็เป็นไปได้ค่ะ เพราะทั้งการขายแบบออฟไลน์ หรือหน้าร้านเองก็ยอดน้อยลงมาก ๆ รวมถึงการขายออนไลน์เองที่ดูเหมือนจะขายได้ดีกว่า แต่ก็ยังมียอดขายไม่น่าประทับใจสักเท่าไหร่ เราจึงทำการค้นหา และพบว่าสาเหตุอื่น ๆ 3 สาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้ยอดขายบน Shopee ตกมีดังนี้ค่ะ 1. ค่าขนส่งที่แพงขึ้น (เลือกขนส่งเองไม่ได้)           Shopee ได้เปลี่ยนระบบขนส่งเป็นแบบStandard […]

สินค้าถูกตีกลับ แต่ไม่มีหลักฐานยื่นข้อพิพาท? MyCloud Fulfillment ช่วยลดต้นทุนได้อย่างไร

ขายสินค้าได้หนึ่งออเดอร์ ร้านค้าอาจไม่ได้รับเพียงรายได้ แต่ยังต้องรับความเสี่ยงจากการคืนสินค้าและพัสดุตีกลับด้วย สถานการณ์ที่น่าปวดหัวที่สุดคือ ร้านค้ามั่นใจว่าส่งสินค้าครบและแพ็กอย่างเรียบร้อย แต่เมื่อเกิดคำขอคืนสินค้า กลับไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะยืนยันว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างทาง ไม่รู้ว่าสินค้ากลับถึงคลังแล้วหรือยัง กล่องอยู่ในสภาพใด และสินค้าที่ได้รับคืนตรงกับสิ่งที่ส่งออกไปหรือไม่ เมื่อแพลตฟอร์มกำหนดระยะเวลาในการตอบกลับหรือยื่นข้อพิพาท ร้านค้าที่ต้องรอข้อมูลจากหลายฝ่ายอาจรวบรวมหลักฐานไม่ทัน และต้องรับภาระต้นทุนจากสินค้าที่เสียหาย สูญหาย หรือไม่สามารถนำกลับมาขายได้อีกครั้ง ระบบ Return Cases ของ MyCloud Fulfillment จึงถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้ร้านค้าเห็นข้อมูลพัสดุตีกลับได้ชัดเจนขึ้น พร้อมตรวจสอบภาพ สภาพพัสดุ และสถานะล่าสุดภายในคลังได้จากระบบเดียว ทำไม “สินค้าตีกลับ” จึงมีต้นทุนมากกว่าค่าขนส่ง? เมื่อเกิดพัสดุตีกลับ ร้านค้าไม่ได้เสียเฉพาะค่าจัดส่งไปและกลับ แต่ยังอาจต้องรับต้นทุนแฝงอีกหลายส่วน ได้แก่ ต้นทุนเหล่านี้อาจเกิดขึ้นพร้อมกันในทุกออเดอร์ที่ถูกตีกลับ และยิ่งร้านค้ามีปริมาณคำสั่งซื้อสูง ภาระในการตรวจสอบก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย Pain Point สำคัญ: ไม่มีหลักฐานเพียงพอสำหรับยื่นข้อพิพาท เมื่อผู้ซื้อแจ้งว่าสินค้าไม่ครบ สินค้าไม่ตรง หรือสินค้าเสียหาย ร้านค้าจำเป็นต้องใช้ข้อมูลประกอบการพิจารณาและยื่นข้อพิพาทผ่าน Marketplace แต่ในทางปฏิบัติ ร้านค้าจำนวนมากมักพบปัญหา เช่น หากไม่มีหลักฐานการแพ็กสินค้าก่อนส่ง ร้านค้าอาจเสียเปรียบตั้งแต่เริ่มต้นอยู่แล้ว และหากยังไม่มีข้อมูลสภาพพัสดุที่ตีกลับมาเพิ่มเติม การพิจารณาว่าควรคืนเงินหรือยื่นข้อพิพาทก็ยิ่งทำได้ยากขึ้น Return Cases ช่วยเติมข้อมูลส่วนที่ร้านค้ามักขาดไป ระบบ […]