Knowledge Center

Cross-border e-Commerce คืออะไร? ทำไมร้านไทยส่งออกเองแล้วต้นทุนบานปลาย (พร้อมวิธีคิดต้นทุนให้ครบ)

ภาพปกบทความ Cross-border e-Commerce คืออะไร และต้นทุนส่งออกที่ร้านค้าออนไลน์ไทยมักคิดไม่ครบ

Cross-border e-Commerce คือการขายสินค้าออนไลน์ให้ลูกค้าที่อยู่ต่างประเทศ ผ่านมาร์เก็ตเพลส โปรแกรมขายข้ามประเทศ หรือเว็บไซต์ของร้านเอง ปี 2026 ร้านไทยหันมาสนใจมากขึ้นเพราะ ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มในประเทศขึ้นราว 2% ทั้ง Shopee, Lazada และ TikTok Shop ในช่วง ก.ค.-ส.ค. 2026 แต่ร้านที่ส่งออกเองมักขาดทุนจาก 5 ต้นทุนที่คิดไม่ครบ: (1) ค่าส่งต่อชิ้นที่แพงกว่าส่งเป็นล็อต (2) ภาษีและอากรที่ประเทศปลายทาง (3) สินค้าตีกลับ/คืนข้ามประเทศ (4) รอบเติมสต๊อกที่ยาวขึ้นจนเงินจม (5) ค่าธรรมเนียมแฝง เช่น ค่าแปลงสกุลเงินและบรรจุภัณฑ์ที่ต้องแข็งแรงขึ้น ดังนั้น ก่อนเริ่มขาย ให้คิด “ต้นทุนถึงมือลูกค้า” ต่อออเดอร์ให้ครบก่อนตั้งราคา

Cross-border e-Commerce คืออะไร มีกี่รูปแบบ

Cross-border e-Commerce คือการซื้อขายสินค้าออนไลน์ที่ผู้ขายและผู้ซื้ออยู่คนละประเทศ สินค้าต้องเดินทางข้ามพรมแดน ผ่านพิธีการศุลกากร และอาจต้องเสียภาษีที่ประเทศปลายทาง ต่างจากการขายในประเทศที่จบแค่ “แพ็กแล้วส่งขนส่งในประเทศ”

สำหรับร้านค้าออนไลน์ไทย รูปแบบที่พบบ่อยมี 3 แบบ

รูปแบบทำงานอย่างไรใครดูแลการส่งออกเหมาะกับ
1. ขายผ่านโปรแกรมข้ามประเทศของมาร์เก็ตเพลส (เช่น Shopee Global Sales, SIP)ร้านลงสินค้าครั้งเดียว แพลตฟอร์มนำไปขายในประเทศอื่น ร้านส่งของเข้าคลังแพลตฟอร์มในไทยแพลตฟอร์มเป็นผู้ส่งออกและส่งต่อปลายทางร้านที่ขายบน Shopee อยู่แล้ว อยากทดลองตลาดต่างประเทศแบบเสี่ยงน้อย
2. ขายผ่านเว็บไซต์/โซเชียลของร้าน แล้วส่งตรงถึงลูกค้าลูกค้าต่างประเทศสั่งผ่านเว็บหรือแชท ร้านส่งพัสดุระหว่างประเทศทีละกล่อง เช่น ผ่าน EMS World หรือ Courierร้านเอง (ผ่านไปรษณีย์หรือบริษัทขนส่ง)แบรนด์ที่มีฐานลูกค้าต่างประเทศเอง ออเดอร์ยังไม่มาก
3. ส่งสต๊อกล็อตใหญ่ไปเก็บที่คลังปลายทางส่งสินค้าเป็นล็อตไปประเทศปลายทาง แล้วกระจายส่งในประเทศนั้นร้านหรือผู้นำเข้า/พาร์ตเนอร์ปลายทางแบรนด์ที่ยอดขายในประเทศนั้นนิ่งแล้ว

อ่านต่อ: รายละเอียดขั้นตอนของแต่ละโปรแกรมอยู่ในบทความลูกของหมวดนี้ Shopee Global Sales คืออะไร · SIP Shopee คืออะไร · EMS World คืออะไร

ทำไมปี 2026 ร้านไทยเริ่มมองตลาดต่างประเทศ

ทำไมปี 2026 ร้านไทยเริ่มมองตลาดต่างประเทศ

คำตอบสั้น: เพราะต้นทุนการขายในประเทศสูงขึ้นต่อเนื่อง ทั้ง 3 แพลตฟอร์มหลักปรับค่าธรรมเนียมขึ้นราว 2% ในช่วง ก.ค.-ส.ค. 2026 ทำให้กำไรต่อชิ้นบางลง ร้านจำนวนมากจึงมองหาตลาดใหม่ที่ขายได้ราคาดีกว่า

แพลตฟอร์มมีผลตั้งแต่ปรับขึ้นประมาณหมายเหตุ
TikTok Shop5 ก.ค. 2026+2.14% (รวม VAT) เกือบทุกหมวดNon-Mall สูงสุด 11.77%, Mall สูงสุด 13.91%
Lazada1 ส.ค. 2026ราว +2% (ก่อน VAT) เกือบทุกหมวดเป็นการปรับรอบที่สองในเวลาไม่ถึง 2 เดือน
Shopee4 ส.ค. 2026+2.14% (รวม VAT) ในหมวดส่วนใหญ่บางหมวดขึ้น 1.07% หรือ 3.21% แล้วแต่ประเภทร้านและสินค้า, Mall สูงสุด 19.26%

อัตราข้างต้นคือค่าคอมมิชชัน/ค่าธรรมเนียมการขาย ยังไม่รวมค่าธุรกรรมการชำระเงิน ค่าโปรแกรมส่วนลด และค่าบริการอื่น ร้านควรตรวจอัตราล่าสุดใน Seller Center ของแต่ละแพลตฟอร์มอีกครั้ง

อีกเรื่องที่เปลี่ยนเกมคือ ภาษีนำเข้า “ตั้งแต่บาทแรก” ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2026 ไทยยกเลิกการยกเว้นอากรสำหรับสินค้านำเข้าที่มีมูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท สินค้าที่สั่งจากต่างประเทศผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์จึงต้องเสียอากรขาเข้าและ VAT ทุกชิ้น ข้อนี้มีผลกับร้านไทย 2 ด้าน

  1. ในประเทศ: สินค้านำเข้าราคาถูกมีต้นทุนภาษีเพิ่มขึ้น สนามแข่งในบางหมวดเท่าเทียมขึ้น แต่ร้านที่นำเข้าวัตถุดิบหรือสินค้ามาขายต่อก็มีต้นทุนเพิ่มเช่นกัน
  2. เวลาส่งออก: เป็นสัญญาณว่า หลายประเทศกำลังเลิกปล่อยพัสดุมูลค่าต่ำผ่านโดยไม่เสียภาษี เช่น สหรัฐฯ ระงับการยกเว้นภาษีพัสดุมูลค่าไม่เกิน 800 USD สำหรับทุกประเทศตั้งแต่ 29 ส.ค. 2025 ร้านที่จะส่งออกจึงต้องคิดเสมอว่า “ปลายทางจะเก็บภาษีลูกค้า (หรือเก็บเรา) เท่าไหร่”

สรุป: การหนีค่าธรรมเนียมในประเทศไปขายต่างประเทศเป็นทางเลือกที่ดีได้ แต่ ต่างประเทศไม่ได้ฟรี เพราะมีต้นทุนชุดใหม่ที่ร้านไม่เคยเจอตอนขายในไทย

ขายในประเทศ vs ขายต่างประเทศ ต่างกันตรงไหน

คำตอบสั้น: ขายในประเทศ ต้นทุนหลักคือค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มกับค่าส่งที่คาดเดาได้ ส่วนขายต่างประเทศ ต้นทุนจะ กระจายอยู่หลายจุดและเปลี่ยนตามประเทศปลายทาง ทั้งค่าขนส่ง ภาษี เวลา และความเสี่ยงสินค้าตีกลับ

ตารางเปรียบเทียบการขายในประเทศกับการขายต่างประเทศ 6 ด้าน ได้แก่ ค่าส่ง เวลาส่ง ภาษี การคืนสินค้า รอบเติมสต๊อก และเอกสาร

ด้านขายในประเทศขายต่างประเทศ (Cross-border)
ค่าส่งต่อออเดอร์หลักสิบบาท คงที่ตามน้ำหนักสูงกว่าหลายเท่า และขึ้นกับประเทศ น้ำหนัก และ ขนาดกล่อง
เวลาถึงมือลูกค้า1–3 วัน หรือภายในวันสำหรับบริการด่วนหลายวันถึงหลายสัปดาห์ แล้วแต่ช่องทางและประเทศ
ภาษี/อากรไม่มีอากร (มีแค่ภาษีตามปกติของร้าน)อาจมีอากรขาเข้า VAT/GST และค่าดำเนินพิธีการที่ปลายทาง
การคืนสินค้าลูกค้าส่งคืนในประเทศ ค่าส่งไม่สูงค่าส่งกลับแพง บางครั้งไม่คุ้มที่จะรับคืน และของที่กลับเข้าไทยอาจต้องผ่านพิธีการ
รอบเติมสต๊อกสั่งซัพพลายเออร์ไม่กี่วันก็มาถึงถ้าเก็บของที่ปลายทาง ต้องรอส่งล็อตข้ามประเทศ เงินจมนานขึ้น
เอกสารใบปะหน้า + ใบกำกับ (ถ้ามี)ใบแจ้งรายการศุลกากร ประเภทและมูลค่าสินค้า ต้องตรงกับของจริง

5 ต้นทุนส่งออกที่ร้านไทยมักคิดไม่ครบ

คำตอบสั้น: ร้านส่วนใหญ่คิดแค่ “ค่าส่งไปต่างประเทศ” แต่ต้นทุนจริงมีอย่างน้อย 5 ก้อน คือ ค่าส่งต่อชิ้น ภาษีปลายทาง สินค้าตีกลับ รอบเติมสต๊อก และค่าธรรมเนียมแฝง ถ้าลืมก้อนใดก้อนหนึ่ง ออเดอร์ที่ดูเหมือนกำไรอาจขาดทุนจริง

อินโฟกราฟิก 5 ต้นทุนส่งออกที่ร้านค้าออนไลน์มักคิดไม่ครบ: ค่าส่งต่อชิ้น ภาษีปลายทาง สินค้าตีกลับ รอบเติมสต๊อก และค่าธรรมเนียมแฝง

1. ค่าส่งต่อชิ้น (แพงกว่าที่คิดเพราะ “ขนาดกล่อง”)

ขนส่งระหว่างประเทศหลายเจ้าคิดราคาจาก น้ำหนักจริงหรือน้ำหนักตามปริมาตร (Volumetric Weight) แล้วแต่อย่างไหนมากกว่า สินค้าเบาแต่กล่องใหญ่ เช่น หมอน ตุ๊กตา หรือเครื่องสำอางที่ใส่กล่องของขวัญ จึงอาจโดนคิดแพงกว่าที่ชั่งได้ การลดขนาดกล่องเพียงเล็กน้อยช่วยลดค่าส่งได้มากในงานส่งต่างประเทศ

2. ภาษีและอากรที่ประเทศปลายทาง

แต่ละประเทศมีอัตราอากร VAT/GST และเกณฑ์ยกเว้นภาษีไม่เหมือนกัน และ เกณฑ์เหล่านี้เปลี่ยนได้ อย่างที่ไทยและสหรัฐฯ เพิ่งยกเลิกข้อยกเว้นพัสดุมูลค่าต่ำ ร้านต้องตัดสินใจว่าใครจ่าย

  • ลูกค้าจ่ายเองตอนรับของ (DDU/DAP): ราคาหน้าร้านดูถูก แต่ลูกค้าอาจตกใจกับบิลภาษีแล้วปฏิเสธรับ กลายเป็นของตีกลับ
  • ร้านรวมภาษีไว้ในราคาแล้ว (DDP): ลูกค้าพอใจกว่า แต่ร้านต้องประเมินภาษีให้แม่นและบวกเข้าไปในราคา

3. สินค้าตีกลับและการคืนสินค้าข้ามประเทศ

ในไทย การคืนสินค้าคือค่าส่งไม่กี่สิบบาท แต่ข้ามประเทศ ค่าส่งกลับอาจแพงพอ ๆ กับหรือแพงกว่าค่าสินค้า และของที่ส่งกลับเข้าไทยอาจต้องผ่านพิธีการนำเข้าอีกรอบ หลายร้านเลือกคืนเงินโดยไม่รับของกลับสำหรับสินค้าราคาต่ำ ซึ่งต้องคิดเป็น “อัตราสูญเสีย” ไว้ในต้นทุนตั้งแต่แรก (เงื่อนไขการนำสินค้ากลับเข้าไทยควรตรวจกับกรมศุลกากรหรือผู้ให้บริการขนส่งเป็นกรณีไป)

4. รอบเติมสต๊อก (Restock Cycle) ที่ยาวขึ้น

ถ้าส่งของล็อตใหญ่ไปเก็บที่ปลายทาง ระยะเวลาตั้งแต่สั่งผลิต ส่งข้ามประเทศ ผ่านพิธีการ จนวางขายได้ อาจยาวเป็นหลายสัปดาห์ ร้านต้อง ถือสต๊อกมากขึ้นเพื่อกันของขาด เงินจึงจมอยู่ในสินค้านานขึ้น ส่วนถ้าเลือกส่งตรงทีละชิ้นจากไทย ปัญหานี้หายไป แต่ต้องแลกกับค่าส่งต่อชิ้นที่สูงกว่า

5. ค่าธรรมเนียมแฝงที่มองไม่เห็นตอนตั้งราคา

  • ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มหรือโปรแกรมข้ามประเทศ (ตรวจเงื่อนไขของแต่ละโปรแกรม)
  • ค่าแปลงสกุลเงินและค่าโอนเงินกลับไทย
  • บรรจุภัณฑ์ที่ต้องแข็งแรงขึ้น เพราะพัสดุผ่านการขนถ่ายหลายทอด
  • เวลาแอดมินตอบคำถามลูกค้าต่างประเทศ (ภาษา เวลาต่างกัน ติดตามพัสดุ)

สูตรคิดต้นทุนถึงมือลูกค้า (Landed Cost) ต่อออเดอร์

คำตอบสั้น: ต้นทุนจริงต่อออเดอร์ส่งออก = ต้นทุนสินค้า + บรรจุภัณฑ์และค่าจัดการ + ค่าส่งระหว่างประเทศ + ภาษี/อากรที่ร้านรับไว้ + ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มและการชำระเงิน + เผื่อสินค้าตีกลับ/สูญเสีย

Landed Cost = สินค้า + แพ็ก/จัดการ + ค่าส่ง + ภาษีปลายทาง (ถ้าร้านจ่าย) + ค่าธรรมเนียม + เผื่อสูญเสีย

ตัวอย่าง (ตัวเลขสมมติทั้งหมด เพื่ออธิบายวิธีคิด): ร้านขายเซรั่มราคา 690 บาท ต้นทุนสินค้า 180 บาท

รายการขายในไทยส่งออกทีละชิ้น
ต้นทุนสินค้า180180
บรรจุภัณฑ์และค่าจัดการ2035 (กล่องแข็งแรงขึ้น)
ค่าส่ง40450
ภาษีปลายทาง (ร้านรับไว้ สมมติ 10% ของราคา)–69
ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม + ชำระเงิน (สมมติ 18%)124124
ค่าแปลงสกุลเงิน (สมมติ 3%)–21
เผื่อสินค้าตีกลับ/สูญเสีย (สมมติ 1% ในไทย, 3% ต่างประเทศ)721
ต้นทุนรวม371900
กำไรต่อชิ้น ถ้าขาย 690 บาทเท่ากัน+319−210

สิ่งที่ตัวอย่างนี้บอก: ถ้าตั้งราคาต่างประเทศเท่าราคาไทย ออเดอร์นี้ขาดทุนทันที วิธีแก้มี 3 ทาง คือ ตั้งราคาตามตลาดปลายทาง (ซึ่งหลายตลาดรับราคาสูงกว่าไทยได้) ขายเป็นเซ็ตเพื่อเฉลี่ยค่าส่ง หรือ เปลี่ยนวิธีส่งเป็นล็อต เมื่อยอดนิ่งแล้ว (ดูหัวข้อถัดไป)

Tip: ทำตาราง Landed Cost แยก รายประเทศ และ ราย SKU อย่าใช้ค่าเฉลี่ยรวม เพราะค่าส่งและภาษีของแต่ละประเทศต่างกันมาก

ส่งทีละชิ้น หรือส่งเป็นล็อต แบบไหนคุ้มกว่า

คำตอบสั้น: ช่วงทดลองตลาด ส่งทีละชิ้น (per-piece) จากไทย เสี่ยงน้อยกว่าเพราะไม่ต้องจมสต๊อกที่ปลายทาง แต่เมื่อยอดขายในประเทศนั้นนิ่งและคาดการณ์ได้ ส่งเป็นล็อต (per-batch) จะทำให้ต้นทุนต่อชิ้นต่ำลง แลกกับเงินทุนที่จมและรอบเติมสต๊อกที่ยาวขึ้น

เปรียบเทียบการส่งออกแบบทีละชิ้นกับแบบส่งเป็นล็อต ด้านค่าส่งต่อชิ้น เงินทุนจม ความเร็วถึงลูกค้า และความเสี่ยงสต๊อกค้าง

ประเด็นส่งทีละชิ้นจากไทยส่งเป็นล็อตไปเก็บปลายทาง
ค่าส่งต่อชิ้นสูงต่ำกว่า (เฉลี่ยค่าขนส่งทั้งล็อต)
เงินทุนที่ต้องจมในสต๊อกต่ำ เก็บของไว้ที่ไทยที่เดียวสูง ต้องมีสต๊อกอีกชุดที่ปลายทาง
เวลาถึงมือลูกค้านานกว่าเร็วกว่า (ส่งในประเทศปลายทาง)
ความเสี่ยงของค้างต่ำสูง ถ้าขายไม่ออกต้องส่งกลับหรือระบายของ
ภาษี/พิธีการทีละพัสดุทำครั้งเดียวต่อล็อต แต่เอกสารซับซ้อนกว่า
เหมาะกับทดลองตลาด ยอดยังไม่แน่นอน หลาย SKUยอดนิ่ง SKU ขายดีไม่กี่ตัว

เกณฑ์ตัดสินใจแบบง่าย: ถ้ายอดขายในประเทศหนึ่ง ยังไม่นิ่งต่อเนื่องหลายเดือน ให้ส่งทีละชิ้นไปก่อน หรือใช้โปรแกรมข้ามประเทศของมาร์เก็ตเพลสที่แพลตฟอร์มรับหน้าที่ส่งออกให้ แล้วค่อยขยับไปส่งล็อตเมื่อมีข้อมูลยอดขายจริงพอคำนวณสต๊อก

เช็กลิสต์ 8 ข้อก่อนเริ่มขายต่างประเทศ

คำตอบสั้น: ก่อนเปิดขายต่างประเทศ ให้ตอบ 8 ข้อนี้ให้ได้ ซึ่งถ้ายังตอบไม่ได้เกิน 3 ข้อ ควรเริ่มจากโปรแกรมข้ามประเทศของมาร์เก็ตเพลสก่อน แทนการส่งออกเองทั้งหมด

เช็กลิสต์ 8 ข้อก่อนเริ่มขายสินค้าออนไลน์ไปต่างประเทศ ตั้งแต่เลือกประเทศ ตรวจข้อห้ามสินค้า ไปจนถึงนโยบายคืนสินค้า

  1. เลือกประเทศแรกแล้ว และรู้ว่าลูกค้าที่นั่นซื้อสินค้าเราผ่านช่องทางไหน
  2. ตรวจแล้วว่าสินค้าส่งไปประเทศนั้นได้ (สินค้าบางประเภท เช่น ของเหลว แบตเตอรี่ อาหาร เครื่องสำอาง อาจมีข้อจำกัดหรือต้องมีใบอนุญาต)
  3. มีตาราง Landed Cost ราย SKU และรายประเทศ และตั้งราคาตามตลาดปลายทาง ไม่ใช่ราคาไทย
  4. ตัดสินใจแล้วว่าใครจ่ายภาษีปลายทาง และเขียนแจ้งลูกค้าชัดเจนในหน้าร้าน
  5. มีนโยบายคืนสินค้าสำหรับลูกค้าต่างประเทศ แยกจากนโยบายในไทย (รับคืนไหม ใครจ่ายค่าส่ง คืนเงินแบบไหน)
  6. บรรจุภัณฑ์ผ่านการทดสอบ ว่าทนการขนส่งหลายทอด และขนาดกล่องไม่ทำให้โดนคิดน้ำหนักตามปริมาตรเกินจำเป็น
  7. สต๊อกไทยกับสต๊อกที่ขายต่างประเทศใช้ตัวเลขชุดเดียวกัน ไม่ขายเกินจนต้องยกเลิกออเดอร์ (ซึ่งกระทบคะแนนร้านทั้งในและต่างประเทศ)
  8. มีหลักฐานการแพ็กทุกออเดอร์ เพราะข้อพิพาท “ได้ของไม่ครบ” ข้ามประเทศพิสูจน์ยากกว่าในไทยมาก
MyCloud Fulfillment ช่วยได้อย่างไร

MyCloud Fulfillment ช่วยได้อย่างไร

MyCloud Fulfillment ทำหน้าที่เป็น “ฐานหลังบ้านในประเทศ” ให้ร้านที่ขายทั้งในไทยและต่างประเทศ — เก็บสต๊อกไว้ที่เดียว เชื่อมทุกช่องทางขาย หยิบ-แพ็ก-ส่งตามออเดอร์ และเตรียมของสำหรับโปรแกรมขายข้ามประเทศ ร้านจึงโฟกัสกับการตลาดและการตั้งราคาได้เต็มที่ (ดูบริการ)

  • สต๊อกเดียว ขายได้ทุกช่องทาง: เชื่อมต่อ Shopee, Lazada, TikTok Shop, เว็บไซต์ และช่องทางอื่นผ่านระบบ OMS + WMS ตัดสต๊อกจากตัวเลขกลางชุดเดียว (ดูช่องทางที่เชื่อมต่อได้)
  • รองรับออเดอร์ Shopee Global Sales: ออเดอร์ถูกดึงเข้าระบบ MyCloud OMS ทีมคลังหยิบ แพ็ก และส่งเข้าคลัง Shopee ในประเทศไทย จากนั้น Shopee รับหน้าที่ส่งออกต่อไปยังประเทศปลายทาง (อ่านขั้นตอน)
  • คลังสินค้า 2 สาขา มีนบุรีและลาดกระบัง: เก็บสต๊อกไว้ที่ไทยที่เดียว ไม่ต้องจมเงินกับสต๊อกชุดที่สองที่ปลายทางในช่วงทดลองตลาด
  • วิดีโอการแพ็กทุกออเดอร์: เก็บไว้ 3 เดือน ดูผ่านลิงก์ได้โดยไม่ต้องล็อกอิน ใช้เป็นหลักฐานเมื่อลูกค้า (ทั้งในและต่างประเทศ) แจ้งว่าได้ของไม่ครบ
  • ส่งด่วนในประเทศ: ทั้งแบบ Instant (ส่งทันที) และ Express / Same Day (ส่งภายในวัน) สำหรับฝั่งลูกค้าในไทย
  • ค่าบริการ: ดูโครงสร้างราคาได้ที่ หน้าค่าบริการ หรือภาพรวมโซลูชันทั้งหมดที่ Fulfillment Solutions

👉 ขอใบเสนอราคา ประเมินต้นทุนหลังบ้านก่อนขายต่างประเทศ

สรุป

Cross-border e-Commerce คือโอกาสจริงสำหรับร้านไทย โดยเฉพาะในปีที่ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มในประเทศขึ้นพร้อมกันทั้ง 3 เจ้า แต่ต่างประเทศมีต้นทุนชุดใหม่ที่ต้องคิดให้ครบก่อนตั้งราคา: ค่าส่งต่อชิ้น ภาษีปลายทาง สินค้าตีกลับ รอบเติมสต๊อก และค่าธรรมเนียมแฝง เริ่มจากทำตาราง Landed Cost ราย SKU และรายประเทศ ทดลองตลาดแบบส่งทีละชิ้นหรือผ่านโปรแกรมของมาร์เก็ตเพลส แล้วค่อยขยายเมื่อมีตัวเลขจริง

ถ้าอยากให้หลังบ้านในไทยพร้อมรองรับทั้งออเดอร์ในประเทศและต่างประเทศจากสต๊อกชุดเดียว ขอใบเสนอราคาจาก MyCloud Fulfillment

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Cross-border e-Commerce

Cross-border e-Commerce คือการขายสินค้าออนไลน์ให้ลูกค้าที่อยู่ต่างประเทศ สินค้าต้องส่งข้ามพรมแดนและผ่านพิธีการศุลกากร ร้านไทยทำได้ 3 แบบหลัก คือ ขายผ่านโปรแกรมข้ามประเทศของมาร์เก็ตเพลส ขายผ่านเว็บไซต์แล้วส่งตรงถึงลูกค้า หรือส่งสต๊อกเป็นล็อตไปเก็บที่ประเทศปลายทาง

ส่วนใหญ่ต้องเสีย ประเทศปลายทางอาจเก็บอากรขาเข้า VAT หรือ GST และค่าดำเนินพิธีการ โดยแต่ละประเทศมีอัตราและเกณฑ์ยกเว้นต่างกัน และหลายประเทศเริ่มยกเลิกข้อยกเว้นพัสดุมูลค่าต่ำ ร้านต้องตัดสินใจว่าจะให้ลูกค้าจ่ายตอนรับของ หรือรวมภาษีไว้ในราคาขาย

เพราะคิดแค่ค่าส่ง แต่ลืมต้นทุนอีก 4 ก้อน คือ ภาษีที่ปลายทาง สินค้าตีกลับหรือการคืนสินค้าข้ามประเทศ รอบเติมสต๊อกที่ยาวขึ้นจนเงินจม และค่าธรรมเนียมแฝง เช่น ค่าแปลงสกุลเงินและบรรจุภัณฑ์ที่ต้องแข็งแรงขึ้น

ทั้ง 3 แพลตฟอร์มปรับค่าธรรมเนียมขึ้นราว 2% ในช่วงกลางปี 2026 โดย TikTok Shop มีผล 5 ก.ค. 2026 Lazada มีผล 1 ส.ค. 2026 และ Shopee มีผล 4 ส.ค. 2026 อัตราจริงต่างกันตามหมวดสินค้าและประเภทร้าน ควรตรวจอัตราล่าสุดใน Seller Center

ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2026 ไทยยกเลิกการยกเว้นอากรสำหรับสินค้านำเข้ามูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท สินค้าที่สั่งจากต่างประเทศจึงต้องเสียอากรและ VAT ทุกชิ้น เกี่ยวกับร้านที่ส่งออกตรงที่เป็นสัญญาณว่าหลายประเทศเลิกปล่อยพัสดุมูลค่าต่ำผ่านโดยไม่เสียภาษี และสินค้าที่ลูกค้าต่างประเทศส่งคืนกลับเข้าไทยก็อาจต้องผ่านพิธีการนำเข้า

ช่วงทดลองตลาด ส่งทีละชิ้นจากไทยเสี่ยงน้อยกว่าเพราะไม่ต้องจมสต๊อกที่ปลายทาง เมื่อยอดขายในประเทศนั้นนิ่งแล้ว ส่งเป็นล็อตจะได้ต้นทุนต่อชิ้นต่ำกว่า แต่ต้องมีเงินทุนสต๊อกมากขึ้นและรอบเติมสต๊อกยาวขึ้น

ควรกำหนดนโยบายคืนสินค้าสำหรับลูกค้าต่างประเทศแยกจากในไทยตั้งแต่ก่อนเปิดขาย เพราะค่าส่งกลับอาจแพงกว่าค่าสินค้า สินค้าราคาต่ำหลายร้านเลือกคืนเงินโดยไม่รับของกลับ และควรเก็บหลักฐานการแพ็กทุกออเดอร์ไว้ใช้เมื่อมีข้อพิพาท

เริ่มจากโปรแกรมข้ามประเทศของมาร์เก็ตเพลสที่ร้านใช้อยู่ เช่น Shopee Global Sales ซึ่งแพลตฟอร์มเป็นผู้ส่งออกให้ เลือกประเทศแรกเพียงประเทศเดียว ทำตาราง Landed Cost ราย SKU และเก็บสต๊อกไว้ที่ไทยที่เดียวจนกว่ายอดขายจะนิ่ง

บทความที่เกี่ยวข้อง

อ่านเพิ่มเติม

Return Case คืออะไร? รู้จัก RC และ RE ระบบจัดการพัสดุตีกลับของ MyCloud Fulfillment

การขายสินค้าผ่าน Marketplace อาจเกิดกรณีที่พัสดุถูกตีกลับหรือผู้ซื้อขอคืนสินค้า ไม่ว่าจะมาจากการจัดส่งไม่สำเร็จ ลูกค้าปฏิเสธรับสินค้า หรือสินค้าไม่ตรงตามเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้ ปัญหาสำคัญของร้านค้าคือ จะทราบได้อย่างไรว่าพัสดุกลับถึงคลังแล้วหรือยัง สินค้ามีสภาพอย่างไร และมีข้อมูลเพียงพอสำหรับการคืนเงินหรือยื่นข้อโต้แย้งกับ Marketplace หรือไม่ MyCloud Fulfillment จึงพัฒนาระบบ Return Cases เพื่อให้ร้านค้าตรวจสอบรายการพัสดุตีกลับ ภาพสินค้า สภาพพัสดุ และสถานะล่าสุดภายในคลังได้ด้วยตัวเอง ช่วยลดการติดตามข้อมูลจากหลายฝ่ายและทำให้การตัดสินใจเกี่ยวกับสินค้าคืนรวดเร็วยิ่งขึ้น Return Case คืออะไร? Return Case หรือ RC คือรายการที่ใช้บันทึกพัสดุตีกลับแต่ละกล่องเมื่อพัสดุเดินทางกลับมาถึงคลัง MyCloud โดยระบบจะแสดงข้อมูลที่จำเป็นต่อการตรวจสอบ เช่น รายละเอียดพัสดุ ภาพสินค้า สภาพของพัสดุ และสถานะล่าสุดภายในคลัง ร้านค้าสามารถนำข้อมูลจาก Marketplace มาค้นหาและเปรียบเทียบกับข้อมูลใน Return Cases ก่อนตัดสินใจคืนเงินให้ผู้ซื้อหรือยื่นหลักฐานเพื่อโต้แย้งกับช่องทางการขาย สรุป: ระบบจัดการพัสดุตีกลับของ MyCloud ประกอบด้วย 2 รายการสำคัญ ได้แก่ RC สำหรับบันทึกและตรวจสอบพัสดุตีกลับแต่ละกล่อง และ RE สำหรับรับสินค้าตีกลับเข้าจัดเก็บในคลัง […]

TikTok Shop แซง Lazada แล้ว! ส่วนแบ่งตลาดพุ่งเป็น 33% สัญญาณที่ร้านค้าออนไลน์ไม่ควรมองข้าม

ถ้าคุณยังมองว่า TikTok คือแค่แอปดูวิดีโอสั้น ๆ ถึงเวลาแล้วที่ต้องปรับมุมมองใหม่ ข้อมูลล่าสุดจากตลาด E-Commerce ไทยชี้ชัดว่า TikTok Shop ขยับขึ้นมาครองส่วนแบ่งตลาด 33% แซงหน้า Lazada ที่เคยเป็นเบอร์ 2 มาอย่างยาวนาน และกำลังไล่ตาม Shopee ที่ยังครองอันดับหนึ่งอยู่ในขณะนี้ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ใช่แค่ตัวเลขทางสถิติ แต่คือสัญญาณที่บอกว่าพฤติกรรมของผู้บริโภคไทยกำลังเปลี่ยนไปอย่างถาวร ทำไม TikTok Shop ถึงเติบโตเร็วจนแซง Lazada ได้? ความสำเร็จของ TikTok Shop ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่มาจากโมเดลที่เรียกว่า “Entertainment Commerce” หรือการผสมผสานความบันเทิงเข้ากับการช้อปปิ้งในแพลตฟอร์มเดียวกัน ผู้ใช้งานไม่ได้เปิดแอปมาเพื่อ “หาของซื้อ” แต่พวกเขาเลื่อนดูคอนเทนต์ แล้วก็ซื้อสินค้าโดยที่แทบไม่รู้ตัว นี่คือจุดแข็งที่ทำให้ TikTok Shop แตกต่างจากแพลตฟอร์มอื่นโดยสิ้นเชิง ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนการเติบโต ได้แก่ การที่ผู้บริโภคไทยใช้สมาร์ทโฟนในการช้อปปิ้งออนไลน์มากกว่า 80% ทำให้แพลตฟอร์ม Mobile-First อย่าง TikTok ได้เปรียบอย่างชัดเจน นอกจากนี้ TikTok […]

Mid Month Sale เจาะลึก insight ที่คนขายออนไลน์ต้องรู้ !

แม้ว่าแคมเปญ Double Day อย่าง 2.2, 3.3 หรือ 4.4 จะเป็นช่วงเวลาทองของเหล่านักช้อปออนไลน์ที่หลายคนรู้จักดี แต่ยังมีอีกหนึ่งช่วงเวลาที่มักถูกมองข้ามไป นั่นคือ “Mid Month Sale” หรือแคมเปญกลางเดือน โดยเฉพาะวันที่ 15 ที่หลายแพลตฟอร์มยังคงเดินหน้าจัดโปรโมชั่นอย่างต่อเนื่องเพื่อกระตุ้นยอดขาย แต่คำถามสำคัญก็คือ… แคมเปญ Mid Month ยังเวิร์กอยู่ไหม? ผู้บริโภคยังช้อปกันเยอะอยู่หรือเปล่า? แล้วร้านค้าออนไลน์ควรให้ความสำคัญกับช่วงนี้แค่ไหน?บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกเทรนด์นักช้อปช่วงกลางเดือน พร้อมเปิดสถิติเปอร์เซ็นต์ออเดอร์จริงจากระบบหลังบ้านของคลังสินค้าออนไลน์ รวมถึงกลยุทธ์เด็ดในการเพิ่มยอดขายช่วง Mid Month ที่ร้านค้าออนไลน์ไม่ควรพลาดถ้าอยากโกยกำไรให้ได้มากที่สุดในช่วงกลางเดือนนี้! Mid Month Sale คืออะไร? แคมเปญลดราคาช่วงกลางเดือนที่จัดขึ้นโดยแพลตฟอร์มต่าง ๆ เช่น Lazada, Shopee หรือแม้แต่แบรนด์ออนไลน์เอง เพื่อกระตุ้นยอดขายในช่วงที่คนมักใช้จ่ายน้อยหลังต้นเดือน โดยมักมีโปรโมชั่นแรง เช่น โค้ดลดเพิ่ม, Flash Sale, ส่งฟรี หรือของแถม เพื่อดึงดูดให้ลูกค้ากลับมาช้อปอีกครั้งก่อนสิ้นเดือน และช่วยให้ร้านค้าเคลียร์สต๊อกหรือเร่งยอดได้ในช่วงเวลากลางเดือนที่มักเงียบกว่าช่วง Double Day นั่นเอง รู้ลึก! จากออเดอร์จริงช่วง […]

Return Case คืออะไร? รู้จัก RC และ RE ระบบจัดการพัสดุตีกลับของ MyCloud Fulfillment

การขายสินค้าผ่าน Marketplace อาจเกิดกรณีที่พัสดุถูกตีกลับหรือผู้ซื้อขอคืนสินค้า ไม่ว่าจะมาจากการจัดส่งไม่สำเร็จ ลูกค้าปฏิเสธรับสินค้า หรือสินค้าไม่ตรงตามเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้ ปัญหาสำคัญของร้านค้าคือ จะทราบได้อย่างไรว่าพัสดุกลับถึงคลังแล้วหรือยัง สินค้ามีสภาพอย่างไร และมีข้อมูลเพียงพอสำหรับการคืนเงินหรือยื่นข้อโต้แย้งกับ Marketplace หรือไม่ MyCloud Fulfillment จึงพัฒนาระบบ Return Cases เพื่อให้ร้านค้าตรวจสอบรายการพัสดุตีกลับ ภาพสินค้า สภาพพัสดุ และสถานะล่าสุดภายในคลังได้ด้วยตัวเอง ช่วยลดการติดตามข้อมูลจากหลายฝ่ายและทำให้การตัดสินใจเกี่ยวกับสินค้าคืนรวดเร็วยิ่งขึ้น Return Case คืออะไร? Return Case หรือ RC คือรายการที่ใช้บันทึกพัสดุตีกลับแต่ละกล่องเมื่อพัสดุเดินทางกลับมาถึงคลัง MyCloud โดยระบบจะแสดงข้อมูลที่จำเป็นต่อการตรวจสอบ เช่น รายละเอียดพัสดุ ภาพสินค้า สภาพของพัสดุ และสถานะล่าสุดภายในคลัง ร้านค้าสามารถนำข้อมูลจาก Marketplace มาค้นหาและเปรียบเทียบกับข้อมูลใน Return Cases ก่อนตัดสินใจคืนเงินให้ผู้ซื้อหรือยื่นหลักฐานเพื่อโต้แย้งกับช่องทางการขาย สรุป: ระบบจัดการพัสดุตีกลับของ MyCloud ประกอบด้วย 2 รายการสำคัญ ได้แก่ RC สำหรับบันทึกและตรวจสอบพัสดุตีกลับแต่ละกล่อง และ RE สำหรับรับสินค้าตีกลับเข้าจัดเก็บในคลัง […]

TikTok Shop แซง Lazada แล้ว! ส่วนแบ่งตลาดพุ่งเป็น 33% สัญญาณที่ร้านค้าออนไลน์ไม่ควรมองข้าม

ถ้าคุณยังมองว่า TikTok คือแค่แอปดูวิดีโอสั้น ๆ ถึงเวลาแล้วที่ต้องปรับมุมมองใหม่ ข้อมูลล่าสุดจากตลาด E-Commerce ไทยชี้ชัดว่า TikTok Shop ขยับขึ้นมาครองส่วนแบ่งตลาด 33% แซงหน้า Lazada ที่เคยเป็นเบอร์ 2 มาอย่างยาวนาน และกำลังไล่ตาม Shopee ที่ยังครองอันดับหนึ่งอยู่ในขณะนี้ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ใช่แค่ตัวเลขทางสถิติ แต่คือสัญญาณที่บอกว่าพฤติกรรมของผู้บริโภคไทยกำลังเปลี่ยนไปอย่างถาวร ทำไม TikTok Shop ถึงเติบโตเร็วจนแซง Lazada ได้? ความสำเร็จของ TikTok Shop ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่มาจากโมเดลที่เรียกว่า “Entertainment Commerce” หรือการผสมผสานความบันเทิงเข้ากับการช้อปปิ้งในแพลตฟอร์มเดียวกัน ผู้ใช้งานไม่ได้เปิดแอปมาเพื่อ “หาของซื้อ” แต่พวกเขาเลื่อนดูคอนเทนต์ แล้วก็ซื้อสินค้าโดยที่แทบไม่รู้ตัว นี่คือจุดแข็งที่ทำให้ TikTok Shop แตกต่างจากแพลตฟอร์มอื่นโดยสิ้นเชิง ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนการเติบโต ได้แก่ การที่ผู้บริโภคไทยใช้สมาร์ทโฟนในการช้อปปิ้งออนไลน์มากกว่า 80% ทำให้แพลตฟอร์ม Mobile-First อย่าง TikTok ได้เปรียบอย่างชัดเจน นอกจากนี้ TikTok […]

Mid Month Sale เจาะลึก insight ที่คนขายออนไลน์ต้องรู้ !

แม้ว่าแคมเปญ Double Day อย่าง 2.2, 3.3 หรือ 4.4 จะเป็นช่วงเวลาทองของเหล่านักช้อปออนไลน์ที่หลายคนรู้จักดี แต่ยังมีอีกหนึ่งช่วงเวลาที่มักถูกมองข้ามไป นั่นคือ “Mid Month Sale” หรือแคมเปญกลางเดือน โดยเฉพาะวันที่ 15 ที่หลายแพลตฟอร์มยังคงเดินหน้าจัดโปรโมชั่นอย่างต่อเนื่องเพื่อกระตุ้นยอดขาย แต่คำถามสำคัญก็คือ… แคมเปญ Mid Month ยังเวิร์กอยู่ไหม? ผู้บริโภคยังช้อปกันเยอะอยู่หรือเปล่า? แล้วร้านค้าออนไลน์ควรให้ความสำคัญกับช่วงนี้แค่ไหน?บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกเทรนด์นักช้อปช่วงกลางเดือน พร้อมเปิดสถิติเปอร์เซ็นต์ออเดอร์จริงจากระบบหลังบ้านของคลังสินค้าออนไลน์ รวมถึงกลยุทธ์เด็ดในการเพิ่มยอดขายช่วง Mid Month ที่ร้านค้าออนไลน์ไม่ควรพลาดถ้าอยากโกยกำไรให้ได้มากที่สุดในช่วงกลางเดือนนี้! Mid Month Sale คืออะไร? แคมเปญลดราคาช่วงกลางเดือนที่จัดขึ้นโดยแพลตฟอร์มต่าง ๆ เช่น Lazada, Shopee หรือแม้แต่แบรนด์ออนไลน์เอง เพื่อกระตุ้นยอดขายในช่วงที่คนมักใช้จ่ายน้อยหลังต้นเดือน โดยมักมีโปรโมชั่นแรง เช่น โค้ดลดเพิ่ม, Flash Sale, ส่งฟรี หรือของแถม เพื่อดึงดูดให้ลูกค้ากลับมาช้อปอีกครั้งก่อนสิ้นเดือน และช่วยให้ร้านค้าเคลียร์สต๊อกหรือเร่งยอดได้ในช่วงเวลากลางเดือนที่มักเงียบกว่าช่วง Double Day นั่นเอง รู้ลึก! จากออเดอร์จริงช่วง […]